ทางมืดแต่ดาวสวย

by the way 83

 

อธิคม คุณาวุฒิ

20 กว่าปีก่อนตอนเริ่มทำงานนิตยสารใหม่ๆ วงการนี้ถือว่าเป็น ‘ดงคนเก๋’ อุดมด้วยผู้มีรสนิยม ท่าทางทรงภูมิปัญญา รอบรู้ศิลปะวิทยาการ แลดูมีตัวมีตนเป็นซัมบอดี้โดยง่าย

ตอนที่ผมสวิตช์ตัวเองไปทำงานหนังสือพิมพ์รายวัน ยังมีเสียงสรรเสริญลอยมาตามลมแว่วเข้าหูเป็นระยะว่า…หมอนี่มันเก๊กแม็กกาซีน คือดูไม่ค่อยมีบุคลิกเป็นกรรมกรข่าวรายวันในโรงพิมพ์ แต่มาสายหล่อ หวานแหวว แอ๊บแบ๊วแบบคนทำนิตยสารรายเดือน

อันนั้นเป็นคำพูดที่พรรคพวกนักข่าวรายวันเขาสะท้อนออกมาตอนรู้จักกันใหม่ๆ ก่อนที่จะวงแตกสงบปากสงบคำกันไป ด้วยอะไร…ก็สุดจะเดา

นึกๆ แล้วก็ขำดี ถัดจากนั้นไม่นาน องค์กรข่าวรายวันก็ต้องนิมนต์บรรดามนุษย์สายพันธุ์เก๊กนิตยสาร (เอ่อ…ที่ไม่ใช่ผม) ไปอบรมนักข่าวของตัวเอง เพื่อฝึกการเขียนหนังสือให้น่าอ่าน

ถัดจากนั้นอีกไม่เท่าไหร่ ทั้งหนังสือพิมพ์รายวันและนิตยสารรายปักษ์รายเดือนรายสัปดาห์ ก็แทบจะกลายเป็น ‘วัตถุโบราณ’ ในโลกของการสื่อสารโดยถ้วนหน้า เมื่อภูมิประเทศของวงการสื่อพลิกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สถานะ ฐานันดร อาณาจักรหวงห้ามของความเป็นสื่อถูกเขย่าจนเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ อย่าว่าแต่ศักดิ์สิทธิ์ขรึมขลังเลย กระทั่งน้ำยาคนยังไม่เชื่อว่ายังมีเหลือ

พฤติกรรมและเทคโนโลยีมีส่วนแน่ๆ แต่จะปฏิเสธได้อย่างไรว่า เหตุที่ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นก็เพราะเมื่ออำนาจในการผูกขาดข่าวหมดไป พอเจอเขย่าไม่กี่ที อะไรที่เคยกลวง อะไรที่เคยไม่แน่น อะไรที่เป็นอวิชชา ฉ้อฉล บิดเบือน มันก็ยิ่งแก้ผ้าออกมาให้คนเห็น หลอกต้มกันไม่ได้อีกต่อไป

เราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศในวงการสื่อสิ่งพิมพ์กันมาหลายปี พฤติกรรมคนยุคปัจจุบันที่หนีบแท็บเล็ตเข้าห้องน้ำหลังดื่มกาแฟตอนเช้า รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน เริ่มมีนโยบายไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ให้พนักงานอ่าน ยกเว้นได้รับบรรณาการแจกฟรี ก็คือรูปธรรมที่เกิดขึ้นกับสิ่งพิมพ์รายวัน

 

ใครมีเพื่อนเป็นบรรณาธิการข่าวตามหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ๆ ลองสงบจิตสงบใจลูบหลังลูบไหล่รับฟังเพื่อนปรับทุกข์บ้างก็ดีนะครับ เพราะการที่ต้องทำข่าวพร้อมๆ กับหาโฆษณาเข้าองค์กรไปด้วยนั้น มันไม่ใช่แค่ความไม่สนุก แต่ถึงขั้นควรตั้งคำถามกับวิชาชีพกันแล้ว

 

วงการนิตยสารซึ่งดิ้นรนหาโฆษณา เล่นแร่แปรธาตุทำโฆษณาให้กลมกลืนไปกับคอนเทนท์ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาสิบๆ ปีก็ไม่ได้หนีกันสักเท่าไหร่

ปีที่ผ่านมาบรรดามหาอำนาจทางนิตยสารต่างก็พากันลดยอดพิมพ์กันอุตลุด เจ้าที่หนักหน่อยคือภายใน 1 ปีลดยอดพิมพ์อย่างน้อย 2-3 ครั้ง ครั้งละ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรายที่รอบจัดและสายป่านยาว ก็ใช้ค่อยๆ ลดยอดพิมพ์ลงมาทีละขยัก ขยักละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่โดยรวมตลอดทั้งปีตัวเลขการลดยอดพิมพ์ก็อยู่ในสภาพขาลงไม่แตกต่างกัน

เหตุที่ต้องค่อยๆ ลดยอดพิมพ์ไม่ทำคราวเดียวพรวดพราดก็ไม่ใช่อะไร แต่เพราะต้องรักษาปริมาณหนังสือบนแผงให้เอเจนซีมองเห็น ไม่เช่นนั้นนอกจากพิมพ์หนังสือออกมาจะไม่มีคนอ่านแล้ว โฆษณายังไม่เข้าอีกต่างหาก (ที่ผ่านมานิตยสารหลายหัวจึงนิยมจ่ายค่าจัดจำหน่ายแก่สายส่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า เวลาหนังสือวางบนแผง นอกจากตำแหน่งต้องเด่นแล้ว ยังต้องตั้งกองไว้สูงๆ เพื่อให้ดูว่ามีคนซื้อเยอะ)

ถ้า 3-4 ปีที่ผ่านเป็นศึกหนักของสิ่งพิมพ์รายวัน ภายในระยะไม่เกิน 2 ปีถัดจากนี้ ก็คือศึกชี้ชะตาของสิ่งพิมพ์นิตยสาร

แต่ก็นั่นแหละ ในฐานะที่ WAY เป็นสิ่งแปลกปลอมบนแผงนิตยสารมาตั้งแต่ต้น แถมยังดื้อดึงหน้ามึนยืนระยะมาถึงปีที่ 9 จนชาวบ้านเอาไปนินทาว่ากระผมซุกขุมสมบัติเจ้าคุณปู่ใส่ตุ่มฝังไว้หลังบ้าน ข้อดีของสภาพการณ์เช่นนี้ก็คือ สุดท้ายแล้วมันอาจจะช่วยพังทลายธรรมเนียมการดีลระหว่างสื่อกับเอเจนซีตามขนบเดิมแบบ ‘ศาลาโกหก’ ลงไป

ขยายความศาลาโกหกก็คือ จากเดิมที่เจ้าของสื่อหรือเออีใช้วิธีคุยโม้โอ้อวดกับผู้ให้โฆษณา แต่หากทุกสื่อถูกบีบให้ลงมาแข่งกันในสนามใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ รายการทีวีในยูทูบ โซเชียลมีเดีย เครื่องมือชี้วัดปริมาณกลุ่มผู้อ่าน จำนวนผู้ติดตาม ก็จะมีความเป็นวิทยาศาสตร์อ้างอิงได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่วัดกันด้วยใครหน้าด้านในการโม้มากกว่ากัน

ท้ายที่สุดแล้ว ภายใต้สมรภูมิแบบนี้ผู้ผลิตสื่อก็จะต้องหันกลับมาแข่งกันที่เนื้อหาอีกครั้ง – นี่ผมมองโลกในแง่ดีไปหรือเปล่า

ไหนๆ ก็ไหนๆ ถ้าเราเห็นแล้วว่าทางข้างหน้ามันมืด เราก็ควรเชื่อต่อไปว่า ผู้ที่จะเอาชีวิตรอดจากการดุ่มเดินในความมืด นอกจากจะต้องมีธาตุทรหดดื้อดึงเป็นต้นทุนแล้ว ก็น่าจะต้องรักษาความแม่นยำในทิศทางการเดิน

ระวังหลุมระวังเหวหน่อย แต่อย่าทรยศดวงดาวนำทาง

 

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ By the Way นิตยสาร WAY ฉบับ 83

WAYทางมืดแต่ดาวสวย

Related Posts

เฮย์เดน เทย์เลอร์: เจ้าของธุรกิจหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นคนใหม่ วัย 19 ปี

เฮย์เดน เทย์เลอร์ (Hayden Taylor) คือหนุ่มวัย 19 ปี ที่เพิ่งซื้อธุรกิจหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ท้องถิ่นมาเพื่อปั้นต่อ โดยที่เขาไม่เคยมีความรู้ด้านวารสารศาสตร์ และยังไม่จบการศึกษาระดับปริญญาจากที่ใด

การเมืองอยู่รอบตัวเรา

ก่อนจะคุยกัน ดูภาพที่ผมแปะไว้น่าจะชัดเจนนะครับว่า จุดยืนของผมในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ขออภัยหากสร้างความชิงชังหมั่นไส้ แต่เวลาเราจะพูดคุยถึงการตัดสินใจทางการเมือง สิ่งที่เราควรแสดงออกในเบื้องต้นคือความแจ่มชัด เนื่องจากจุดยืนทางความคิดมันไม่ใช่เทคนิคทางถ้อยคำ วาทศิลป์ หรือวรรณกรรม ที่ต้องอาศัยความคลุมเครือ ยอกย้อน เล่นลิ้น ปลิ้นอยู่ในปลักของถ้อยคำสำนวน กระทั่งเรียกร้องการตีความโดยไม่จำเป็น เมื่อจุดยืนชัด ค่อยมาคุยกันด้วยเหตุด้วยผล และเมื่อได้คุยกันด้วยเหตุด้วยผลแล้ว มันก็ไม่จำเป็นต้องประกาศผลแพ้ชนะให้โลกรับรู้ทันทีทันในเวลานั้นก็ได้ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันลงประชามติ มีเพื่อนสื่อมวลชน นักรณรงค์ นักศึกษา นักกิจกรรม แวะเวียนมาใช้สอยให้ผมพูดเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่บ้าง และเท่าที่ได้พูดคุย มีคำถามสำคัญคล้ายคลึงกันอยู่สองสามข้อ

เราจะส่งต่อสังคมแบบไหนให้คนรุ่นถัดไป

ก่อนที่จะตอบคำถามว่า ‘เราจะส่งต่อสังคมแบบไหนให้คนรุ่นถัดไป’ อธิคม คุณาวุฒิ อยากเชิญชวนทุกท่านร่วมสำรวจสันฐาน หน้าตา และภูมิประเทศที่คนรุ่นถัดไปจากพวกเรากำลังเผชิญ เท่าที่เขาเคยสัมผัสและรู้จักอยู่บ้างพอสังเขป