ใครควรครองครัว

 

Screen Shot 2016-01-27 at 6.25.26 PM

ภาพประกอบ: k-9

 

หากห้องครัวคือหัวใจของบ้าน คำถามก็คือ ใครเป็นผู้ควบคุมพื้นที่ตรงนี้ การประกอบอาหารถูกทำให้เป็นพื้นที่ของผู้หญิงมาช้านาน ผู้หญิงถูกเชื่อมโยงกับงานในครัว ผู้หญิงถูกสร้างให้มีความสุขเมื่อพวกเธอขลุกอยู่กับการตระเตรียมอาหารในครัว ห้องครัวในแง่หนึ่งจึงเป็นพื้นที่แห่งอำนาจ แม้ว่าคำว่า family มีรากมาจากคำในละติน famulaus หมายถึงคนใช้ ครอบครัวคือความสัมพันธ์ของคนที่อยู่บ้านเดียวกัน ความสัมพันธ์ภายในบ้านนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าครอบครัวคนเดียว

การประกอบอาหารภายในครอบครัวก็อาจเป็นทั้งผู้ควบคุมและผู้ถูกควบคุมในเวลาเดียวกัน

ในหลายวัฒนธรรม ผู้หญิงถูกคาดหวังให้เป็นผู้เชี่ยวชาญงานในครัวและเป็นผู้ประกอบอาหารให้แก่สมาชิกในครอบครัว สังคมไทยเป็นสังคมที่คาดหวังให้ผู้หญิงประกอบอาหาร ทั้งเชื่อมั่นและให้คุณค่ากับทักษะการทำอาหารของเพศหญิง เราสามารถสังเกตร้านอาหารตามถนนหนทางในสังคมไทยทั้งที่มีชื่ออย่างเป็นและไม่เป็นทางการ ก็จะพบการนำคำเรียกขานเพศหญิงมาเป็นเครื่องประกันถึงความเป็นเลิศของรสชาติ เช่น ข้าวแกงแม่ล้วน ข้าวแกงแม่อารีย์ ครัวเจ๊ง้อ ร้านเจ๊ไข่ น้ำพริกแม่ประนอม น้ำพริกแม่สมจิตต์ น้ำพริกแม่สุเพ็ญ ฯลฯ

แต่ก็ใช่ว่าเพศหญิงทุกช่วงวัยจะได้รับการยอมรับ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีศักดิ์เป็น ‘พี่สาว’ หรือ ‘เจ๊’ ต้องมีวัยวุฒิเป็น ‘แม่’ หรือไม่ก็ ‘ป้า’ วัยวุฒิมาจากการฝึกฝนซึ่งแน่นอนว่าสัมพันธ์กับเวลา ก็อาจจะไม่จริงเสมอไปในสังคมสมัยใหม่ แต่อย่างน้อยสังคมไทยก็เคยคาดหวังให้ผู้หญิงฝึกฝนทักษะการประกอบอาหาร จนได้ชื่อว่าเป็นแม่ศรีเรือนและมีเสน่ห์ปลายจวัก

โลกสมัยใหม่มองว่าห้องครัวเป็นพื้นที่แห่งอำนาจที่ไร้เพศ กล่าวเฉพาะสังคมไทยเราสามารถสังเกตเห็นได้อีกเช่นกันว่าร้านอาหารสมัยใหม่มีเพศชายเข้ามาแชร์พื้นที่การทำอาหาร เช่น สเต็กลุงหนวดหรือแม้แต่สเต็กลุงใหญ่ เป็นต้น

แม้ว่าโลกสมัยใหม่จะมองว่าห้องครัวเป็นพื้นที่แห่งอำนาจที่ไร้เพศ แต่สังคมก็ยังคาดหวังให้หน้าที่ภายในครัวเป็นภาระของผู้หญิง แต่ครัวในมาตรฐานของมืออาชีพอย่างในภัตตาคารร้านอาหาร สังคมกลับคาดหวังและเชื่อมั่นในรสมือผู้ชาย

ผู้หญิงอเมริกันยังคงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำอาหารในบ้าน ผลสำรวจเมื่อปี 2012 พบว่า ผู้หญิงอเมริกันใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเตรียมอาหาร ขณะผู้ชายใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในกิจกรรมเดียวกัน อย่างไรก็ตามผู้หญิงอเมริกันที่มีอาชีพทำอาหารสามารถไต่เต้าจนถึงระดับหัวหน้าเชฟหรือผู้บริหารครัว ที่มีสัดส่วนน้อยกว่าผู้ชาย งานศึกษาเกี่ยวกับร้านอาหารในปี 2014 พบว่า ผู้หญิงเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ที่สามารถก้าวขึ้นไปสู่ระดับเอ็กซ์คลูซีฟเชฟ

ทั้งสถิติและภาพเหมารวมเรื่องเพศในครัว ทำให้เกิดคำถามตามมา ก็ทั้งๆ ที่สังคมคาดหวังให้ผู้หญิงรับผิดชอบงานในครัว แต่ทำไมการทำครัวแบบมืออาชีพที่สามารถสร้างรายได้จึงไม่ใช่พื้นที่ของพวกเธอ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

แมรี แบลร์-ลอย แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) อธิบายว่า ความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ว่าภาระหน้าที่ของผู้หญิงอยู่ในบ้านและครอบครัว นำไปสู่แนวโน้มที่จะทำให้ผู้หญิงถูกขังอยู่ในครัวและบ้าน ทันทีที่พวกเธอแต่งงาน

ความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ว่าด้วยความจงรักภักดีต่อครอบครัวของผู้หญิงเป็นอุปสรรคต่อผู้หญิงในการทำงานนอกบ้าน เพราะการทำอาหารในฐานะมืออาชีพต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองเพื่อจะก้าวหน้าทางวิชาชีพ แน่นอนว่าการทำงานด้วยชั่วโมงงานต่อวันที่ยาวนานจนต้องกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อภาระในครอบครัว

แต่บทความ ‘Women Not in the Kitchen: A Look at Gender Equality in the Restaurant Industry’ ของ โรซาลี แพลทเซอร์ นำเสนอโมเดลการจัดการครัวในภัตตาคารได้อย่างน่าสนใจ งานชิ้นนี้เสนอว่า สถานะการเป็นเชฟมืออาชีพในปัจจุบันและในประวัติศาสตร์ถูกครอบงำโดยเพศชายมาโดยตลอด โดยมีจุดตั้งต้นมาจากรูปแบบการประกอบอาหารระหว่างสงครามของกองทัพ

ระหว่างการรบในช่วงศตวรรษที่ 14-15 นายทหารในกองทัพถูกคาดหวังให้ปรุงและประกอบอาหาร ความคาดหวังเพื่อที่จะได้มีอาหารหล่อเลี้ยงปากท้องผู้คนทั้งกองทัพ ได้ก่อให้เกิดลักษณะการประกอบอาหารระหว่างรบที่ต้องมีโครงสร้างลำดับชั้นในการประกอบอาหาร และสิ่งนี้พัฒนาไปสู่โครงสร้างการจัดการภายในครัวของภัตตาคาร

ลำดับชั้นสูงสุดของพ่อครัวนายทหารก็เปรียบประหนึ่งเอ็กซ์คลูซีฟเชฟในภัตตาคาร และลักษณะของความเป็นผู้ชายชาติทหารก็คือบรรยากาศหลักในห้องครัวของภัตตาคาร นี่คือข้อสันนิษฐานถึงรากเหง้าของการที่ผู้ชายครองครัวนอกบ้าน

ในทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ชายคือผู้ควบคุมครัวในภัตตาคาร ความเชื่อทางวัฒนธรรมการครัวในโลกตะวันตกที่ว่า ‘ผู้ชายคือพ่อครัวที่แท้ ส่วนผู้หญิงน่ะหรือเป็นแค่คนทำอาหารที่บ้าน’ เป็นความเชื่อหลักในสังคมตะวันตก แม้ว่าผู้หญิงเริ่มผลักตัวเองเข้ามาสู่อาชีพเชฟได้ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ด้วยจำนวนการลงทะเบียนและสำเร็จการศึกษาจากสถาบันอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจำนวนผู้หญิงในฐานะเชฟจะมีมากขึ้น แต่พวกเธอก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปสู่ลำดับชั้นสูงๆ ในการบริหารจัดการครัวในภัตตาคารร้านอาหารในสัดส่วนที่เทียบเท่าผู้ชาย ซึ่งก็มีหลายปัจจัยที่กีดกันความก้าวหน้าด้านการงานของผู้หญิงเหมือนในอุตสาหกรรมอื่น นโยบายในสถานที่ทำงานที่เอื้อโอกาสให้ผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย ฯลฯ

ภาพเหมารวมเก่าๆ ที่ดำรงมายาวนานก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ‘ผู้หญิงใช้หัวใจทำอาหาร ขณะผู้ชายใช้หัวคิดทำ’ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนแปรปรวนของผู้หญิง ในขณะที่อาหารต้องการความแน่นอนของรสชาติ กลายเป็นการแดกดันลักษณะผู้ญิ้ง…ผู้หญิง ถ้าให้อธิบายถึงอาหารที่พวกเขาและเธอทำ ผู้ชายจะบอกวัตถุดิบแต่ละอย่างที่พวกเขาใช้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ขณะผู้หญิงจะบอกด้วยลักษณะนามธรรม

คติความคิดเหล่านี้มีส่วนกีดกันความเท่าเทียมของโอกาสในการก้าวหน้าทางการงานระหว่างชายและหญิง รวมถึงความคาดหวังของสังคมที่มีต่อผู้หญิงและชาย ซึ่งก็ผูกโยงไปยังโครงสร้างและนโยบายในที่ทำงานอย่างแยกไม่ออก

วิวาทะเรื่องชายหญิงในพื้นที่ของครัวนั้นน่าสนใจและเป็นภาพแทนของความไม่เท่าเทียมในมิติอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ดั่งกรณีเชฟชายชาวอิตาเลียนผู้ขอสงวนนามบอกว่า “ผู้หญิงไม่ควรทำงานครัวเป็นอาชีพ พวกหล่อนไม่สามารถรับมือกับความกดดันได้ ทำไปสักพักพวกหล่อนก็อยากจะกลับบ้าน เพราะมันมีแต่เรื่องปวดกบาล”

ขณะที่หัวหน้าเชฟหญิงคนหนึ่งในภัตตาคารที่ลอนดอนบอก “ฉันทำงานไม่เคยบ่นเหนื่อย ท้อแท้หรือไม่สบาย ไม่เคยร้องโอดครวญหลังจากมีดเฉือนนิ้ว เพราะคนอื่นเขาจะมองว่าคุณคือผู้หญิง”

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร WAY ฉบับที่ 82

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

นักประพันธ์หนุ่ม (aka Content Maker) ผู้เขียนนวนิยาย 'อนุสรณ์สถาน' ปัจจุบันเป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร WAY ควบคู่กับทำหนังสารคดี ใช้แรงงานในครัวต้มเบียร์ และจัดกิจกรรมเชิงสันทนาการภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ใครควรครองครัว