ปักกิ่งในม่านหมอก

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะดี แต่ที่มาพร้อมๆ กับการขยายตัวของอุตสาหกรรมคือมลพิษ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระดับสูงจนหาทางลงไม่เจอ

กว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ท้องฟ้าของกรุงปักกิ่งและหลายเมืองทางตอนเหนือของจีนถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกควัน ยอดตึกระฟ้าทั้งหลายแทบหายไปในอากาศ ปริมาณมาณควันพิษและฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นสูงมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคนกว่า 460 ล้าน

ต้นเหตุของหมอกควันพิษ 40 เปอร์เซ็นต์มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของจีน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ 22 แห่งซึ่งตั้งอยู่รอบกรุงปักกิ่ง ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าเลี้ยงระบบอุตสาหกรรมเหล็ก ซีเมนต์ และไปยังบ้านเรือน ซึ่งต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในฤดูหนาว

สำหรับจีน ถ่านหินคือแหล่งพลังงานหลัก 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ และในทางปฏิบัติ รัฐบาลจีนยังยืนกรานใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานราคาถูกผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป แม้จะประกาศทำสงครามกับมลภาวะทางอากาศหลายปี แต่ก็ไม่เป็นผล รัฐบาลจีนดูเหมือนจะไม่เอาจริงเอาจังกับพลังงานทดแทน จนประชาชนจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงอาการไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดียของจีน ในประเด็นการจัดการแก้ไขปัญหานี้ในวงกว้าง

ระหว่างปี 2008-2013 เทคโนโลยีและกำลังการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ของจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วจนแซงหน้าชาติอื่นๆ ทำให้ราคาลดลงมาได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จีนควรจะเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานทดแทน แต่ตรงกันข้าม โรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 200 แห่งยังดำเนินการก่อสร้างต่อไป และคาดกันว่า ภายในทศวรรษหน้า แม้รัฐบาลจีนจะปิดโรงไฟฟ้าเก่าๆ แต่จากจำนวนโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เป็นไปได้ว่า ภายในปี 2020 ระบบกระแสไฟฟ้าของจีนจะต้องพึ่งพาถ่านหินเพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์

ปักกิ่งและอีก 24 เมืองในจีนกำลังเผชิญมลภาวะในระดับสูงสุด เฉพาะกรุงปักกิ่ง ตำรวจสิ่งแวดล้อมจะคอยตรวจตราไม่ให้เกิดฝุ่นควันเพิ่ม เช่น ห้ามย่างเนื้อสัตว์ เผาขยะ จัดการถนนที่มีฝุ่นปกคลุม และให้ประชาชนอยู่ในตัวอาคาร ทางการกรุงปักกิ่งรับปากว่าจะลดการใช้ถ่านหินให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ยกเลิกพาหนะเก่า 300,000 คัน โรงงานที่ก่อมลพิษจะถูกปิด และอีก 2,000 กว่าแห่งต้องปรับปรุงระบบควบคุมมลพิษใหม่ รวมถึงเตรียมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศให้กับโรงเรียนและโรงเรียนอนุบาล

ความล้มเหลวในการจัดการถ่านหิน ทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐไปยึดตำแหน่งผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด มลภาวะทางอากาศเป็นสาเหตุให้ทารกคลอดก่อนกำหนดเสียชีวิตกว่า 366,000 คนในปี 2013 ล่าสุด ทางการจีน โดยสำนักงานพลังงานแห่งชาติ (The National Energy Administration: NEA) ประกาศทุ่มงบประมาณ 360,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะให้ได้ภายในปี 2020

งบประมาณดังกล่าวคือการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ เพื่อมาทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง

เช่นเดียวกับแผนโร้ดแม็ปห้าปีซึ่งประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาของคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (National Development and Reform Commission: NDRC) ซึ่งเตรียมลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ 140,000 ล้านดอลลาร์ กับพลังงานลม 100,000 ล้านดอลลาร์ และ 73,000 ล้านดอลลาร์กับพลังงานน้ำและพลังงานน้ำขึ้น-น้ำลง ภายในปี 2020

อย่างไรก็ตาม NEA บอกว่า แม้จะมีการทุ่มงบแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศมหาศาล แต่ในปี 2020 พลังงานหมุนเวียนจะเข้ามามีสัดส่วนในระบบเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 


อ้างอิงข้อมูลจาก:
europe.newsweek.com
bbc.com
popsci.com
news.sky.com

 

Editorial Staffปักกิ่งในม่านหมอก

Related Posts

จงเป็นติ่งเกาหลีอย่างสร้างสรรค์

WAY ชวน ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาพูดคุยตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี ขีปนาวุธ อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม ไปจนถึง 'ความเป็นติ่ง'

การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม

‘การพัฒนา’ กับ ‘การอนุรักษ์’ ยังคงเป็นสองสิ่งที่สวนทางกันเสมอ เพราะในสายตาของผู้กุมอำนาจรัฐยังคงมองประชาชน ภาคประชาสังคม หรือ NGO เป็นแค่แมวเชื่องๆ หากใครคิดขัดขวางกระด้างกระเดื่องก็ถูกตราหน้าเป็นจระเข้ขวางคลอง ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ บทสนทนานี้จะเผยให้เห็นโฉมหน้าของผู้อยู่เบื้องหลังว่า ใครกันแน่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติตัวจริง

คอมมิวนิสต์จีนกับหนุ่มสาว Gen M

ใครบอกคอมมิวนิสต์จีนใช้โฆษณาชวนเชื่อโบร่ำโบราณ แนวคิดนั้นพ้นสมัยไปหมดแล้ว propaganda ยุคใหม่ของจีนไม่ใช่รูปประธานเหมายิ้มๆ พร้อมหนุ่มสาวถือสมุดปกแดง แต่เป็นการใช้บอยแบนด์วัยใสมาสอดแทรกเนื้อเพลงคอมมิวนิสต์ให้แฟนเพลง Gen M ได้ฟังกันอย่างแนบเนียน