สารพัดวิธีตีทรัมป์

ภาพประกอบ: Shhhh

 

อีกไม่ถึงสองสัปดาห์ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีผู้น่าตื่นตะลึงตึงๆ มากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง จนถึงขณะนี้ทีมงานของเขายังหาศิลปินชื่อดังมาร่วมงานคอนเสิร์ตเฉลิมฉลองการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำโลกครั้งนี้ไม่ได้ ที่ตอบรับมาก็มีเงื่อนไข “ขอร้องเพลงด่าพวกเหยียดผิวบนเวที” แต่นั่นไม่น่าจะใช่อุปสรรคที่ขวางทรัมป์ และพลพรรครักทรัมป์ ‘อันประกอบไปด้วยผู้ชายผิวขาวที่ไม่ได้ดีเด่นด้วยสติปัญญาหรือความสำเร็จ แต่มีประวัติอันโชกโชนจากการไม่ใส่ใจคนที่ไม่รวยและคนไม่ขาว มีความลุ่มหลงในพลังงานฟอสซิลและเผด็จการทุนนิยมรัสเซีย ละทิ้งความคิดอันเป็นวิทยาศาสตร์และลางหายนะที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปด้วยน้ำมือมนุษย์’

พวกนี้กำลังขึ้นครองอำนาจ

นี่จึงน่าจะเป็นช่วงจิตตกที่สุดสำหรับผู้ทนทุกข์กับอาการ OATS (Obsessing About Trump Syndrome – โรคหมกมุ่นทรัมป์)

นักสังเกตการณ์ทางการเมืองบางคนปลอบว่า ไม่ต้องวิตกไป เพราะทรัมป์ผู้ไม่รู้กฎระเบียบหรือธรรมเนียมการเมืองการปกครองใดๆ จะตกม้าตาย ทำสิ่งที่ผิดกฎหมายเสียเองตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่ง จนถูกรัฐสภามีมติถอดถอนในที่สุด แต่วงเสวนาหลังการเลือกตั้งสหรัฐที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังในไทย นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคนหนึ่งกลับเชื่อว่า ถึงที่สุดแล้ว ทรัมป์อาจโดนลอบสังหารด้วยมือที่มองไม่เห็น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับผู้นำสหรัฐหลายต่อหลายคน แต่น้อยคนที่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้

อาจจะเป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับนักสังเกตการณ์ในประเทศที่ผ่านการรัฐประหารยึดอำนาจโค่นผู้นำเกินกว่าจะนับด้วยนิ้วมือจนต้องใช้นิ้วเท้าขึ้นมาช่วยนับ ที่กระแส ‘รับไม่ได้’ กับการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะมาเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจ ไม่ยักได้ยินใครออกบัตรเชิญเรียกร้องให้กองทัพมายึดอำนาจโค่นผู้นำ แล้วประกาศตัวเป็นรัฐาธิปัตย์

ข้อเขียนชิ้นนี้จึงอยากพาไปสำรวจสารพัดวิธีตีทรัมป์แบบสังคมประชาธิปไตยกันดูบ้าง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยมีความเติบโตอย่างยั่งยืนและเรียนรู้ไปร่วมกันอย่างอดทน

“เราไม่สามารถฝากความหวังไว้ที่พรรคการเมืองเดิมๆ ทั้งเดโมแครตหรือรีพับลิกัน เพราะพวกเขาจำนวนมากได้ประโยชน์จากการไม่เปลี่ยนแปลง ยังหาผลประโยชน์จากทุนขนาดใหญ่และวอลล์สตรีทเหมือนทรัมป์และทีมนั่นแหละ และนี่ก็ไม่ใช่แค่ความผิดพลาด หรือจะสรุปกันง่ายๆ ว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างเทพกับมาร” ซาราห์ แวน เกนเดอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Yes Magazine กล่าวไว้ในงานเขียนชิ้นแรกๆ หลังทราบผลการเลือกตั้งเพื่อเรียกสติผู้คนที่กำลังแตกตื่นและสิ้นหวัง

เธอเสนอ 3R ที่ต้องทำนับจากนี้นั่นคือ Resist, Reconnect และ Renew

Resist ต่อต้านและขัดขืน

เพราะทรัมป์ไม่ได้เสียงส่วนใหญ่จากประชาชนในการเลือกตั้ง แต่เขาชนะเพราะระบบการเลือกตั้งของสหรัฐที่ออกแบบมาตั้งแต่ 200 กว่าปีก่อน จึงไม่จำเป็นที่ประชาชนต้องไปยอมจำนนต่อนโยบายหรือสิ่งไม่ชอบธรรม ในประวัติศาสตร์ทั้งของสหรัฐและของโลกมีบทเรียนมากมาย อาทิ นโยบายการล่าแม่มดของแมคคาร์ธี การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากมีเสียงคัดค้านและต่อต้านจากประชาชน

ดังนั้น พวกเราจึงต้องขัดขืนต่อต้านทุกหนทางไม่ว่าจะทำเล็กๆ เบาๆ หรือสเกลใหญ่ๆ ทรงพลัง เช่น ข้าราชการกระทรวงพลังงานไม่ยอมมอบรายชื่อนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการที่ทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศตามคำร้องขอของทีมทรัมป์ แน่นอนว่า หากทีมทรัมป์ได้รายชื่อคนเหล่านี้ไป พวกเขาย่อมไม่มีวันอยู่อย่างเป็นสุขตลอดยุคสมัย เพราะทีมทรัมป์นั้นได้ชื่อว่ารวมบรรดาพวกต่อต้านเรื่องโลกร้อนไว้แน่นเพียบ หรือการร่วมสนับสนุนชนอเมริกันพื้นเมืองในการปกป้องชุมชนของพวกเขาจากการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันหรือการขุดเจาะน้ำมันจากหิน รวมถึงการร่วมวิพากษ์นโยบายที่เปลือกอาจดูสวยหรู แต่ที่จริงนำมาซึ่งผลประโยชน์กับนายทุนและถ่างช่องว่างความไม่เป็นธรรมให้เลวร้ายยิ่งขึ้นเท่านั้น

Reconnect เชื่อมประสานอีกครั้ง

ซาราห์เน้นว่า การต่อสู้กับทรัมป์และทีมต้องการพลัง ไม่เพียงเฉพาะคนที่เห็นเหมือน แต่ต้องเชื่อมประสานกับคนที่เลือกทรัมป์ด้วย ลองนั่งลงฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ และทำความเข้าใจเพื่อเรียนรู้ว่าพวกเขาผ่านประสบการณ์อย่างไร เผชิญกับอะไร เหตุใดการเลือกทรัมป์จึงกลายเป็นคำตอบ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความหวัง และความทุกข์ยาก อาจทำให้สามารถช่วยกันคิดถึงหนทางที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงที่แต่ละฝ่ายประสบอยู่ แม้ความแตกต่างจะมากก็ตาม

Renew เริ่มต้นใหม่

ผู้ร่วมก่อตั้ง Yes Magazine ที่เฝ้าติดตามรายงานข่าวคนเล็กคนน้อยที่พยายามขยับเขยื้อนเพื่อให้สังคมพัฒนาอย่างยั่งยืนจริงๆ มองว่า ท้องถิ่นระดับรัฐ เมือง เทศบาล และชุมชน ได้ริเริ่มทำสิ่งที่ก้าวหน้ามากมาย อีกทั้งความขัดแย้งทางการเมืองเชิงพรรคไม่มากนัก และหลายกรณีก็แข็งเมืองไม่ทำตามนโยบายรัฐบาลระดับประเทศหลายเรื่อง เช่น การออกกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ การเปิดรับผู้อพยพ ความพยายามลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล

“ให้เริ่มสร้างสังคมที่เราหวังที่ชุมชนของเรา เราสามารถสร้างประชาธิปไตย การไม่แบ่งแยก ความรัก พลังงานใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจที่ผูกพันกับสังคมฐานรากได้ ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ เราต้องทำให้จิตวิญญาณเราเติบโตพร้อมกับสร้างความสัมพันธ์ที่จะหล่อเลี้ยงเราในการปฏิวัติครั้งนี้”

อ่านถึงจุดนี้ก็อาจจะยังไม่แล้วใจ ยังไม่เห็นรูปธรรมมากพอที่จะจัดการกับ Demagogue แบบทรัมป์และทีมได้ อ่านแล้วก็ยังจิตตกๆๆๆ ข้อแนะนำแรกจาก จอห์น แคสสิดี นักเขียนประจำ The New Yorker คือ หยุดประสาทแดก พักจากโซเซียลมีเดียบ้าง จำไว้ นี่คือการเดินทางไกลที่ใจต้องพร้อม

– ถ้าพร้อมแล้ว ตั้งสติ และ ลงมือ ไปร่วมเดินขบวนกับกลุ่มผู้หญิงต่อต้านทรัมป์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่เหยียดเพศมากที่สุด ในวันที่ 21 มกราคมนี้ เรียกว่า ถัดจากวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงหนึ่งวัน มาร่วมตะโกนให้ก้องวอชิงตันดีซี ซึ่งเท่าที่แสดงเจตจำนงผ่านทางเฟซบุ๊คก็แสนปลายๆ ไปแล้ว งานนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพศหญิงเท่านั้น “ไม่ว่าคุณจะเป็นใครหรือเพศไหนที่เชื่อว่าสิทธิ์ของผู้หญิงคือสิทธิมนุษยชน – ยินดีต้อนรับ”

– หรือหากไม่อยากเดินขบวน ก็ไปเข้าห้องเรียนสาธารณะเพื่อปกป้องประชาชนและประชาธิปไตยกินได้ ที่ Public Citizen, Color of Change, Friends of the Earth และ People for the American Way จัดขึ้นที่โบสถ์ออลโซลส์ (All Souls) ในวันเดียวกัน เพื่อทำความเข้าใจกับความท้าทายที่ทั้งสังคมต้องเผชิญ หาหนทางในการเชื่อมโยงกลุ่มรากหญ้าต่างๆ เพื่อเรียนรู้ข้ามข่ายข้ามประเด็นให้เป็นพลังร่วมสู้ โดยห้องเรียนจะอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์และทักษะการเคลื่อนไหวจากหลายหลากกลุ่มทั้งในสหรัฐและหลายมุมต่างๆ ทั่วโลก

– ร่วมสนับสนุนองค์กรต่างๆ ที่ต่อต้านทรัมป์และนโยบายขวาเข้าข้างทุนของพรรครีพับลิกัน อาทิ The American Civil Liberties Union, The Anti-Defamation League, The Sierra Club, และ Planned Parenthood เพื่อให้พวกเขาได้มีพลังในการตรวจสอบต่อไป แล้วอย่าลืมมององค์กรเล็กๆ ที่ช่วยคนต่างศาสนา แรงงานอพยพและลูกหลานที่เป็นเป้าหมายจะถูกส่งกลับจากนโยบายของทรัมป์

– สนับสนุนสำนักข่าวอิสระ เพื่อให้พวกเขามีศักยภาพและใช้ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อมวลชนในการสืบค้น ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร แจ้งเตือนประชาชนถึงนโยบายต่างๆ ของทีมทรัมป์ และถึงขั้นจับโกหกทรัมป์ อย่างที่ ProPublica สื่อทางเลือกแถวหน้าจัดทำเว็บไซต์ Fact Base รวบรวมข่าว คำพูด แถลงการณ์ ทวิตเตอร์ ทั้งหมด ย้ำว่าทั้งหมดของทรัมป์และทีม เพื่อให้สาธารณะและสื่อมวลชนด้วยกันเองเข้าไปตรวจสอบ จะได้ไม่หลงไปกับข่าวลวง คำโกหก ของท่านผู้นำ ซึ่งผู้จัดทำเว็บนี้บอกว่า ถ้าโมเดลของพวกเขาไปได้ดีกับท่านว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ เขาจะขยายกิจการไปยังผู้นำทั่วโลกด้วยนะเออ

– กระตุ้นสื่อใหญ่สื่อหลักให้ทำงาน Media Matters ออกบทความถามบรรดาสื่อใหญ่ๆ เมื่อไรจะเลิกพาดหัวสิ้นคิด Trump says โน่น Trump says นี่เสียที The New York Times พาดหัวแบบนี้สองครั้งในเวลาแค่สี่วัน Wall Street Journal และ Reuters ก็พอๆ กัน ทั้งที่รู้ว่าไอ้ที่ Trump เซดเป็นเรื่องโกหก ทำไมไม่เอาความจริงขึ้นพาดหัวก่อน ซึ่งก็ทำให้สื่อใหญ่พอได้สติสัมปชัญญะกันขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ปล่อยให้ท่านว่าที่ผู้นำจูงจมูกมาหลายเดือน และตอนนี้ก็เริ่มเห็นสื่อหลักหลายๆ เจ้าตั้งหลักกันได้มากขึ้น เริ่มออกรายงานสืบสวนสอบสวนที่มาที่ไปพลพรรครักทรัมป์ ความเชื่อมโยงทรัมป์กับกลุ่มทุนต่างๆ

– ค้นหาข้อมูลความรู้จากแหล่งต่างๆ มากขึ้น ขณะนี้มีหลายองค์กรขยายเนื้อหาเว็บไซต์ออกมาเพิ่มเติมได้อย่างน่าสนใจ กรณีของ Public Citizen องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ถังความคิดด้านเศรษฐกิจที่เป็นธรรม เปิดเว็บไซต์ ครม.นายทุน Corporate Cabinet (เอ…‘ประชารัฐ’ ก็น่าจะคือๆ กัน) แฉความเชื่อมโยงของบรรดาทีมทรัมป์กับทุนกลุ่มต่างๆ ผลงานการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย เรียกว่าขุดผลงานกันอย่างถึงแก่น “ถ้านายทุนมีล็อบบียิสต์ทำงานเพื่อพวกเขา เราก็จะทำงานให้กับประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่า รัฐบาลต้องทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่มาอ้างประชาชนเพื่อออกนโยบายเอื้อทุน”

– ถึงแม้พรรคการเมืองจะพึ่งหวังไม่ได้ แต่ก็ต้องกระตุ้นให้พวกเขาทำงาน เมื่อไม่พอใจนโยบายอะไรก็ต้องส่งเสียงให้ ส.ส. และ ส.ว. ในเขตพื้นที่ได้ยิน อย่าปล่อยให้พวกเขาทำงานตามลำพังจนลืมไปว่ามีหน้าที่ทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่ทำงานเพื่อเอื้อแต่นักลงทุนและทำตามคำสั่งล็อบบียิสต์เท่านั้น อย่าไปคิดว่าไม่มีประโยชน์ เพราะที่ผ่านมากฎหมายที่ตรวจสอบวอลล์สตรีทเข้มงวดมากขึ้นก็เคยผ่านออกมาได้ในปี 2010 เพราะเสียงเรียกร้องจากสาธารณะจนทำให้นักการเมืองของพวกเขาปฏิเสธไม่ได้

– พร้อมกันนั้น สนับสนุนพลังการปฏิรูปภายในพรรค เช่นที่ เบอร์นีย์ แซนเดอร์ และ อลิซาเบธ วาร์เรน กำลังผลักดันในพรรคเดโมแครต และที่สำคัญกว่านั้นคือ เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

– อย่าลืมเฝ้าระวังให้ดีอย่าให้มีการลักไก่ โดยเฉพาะบรรดาพรรครีพับลิกัน ซึ่งผลงานแรกที่ ส.ส.รีพับลิกันประชุมลับโดยไม่มี ส.ส.เดโมแครตเข้าร่วม งุบงิบผ่านแผนลดความเป็นอิสระของกรรมการจริยธรรมสภา ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จัดตั้งเมื่อปี 2008 ภายหลังเกิดกรณีคอร์รัปชันอื้อฉาวหลายกรณีที่ทำให้ ส.ส. หลายรายถูกจำคุก เมื่อสื่อมวลชนและสาธารณชนแสดงอาการรับไม่ได้อย่างรุนแรง ทรัมป์ต้องทวีตตำหนิอย่างเปิดเผยเพื่อรักษาหน้าตัวเองที่คุยจะขจัดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ทำเอาบรรดา ส.ส.รีพับลิกันต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อกลับมติดังกล่าว

– กระตุ้นให้องค์กรอิสระ องค์กรตรวจสอบทำหน้าที่เพื่อประชาชน สนับสนุน whistle-blowers ในหน่วยราชการ ส่งสัญญาณเตือนประชาชน หากมีนโยบายใดเอื้อทุนแต่จะมีผลกระทบกับประชาชน เช่นที่ คณะกรรมการจริยธรรมกำลังเดินหน้าเรียกเอกสารแจกแจงผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจากทรัมป์และทีมก่อนการดำรงตำแหน่ง

– สนับสนุนความริเริ่มใหม่ๆ ของรัฐต่างๆ ในการไม่เอาด้วยกับทรัมป์ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียกำลังออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการส่งกลับแรงงานอพยพและลูกหลานที่ไม่มีเอกสารที่ถูกกฎหมาย และอีกหลายรัฐ อาทิ นิวยอร์ค แมสซาชูเซตส์ ซึ่งไม่เอาด้วยกับนโยบายเผาพลังงานฟอสซิลโดยที่ไม่สนใจภาวะโลกร้อนของทีมทรัมป์

ฯลฯ

จอห์น แคสสิดี กล่าวว่า ถึงที่สุดแล้ว ต้องสู้อย่างชาญฉลาด เพราะความรุนแรงมีแต่จะยิ่งช่วยให้ทีมทรัมป์แข็งแกร่งขึ้น แน่นอนจะมีการเดินขบวนประท้วงเกิดขึ้นมากมาย เพราะสิทธิ์การประท้วงเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย แต่ทั้งผู้จัดและผู้เข้าร่วมต้องทำการประท้วงอย่างสันติ ไม่ว่าจะถูกยั่วยุจากคนที่เห็นต่างหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ตาม

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการประท้วงทางการเมืองที่รุนแรงทำให้สาธารณชนรับไม่ได้และต่อต้าน ริชาร์ด นิกสัน เคยใช้ไม้นี้มาก่อน ในการพูดที่การประชุมระดับชาติของพรรครีพับลิกันชัดเจนว่า ทรัมป์พยายามแสดงให้เห็นว่า เขาคือผู้สืบทอดนิกสัน เมื่อสถานการณ์ปั่นป่วนหรือมีข้ออ้างเรื่องการใช้ความรุนแรงเขาจะประกาศตัวเป็นกฎหมายเสียเอง เผด็จการตัวพ่อจะชื่นชอบความไม่สงบเพื่อเป็นข้ออ้างในการปราบปรามและจัดการกับผู้เห็นต่าง และหลายครั้งก็พบว่า พวกเขาเป็นผู้กระตุ้นความไม่สงบเพื่อเป็นข้ออ้างในการปราบปรามนั่นเอง

และทั้งหมดนี้ก็คือหลากหลายวิธีในการตีทรัมป์โดยไม่ต้องออกบัตรเชิญรัฐประหารหรือลอบสังหาร

 


อ้างอิงข้อมูลจาก:
newyorker.com
alternet.org
commondreams.org
democracynow.org
propublica.org
wsj.com
yesmagazine.org
citizen.org
latimes.com
mediamatters.org
billmoyers.com
npr.org
thaipbs.or.th
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

 

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

เป็นตัวอย่างของคนทำงานสื่อที่มีพัฒนาการสูง จากนักข่าวรายวันสู่คอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุที่รอบรู้และรอบจัดในการสังเคราะห์ข้อมูล ขณะที่อีกขาหนึ่งยังรับบทผู้ประสานงาน และทำงานวิชาการป้อนข้อมูลให้องค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างเข้มข้น

กรรณิการ์ กิจติเวชกุลสารพัดวิธีตีทรัมป์

Related Posts

Be Prepare อ่านก่อนปาร์ตี้ มีชัยไปกว่าครึ่ง

แม้แต่เรื่องน้ำหนักขึ้นช่วงปีใหม่ ก็ยังมีงานวิจัย! ผู้เชี่ยวชาญพบว่าช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน-มกราคม คนจะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นครึ่งกิโลกรัม เรามี 10 คำแนะนำ เพี่อป้องกันน้ำหนักขึ้นในช่วงนี้มาฝาก

ตามหาประชาธิปไตยในยุคดึกดำบรรพ์ เจอแล้วบอกด้วย!

ในยุคที่ผ่านพ้นรัฐประหารมานับครั้งไม่ถ้วน และเชื่อว่ารัฐประหารเมื่อปี 2534 จนมาถึงปี 2549 ควรและน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะอะไร? และทำไม?

โจนาธาน กรีนแบลตต์ / Jonathan Greenblatt

นักสิทธิชาวยิว โจนาธาน กรีนแบลตต์ กล่าวว่า หากรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้ชาวมุสลิมทุกคนต้องลงทะเบียนเพื่อเก็บไว้ในฐานข้อมูลของรัฐ เขาจะไปร่วมลงทะเบียนในรายชื่อเหล่านั้นด้วย “ในฐานะชาวยิว เรารู้ว่ามันหมายความว่ายังไง กับการถูกบังคับให้ลงทะเบียน”