สงครามของฉัน

คอลัมน์: cramp
เรื่อง: โตมร ศุขปรีชา
ภาพประกอบ: Nola Nolee

cramp online01

คุณว่าการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ให้อะไรกับเราบ้าง

ผมเพิ่งได้เล่นเกมที่ผลิตขึ้นในปี 2014 มีชื่อเกมว่า This War of Mine ซึ่งแปลว่า ‘สงครามของฉัน’

เกมนี้เป็นเกม ‘สงคราม’ นะครับ แต่พอบอกว่าเป็นเกมสงคราม ก็อย่าเพิ่งคิดว่า มันคือเกมสงครามปกติธรรมดาทั่วไป ที่มีเลือดสาด การฆ่า หรือการพ่นกระสุนใส่กันเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามนะครับ

This War of Mine เป็นเกมสงครามที่แปลกไปจากเกมสงครามทั่วไป ปกติแล้ว ในเกมสงครามต่างๆ นั้น ผู้เล่นจะเล่นเป็นทหารหรือไม่ก็นักรบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยมักจะมีอาวุธครบมือ หรือถ้าไม่มีอาวุธครบมือแต่แรก ก็สามารถออกไปเก็บหรือสร้างอาวุธได้ แล้วก็ใช้อาวุธเหล่านั้นฆ่ากัน ห้ำหั่นกัน

แต่ This War of Mine ไม่ได้เป็นเกมสงครามแบบนั้น

มันเป็นเกมสงครามที่สะเทือนใจกว่านั้นมากมายนัก

ในเกมนี้ ผู้เล่นจะเริ่มต้นด้วยการเล่นเป็นพลเรือนธรรมดาๆ สองสามคน เขาและ/หรือเธอ อาศัยอยู่ในบ้านที่ปรักหักพังเพราะภัยสงคราม ไม่มีอาวุธ ไม่มีอุปกรณ์ในการช่วยให้เอาชีวิตรอด และไม่มีแม้กระทั่งอาหารที่เพียงพอ

พวกเขากำลังอยู่ใน ‘สงครามกลางเมือง’

และต้องเอาชีวิตให้รอด!

เกมนี้สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการบุกล้อมกรุงซาราเจโว ในสงครามบอสเนีย ปี 1992-1996 ซึ่งเป็นการล้อมหรือยึดเมืองที่ยาวนานมาก ทำให้ผู้คนต้องอยู่กันอย่างหวาดกลัว และมีคนล้มตายไปจำนวนมาก ตัวเลขของผู้เสียชีวิตนั้นแตกต่างกันไป มีตั้งแต่ราว 25,000 คน ไปจนถึงราว 300,000 กว่าคน โดยในจำนวนนี้มีมากมายที่เป็นพลเรือน

ที่จริงต้องบอกว่า สงครามบอสเนียนั้นคือสงครามกลางเมืองยูโกสลาเวีย (Yugoslav Wars) เกิดขึ้นเพราะมีการสู้รบกันระหว่างชาวเซิร์บ ชาวโครแอต และบอสเนีย ถือเป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สงครามนี้ไม่ได้จู่ๆ ก็เกิดขึ้นนะครับ แต่ว่าเป็นสงครามที่มีความซับซ้อน มีความขัดแย้งกันระหว่างชาวบอสนิคกับชาวโครแอตที่อยู่ในบอสเนีย แถมกลุ่มชาวบอสนิคเองก็มีความขัดแย้งในกลุ่มด้วย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ พลเรือนต้องอยู่กันอย่างหวาดกลัว ไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะถูกสังหาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาวุธ ไม่สามารถต่อสู้ป้องกันตัวเองอะไรได้เลย ชีวิตที่อยู่นั้นไร้ความหวัง ไม่รู้จริงๆ ว่าฝันร้ายเหล่านี้จะจบสิ้นลงเมื่อไหร่

ซึ่งทั้งหมดนี้ ตัวเกมสะท้อนออกมาได้อย่างบาดลึกมากๆ ครับ

ตัวละครในเกมนั้น เป็นคนธรรมดาๆ เป็นพลเรือนที่ไร้อาวุธ แต่ต้องพยายามเอาชีวิตให้รอด โดยรวมกันอยู่ในบ้านที่ปรักหักพัง ดังนั้นจึงต้องพยายามซ่อมสร้างบ้านให้อยู่ได้ ต้องคิดสร้างเครื่องมือต่างๆ ขึ้นมา เช่น กับดักจับหนู เพื่อเอาเนื้อหนูมากิน ในเรื่องของน้ำ ก็ต้องสร้างเครื่องเก็บน้ำฝนและไส้กรองเอง ถ้าเมื่อไหร่ถึงหน้าหนาว เครื่องนี้ก็ใช้การไม่ได้ เพราะอุณหภูมิติดลบ ทำให้น้ำเป็นน้ำแข็ง สิ่งที่ทำได้ก็คือการออกไปเก็บหิมะมาละลายทำเป็นน้ำดื่ม นอกจากนี้ยังไม่มียา ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาก็ลำบาก จึงต้องไปเก็บสมุนไพรมาเอง แล้วก็เอาสมุนไพรมาทำเป็นยาโดยการสร้างครกบดยาขึ้นมาก่อน ส่วนอุปกรณ์ของใช้ที่เป็นโลหะ ก็ต้องรอให้อยู่กันได้ดีพอสมควร ถึงจะสร้างเวิร์คช็อปสำหรับสร้างจอบเสียม หรือเลื่อยขึ้นมาได้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภายหลังต่อไป รวมทั้งต้องพยายามซ่อมบ้านที่ผุพังเพื่อไม่ให้คนอื่นบุกเข้ามาขโมยทรัพยากรต่างๆ ของตัวเองด้วย โดยคนเหล่านี้จะบุกเข้ามาในตอนกลางคืน

ตอนกลางวันเป็นเวลาที่ต้องซ่อนตัวอยู่ในบ้าน คอยสร้างเครื่องมือหรือซ่อมสิ่งต่างๆ เพราะเป็นช่วงเวลาอันตราย ถ้าออกไปนอกบ้านก็อาจถูกเหล่าสไนเปอร์ยิงได้ง่ายๆ จึงต้องออกไป ‘ล่า’ ข้าวของต่างๆ ตอนกลางคืน ซึ่งไม่ได้ปลอดจากอันตรายเลย บางครั้งบางคนที่เราเล่นก็ถูกยิงตายถ้าหนีไม่ทัน แต่ถ้าโชคดี ก็จะไปพบข้าวของต่างๆ ซึ่งที่สำคัญมากๆ ก็คืออาหาร

ตัวละครแต่ละตัวอาจจะบาดเจ็บหรือป่วย ก็ต้องหาวิธีรักษากันไป หลายครั้งเวลามีคนบุกเข้ามาในบ้านตอนกลางคืน ตัวละครก็ต้องต่อสู้ ทำให้บาดเจ็บ มีเลือดออก ถ้าไม่มีอุปกรณ์รักษาพยาบาล อาการก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ เลือดไหล บาดแผลเหวอะหวะ จนถึงขั้นตายได้ พอตัวละครหนึ่งๆ ตาย ตัวละครที่เหลืออยู่บางตัวก็จะอยู่ในอาการซึมเศร้า หรือถึงขั้น broken ไปเลย ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังก็จะเอาแต่นอน ลุกขึ้นมาทำอะไรไม่ได้ อยากตาย ต้องใช้เวลาหลายวันเยียวยากันและกันด้วยการพูดคุย แต่ถ้าอาการ broken ไม่หายไป หรือว่าไม่ได้กินได้พูดคุย บางทีตัวละครก็จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายก็มี

นั่นทำให้เกมนี้ทั้ง ‘สมจริง’ และ ‘สะเทือนใจ’ เป็นอย่างยิ่ง

ที่น่าสนใจก็คือ ตัวละครแต่ละตัวจะมีแบ็คกราวด์ของตัวเอง แต่ละคนมีที่มาที่ไป มีความสามารถพิเศษของตัวเอง บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็จะเก่งเรื่องการคำนวณ บางคนเคยเป็นช่างมาก่อน ก็จะสามารถสร้างข้าวของต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนอื่น บางคนเป็นพ่อครัวมาก่อน ก็จะทำอาหารได้เร็วและใช้วัตถุดิบน้อยกว่าคนอื่น หรือบางคนอาจจะเป็นนักวิ่งที่วิ่งเร็ว ก็อาจจะออกไปหาข้าวของในตอนกลางคืนได้ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะหนีได้เร็วกว่า เป็นต้น

แต่ที่สะเทือนใจมากก็คือ พอตัวละครมีแบ็คกราวด์เป็นของตัวเองอย่างนี้ บางครั้งพอเข้าไปในบางเขตของเมือง เช่น ไปตระเวนหาของในโบสถ์หรือในโรงเรียน ตัวละครก็จะรำพันออกมาให้เราเห็นหรือได้ยินว่า ตอนเด็กๆ พ่อ (หรือแม่) เคยพาฉันมาที่นี่ หรือเคยมีความสุขกับสถานที่นี้อย่างไรบ้าง แต่ตอนนี้ที่เหลืออยู่มีแต่ซากปรักหักพัง ความเสื่อมสลาย ความร้ายกาจ และความเลวทราม

อย่างไรก็ดี แต่ละคนต้องใช้คุณสมบัติที่ตัวเองมีให้เป็นประโยชน์ที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่ถ้าบางตัวตายไป บางครั้งก็อาจมีตัวละครใหม่มาเคาะประตูขออยู่ด้วย โดยตัวละครแต่ละตัวจะมีคุณสมบัติไม่เหมือนกันเลย

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางครั้งในสภาวะยากลำบาก ตัวละครต้องตัดสินใจว่าจะไปขโมยของของคนอื่นหรือไม่ เช่น เข้าไปในบ้านของคนแก่ (ที่ก็ปรักหักพังเหมือนกัน) แล้วมีอาหารอยู่ในตู้เย็น ตัวละครของเราจะตัดสินใจขโมยไหม ถ้าไม่ขโมย ตัวเองและเพื่อนที่บ้านก็อาจจะตายได้เพราะความหิวโหยนั้นอยู่ในระดับ starving แล้ว แต่ถ้าขโมย พอเอาอาหารกลับมาบ้านก็จะรู้สึกผิดไปหลายวัน จะบ่น หรือบางครั้งก็ส่งผลต่อการทำงานบางอย่างเกมนี้จึงเป็นการ ‘เล่น’ กับเส้นของศีลธรรมในตัว คือไม่ได้เป็นแค่เกมกระหายเลือดที่จะต้องเอาชนะอย่างเดียว นอกจากนี้ บางครั้งก็มีคนมาเคาะประตูขอความช่วยเหลือต่างๆ เช่น ขออาหาร ขอยา หรือแม้แต่ขอให้คนของเราพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล หรือชวนไปหาของในที่ที่เสี่ยงอันตราย ก็ต้องชั่งใจว่าเราจะให้ความช่วยเหลือหรือเปล่า เพราะเราอาจสูญเสียของ หรือสูญเสียตัวละครนั้นไปเลยก็เป็นได้ เรียกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเสี่ยงทั้งสิ้น

บางฉากก็โหดร้ายมาก เช่น ฉากที่มีทหารไปยืนอยู่บนยอดตึก แล้วแข่งกันยิงพลเรือนเล่นเป็นต้น ดูแล้วคล้ายๆ เหตุการณ์ที่อยู่ในหนังเรื่อง Schindler’s List ไม่มีผิด

เกมนี้มีการทำรีเสิร์ชจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาจริงๆ จึงจำลองทุกอย่างออกมาได้สมจริงมาก มันจึงเป็น ‘เกมสงคราม’ ที่ทำให้เราเห็น ‘ความโหดร้าย’ ของสงครามได้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อ อ่านรีวิวพบว่ามีคนเล่นบางคนถึงกับร้องไห้ที่ช่วยตัวละครของตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤติต่ำช้าของมนุษยชาติอย่างสงครามพวกนี้ไปไม่ได้

นี่คือความเลวร้ายแท้จริงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์ผู้ตกอยู่ในสงครามกลางเมือง

เมื่อเล่นแล้ว ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า สังคมไทยอาจเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ไหม

และถ้ามันเกิดขึ้น-เราจะอยู่กันอย่างไร!

 

 

โตมร ศุขปรีชาสงครามของฉัน

Related Posts

การเมืองเรื่องพระ

ประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเห็นคนใช้คำว่า ‘พระหน้าตัวเมีย’ กับพระบางรูปที่ซุกตัวซ่อนอยู่ในกำบังของฝูงมหาชน เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องถูกจับ โดยมีการใช้คำว่า ‘พระแมนๆ’ กับพระอีกบางรูปที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกันด้วย

อำนาจที่กำหนดเพศสภาพของมนุษย์

‘ทัศนะ ทัศนา: มานุษยวิทยาแห่งการมองเห็น’ เทศกาลภาพยนตร์มานุษยวิทยา ครั้งที่ 1 รอบวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม ได้หยิบยกประเด็นทางเพศ และอำนาจที่จำกัดเฉพาะเพศหญิง-ชาย มาพูดคุยเพื่อให้เห็นภาพสะท้อนของปัจจุบัน ไปจนถึงมุมมองต่อสังคมในอนาคต

หยิ่ง ขี้อาย หรือผิดทุกข้อ

หลายคนสงสัยว่า Introvert กับ Extrovert ต่างกันอย่างไร มีคำอธิบายง่ายๆ อย่างหนึ่งก็คือ คนที่เป็น Introvert จะสร้างพลังจากภายในตัวเอง เวลาต้องพบปะผู้คนมากๆ คนเหล่านี้จะรู้สึกหมดพลัง ในขณะที่คนที่เป็น Extrovert จะได้รับพลังงานจากคนอื่นๆ การเข้าสังคมเป็นสิ่งที่เติมพลังให้พวกเขา