ปู่ย่าตายาย ผู้ไม่แพ้ (อาหาร)

ทำไมคนรุ่นปู่ย่าตายายเราถึงไม่เคยมีอาการแพ้อาหาร หรือจริงๆ แล้วการแพ้อาหารไม่ควรเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ทุกวันนี้?

“ทุกๆ 3 นาทีจะมีผู้ป่วยจากการแพ้อาหารถูกส่งเข้าแผนกฉุกเฉิน” เท่ากับว่าทุกๆ ปีจะมีคนเข้ามาใช้บริการแผนกฉุกเฉินปีละกว่า 200,000 ครั้งจากการแพ้อาหาร” เป็นผลการศึกษาในปี 2013 โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention) พบว่าการแพ้อาหารในกลุ่มเด็กมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นราว 50 เปอร์เซ็นต์จากปี 1997 ถึง 2011

โดยสาเหตุอันดับ 1 ของการแพ้อาหารในสหรัฐอเมริกาถูกพุ่งไปที่ ‘นมวัว’ ตัวการสำคัญคือการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตในวัว เช่นเดียวกับการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากเกินไปในสัตว์ ซึ่งเริ่มต้นในช่วงปี 1990

นอกจากนี้ยังมี ‘อาหารกระป๋อง’ ที่มีส่วนก่อให้เกิดการแพ้อาหารในหลายๆ รูปแบบ เช่นเดียวกับอาหารผ่านกระบวนการดัดแปลงทั้งหลาย เพราะผ่านการใช้สีผสมอาหาร สารกันเสีย สารปรุงแต่ง และสารสังเคราะห์ต่างๆ

 

ทำไมถึงแพ้นม

ปี 1994 อุตสาหกรรมนม เริ่มใช้เทคโนโลยี ที่เรียกว่า rBGH (recombinant Bovine Growth Hormone) ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ที่ได้จากเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม ซึ่งจะฉีดเข้าไปในวัว เพื่อกระตุ้นให้ผลิตน้ำนมได้มากขึ้น โดยจะใช้ควบคู่กับยาปฏิชีวนะเพื่อต้านโรคให้วัว ผลก็คือ น้ำนมวัวเต็มไปด้วยส่วนผสมเหล่านี้ ปลายทางสำคัญที่ตกแก่ผู้บริโภคคือ ภาวะดื้อยาปฏิชีวนะที่แต่ละปีคร่าชีวิตคนทั่วโลกไปกว่า 700,000 คน ส่วนคนไทยอยู่ที่ปีละ 38,000 คน

แล้วทำไมปู่ย่าเราถึงไม่แพ้?

เพราะพวกเขาไม่ได้กินอาหารที่ใส่สารกันบูด ไม่ผ่านกระบวนการดัดแปลงทางอุตสาหกรรม อาหารมาจากฟาร์มหลังบ้านและตลาด เด็กทารกเริ่มต้นชีวิตด้วยนมแม่ แต่ปัจจุบัน อาหารส่วนใหญ่ที่เรากินทำให้ท้องอืดและอ้วน จากสารเคมีที่เติมเข้ามา รวมถึงสารปรุงแต่ง สารกันบูด สารกันเสีย สีผสมอาหาร และ จีเอ็มโอ ที่พบบ่อยๆ ในอาหารปัจจุบัน

เนื้อสัตว์สมัยก่อนก็มาจากสัตว์ที่โตโดยธรรมชาติ ปลอดสารเร่งวุ้น เร่งสี เร่งโตต่างๆ การกินอาหารนอกบ้านจะเกิดก็ต่อเมื่อออกไปเยี่ยมครอบครัวและเพื่อนๆ เพื่อไปกินอาหารพื้นบ้านหรือสูตรดั้งเดิมของแต่ละบ้าน

เวลาไม่สบาย พวกเขาไม่ค่อยได้ไปหาหมอ ถ้าเป็นหวัด ก็แค่พักผ่อน หรือป่วยก็กินซุปร้อนๆ นอนพักเยอะๆ พวกเขาเชื่อในกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของร่างกายมากกว่าคนสมัยนี้ เพราะอาหารก็คือยา ไม่ว่าพวกเขาจะฉุกคิดหรือไม่ก็ตาม

โดยสรุปคือ อาหารและไลฟ์สไตล์ส่งผลอย่างมากต่อร่างกายเรา เซลล์ทุกชนิดในร่างกายต้องการสารอาหารที่ถูกต้องเพื่อนำไปใช้งานอย่างเหมาะสม การกินอาหารไม่ดี เซลล์ในร่างกายเราตอบสนองไวเสมอ

อาจกล่าวได้ว่า การแพ้อาหารอาจจะเป็นภาวะที่คาดเดาไม่ได้จากของมหาศาลรอบตัว ที่แปลกหน้ากับร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

น่าสนใจว่าการกินในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราจะแพ้ให้มันมากกว่านี้หรือไม่


 

ที่มา: realfarmacy.com

Editorial Staffปู่ย่าตายาย ผู้ไม่แพ้ (อาหาร)

Related Posts

ทรัมป์ 101: ที่มาและที่ไปของสหรัฐอเมริกายุคประธานาธิบดีทรัมป์

เหตุใดโดนัลด์ ทรัมป์ อภิมหาเศรษฐีระดับห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ไร้ประสบการณ์ทางการเมืองและกิจการสาธารณะโดยสิ้นเชิง จึงข้ามผ่านคู่แข่งอีก 16 คน ก้าวขึ้นเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน และยึดทำเนียบขาวได้สำเร็จในที่สุด ทั้งที่ตลอดการหาเสียงเลือกตั้ง ทรัมป์ฉีกทุกกฎแห่ง ‘ความถูกต้องทางการเมือง’ ด้วยข่าวฉาวโฉ่ บุคลิกขำขื่น วาจาข่มขู่ นโยบายเหนือจริง และโกหกคำโต สหรัฐอเมริกาเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และโลกใหม่ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์จะมีหน้าตาเช่นไร

เชฟใหญ่ใส่เสื้อกาวน์

ระหว่างคาบวิชาอนาโตมี (กายวิภาคศาสตร์) และชีวเคมี นักศึกษาแพทย์ในสหรัฐอเมริกาใช้เวลานี้ศึกษาวิธีการซอเต (sauté) หรือการทอดที่ใช้น้ำมันหรือเนยปริมาณน้อย ตุ๋น และการปรุงรสเพื่อสุขภาพในจานอาหารที่ปรุงขึ้นเอง

สตรอเบอร์รีออร์แกนิกที่ไม่ออร์แกนิก

สตรอเบอร์รีนำเข้าจากสหรัฐที่ติดฉลากว่าออร์แกนิก 100% พอสืบสาวไปถึงต้นทางกลับพบว่านอกจากจะไม่ได้ 100% ตามที่แปะป้ายไว้ ยังเจือปนด้วยสารเคมีเป็นพิษ และกฎหมายในการดูแลและกำกับเรื่องนี้ก็ยังลักลั่นอยู่