คิมมี อาห์เลน อดีต neo-Nazi ผู้สอนให้เยาวชนรู้จักอันตรายของความเกลียดชัง

ภาพประกอบ: Shhhh

 

จากอดีตสมาชิกกลุ่ม neo-Nazi คิมมี อาห์เลน (Kimmie Ahlen) หันหลังให้ความรุนแรง ผันตัวมาเป็นผู้สอนให้เยาวชนสวีเดนรู้จักความอดทนอดกลั้นและอันตรายของความเกลียดชัง

“พ่อของผมเคยเหยียดผู้อพยพ เกย์ และผู้มีความแตกต่างหลากหลายแบบอื่น ครั้งแรกที่จำได้ เขาบอกผมว่า ผู้อพยพเป็นนักข่มขืน ขโมย และเป็นฆาตกร ตอนนั้นผมเพิ่ง 6 ขวบ แล้วผมก็เชื่อเขา” คือคำบอกเล่าถึงวัยเยาว์ของอาห์เลน ซึ่งเติบโตในวาร์เบิร์ก (Varberg) เมืองที่มีประชากรราว 3,000 คน แต่มีโรงงานที่จ้างคนงานแค่แห่งเดียว ทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยคนตกงานและกลุ่มหัวรุนแรง

สมัยเด็ก อาการสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder: ADD) ทำให้เขาถูกกลั่นแกล้ง ล้อเล่น ทั้งจากเพื่อนและครู อาห์เลนรู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีเพื่อน ต้องเก็บตัวลำพัง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่ออายุ 12 อาห์เลนได้ฟังเพลงของ Ultima Thule วงร็อค white-power ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ neo-Nazi เขาเกิดความรักชาติ ชื่นชมการอุทิศตนเพื่อชาติ ทั้งที่อายุเพียง 12 ปี และยังไม่เข้าใจแนวคิดชาตินิยมดีพอ

จากนั้นอาห์เลนก็ตัดผมสกินเฮดเข้าแก๊ง neo-Nazi ปฏิเสธว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (holocaust) เชิดชูชาติพันธุ์คนขาว หลายคนก่ออาชญากรรมและพัวพันยาเสพติด พออายุ 14 เขาสวมชุด neo-Nazi เต็มตัว “มันทำให้ผมมีเอกลักษณ์ รู้สึกมีตัวตน”

อาห์เลนเป็นสมาชิกระดับนำของกลุ่มการเมืองนิยมนาซี Nationalsocialistisk Front อยู่หลายปี ช่วง 2006-2008 เขาเดินสายร่วมกิจกรรม neo-Nazi ทั่วสวีเดน แต่เมื่อแนวคิดนี้ไม่สามารถสู้กับฝ่ายซ้ายได้ เขาบอกว่า “ผมแต่งเรื่องขึ้นมาว่า พวกผู้อพยพย่างแมวกินเป็นอาหาร”

เขาออกจากโรงเรียนมัธยมปลาย ใช้ยาเสพติด ก่อเหตุรุนแรงและทำลายข้าวของสาธารณะ ถูกกุมจับซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ยาเสพติดก็กลายมาเป็นจุดเปลี่ยน แม้อาห์เลนยังศรัทธาในแนวคิดชาตินิยมขวาจัด แต่เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนสกินเฮด

ปี 2010 ระหว่างเข้ารับการบำบัด อาห์เลนถูกส่งเข้าค่ายมวยที่เต็มไปด้วยผู้อพยพเพื่อฝึกรับมือกับความโกรธ ครูคนสำคัญในชีวิตคือเทรนเนอร์ในยิม ที่ให้เขาจับคู่ซ้อมกับนักมวยจากอิหร่าน จนทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน ความเกลียดชังและเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์เริ่มจางหายไป สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ว่า สิ่งที่พ่อของเขาสอนในวัยเด็กนั้นผิด

เทรนเนอร์คนเดิมคะยั้นคะยอให้เขาเริ่มเป็นนักพูด ถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางชีวิตของเขาให้เด็กวัยรุ่นได้เรียนรู้ถึงความอดทนอดกลั้นและรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

“ผมเขียนเรื่องทั้งชีวิตของตัวเองลงกระดาษ A4 หนา 22 หน้า แล้วอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายโดยไม่มองหน้าใครในห้องเลย ดูเป็นนักพูดที่แย่ที่สุดในโลก”

อาห์เลนเริ่มทำกิจกรรมทางสังคม แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกลุ่มวัยรุ่นในสวีเดน สอนให้เห็นอันตรายของความเกลียดชัง เขาให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า “โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และไม่นานพรรค Democrat (พรรคขวาจัด) ของสวีเดนก็จะมีอำนาจในประเทศของเรา”

ตั้งแต่ปี 2014 สวีเดนรับผู้อพยพไว้ 300,000 คน จากประชากรทั้งหมด 10 ล้าน แนวคิดขวาจัดเริ่มแพร่หลาย การป้องกันไม่ให้เยาวชนหันเหเข้าหาเส้นทางรุนแรงเป็นเรื่องสำคัญ และมากไปกว่าการพูดในสวีเดน ปีที่ผ่านมา เขาเข้าร่วมการประชุม UNESCO-MGIEP เวทีการศึกษาเพื่อป้องกันความรุนแรงในนิวเดลี

“เราต้องให้คนได้พบหน้าคุยกัน นาซีในสวีเดนพบผู้ลี้ภัยโซมาเลีย ฟังพวกเขา จากนั้นคุณจะพบว่า การรักษาความเกลียดชังของคุณให้คงอยู่เหมือนเดิมเป็นเรื่องยากมาก”

ตอนนี้อาห์เลนอายุ 27 เป็นที่ปรึกษาเยาวชนที่ Brottsförebyggande Centrum (Crime Prevention Centre) ในวาร์มแลนด์ (Värmland) เขาลบรอยสักบางอันออก ใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้านหลังเล็กริมทะเลสาบวาเนิร์น (Vänern) และใช้เวลาว่างในการเขียนบทกวี


อ้างอิงข้อมูลจาก: digitaljournal.com
thelocal.se
en.unesco.org

 

Editorial Staffคิมมี อาห์เลน อดีต neo-Nazi ผู้สอนให้เยาวชนรู้จักอันตรายของความเกลียดชัง

Related Posts

What We Need to Know: การเลือกตั้งฝรั่งเศส 2017

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน นับว่าเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่คาดเดาได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสอีกครั้ง และยังตกเป็นเป้าสนใจของคนทั่วโลกในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะนโยบายขวาจัดที่ผู้ท้าชิงตัวเต็งนำเสนอ ซึ่งอาจส่งผลให้ยุโรปเข้าสู่ยุค 'ขวา' อย่างแท้จริง

มิติใหม่ของความโหดร้ายที่เด็กผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ

นอกจากจะต้องหนีภัยสงครามแล้ว อันตรายอีกอย่างที่คืบคลานเข้ามาหาเด็กผู้อพยพที่อาศัยอยู่เพียงลำพังคือ การค้าอวัยวะ การคุกคามทางเพศ และการบังคับขายบริการ แลกกับโอกาสในการเดินทางไปหาความหวังใหม่ในยุโรป

โรค K: โรคร้ายปริศนาที่ช่วยชีวิตชาวยิวจากนาซี

ปฏิบัติการกวาดล้างชาวยิวในยุโรปกว่า 6 ล้านคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชุมชนชาวยิวในอิตาลีก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในการสังหารหมู่โฮโลคอสต์ แต่ก็มีชาวยิวเล็กๆ กลุ่มหนึ่งรอดชีวิตมาได้ด้วยโรคร้ายแรง