คำสัญญาที่ทรัมป์ (จะ) ทำ

เคยมีแก๊กตลกตะวันตกสมัยพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังไม่ได้เป็นแคนดิเดตของแต่ละฝ่าย ขณะนั้นชาวอเมริกันมีสี่ตัวเลือกสำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี แก๊กดังกล่าวมีใจความว่า

ถ้า ฮิลลารี คลินตัน ชนะ จะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐ

ถ้า เบอร์นี แซนเดอร์ส ชนะ จะเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายยิวคนแรกของสหรัฐ

ถ้า เท็ด ครูซ ชนะ จะเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายละตินคนแรกของสหรัฐ

ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ จะเป็นประธานาธิบดี ‘คนสุดท้าย’ ของสหรัฐ…

 

trumpwilldo2

คนอเมริกันส่วนหนึ่ง (ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจเป็นส่วนใหญ่) ออกอาการชิงชังผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยเหตุผลปากร้าย ไร้สมอง เหยียดผิว ขวาจัด คลั่งชาติ หรืออะไรก็ตามแต่ ว่ากันว่า ทรัมป์น่าจะแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง

ด้วยการสนับสนุนเต็มที่ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา นโยบายรอมชอมกว่า บุคคลิกที่ซอฟท์ใสกว่า คาดกันว่า ฮิลลารี คลินตัน น่าจะนอนมา แต่สงครามยังไม่ทันเริ่ม อย่ารีบแห่แหนวีรบุรุษ เมื่ออเมริกันชนจำนวนไม่น้อยออกแรงหนุนหลังทรัมป์เต็มที่ พวกเขาเชื่อมั่นว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะนำให้สหรัฐกลับมาเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ระหว่างการปรากฏตัวที่เกตตีส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิญาณว่า หลังเข้ารับตำแหน่ง เขาจะใช้เวลา 100 วันแรก เพื่อดำเนินนโยบายของเขาให้สำเร็จ

8 พฤศจิกายน ชาวอเมริกันจะโหวตให้แผน 100 วัน เพื่อนำชาติเราคืนสู่ความสำเร็จ สร้างความปลอดภัยให้ชุมชนของเรา และเพื่อนำความซื่อสัตย์มาสู่รัฐบาลของเรา

นี่คือคำปฏิญาณของผมที่มีต่อพวกคุณ หากเราเดินตามแนวทางนี้ เราจะมีรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน อีกครั้ง และที่สำคัญ เราจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง – เชื่อผม

ถ้าผลคะแนนและโชคเข้าข้าง นี่คือ 28 แผนการในโรดแม็ป 100 วันแรกของ โดนัลด์ ทรัมป์…ทรัมป์จะทำตามสัญญา

 

1. เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภาทุกคน

2. ออกกฎไม่บรรจุเจ้าหน้าที่รัฐทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง เพื่อลดจำนวนพนักงานรัฐ ยกเว้นกองทัพ หน่วยงานด้านความปลอดภัย และหน่วยงานสาธารณสุข

3. ทุกๆ ครั้งที่ข้อบังคับของรัฐออกมาใหม่หนึ่งข้อ จะต้องมีข้อบังคับเก่าถูกยกเลิกสองข้อ

4. เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว สส. หรือวุฒิสมาชิกคนใดที่พยายามทำหน้าที่เป็นล็อบบียิสต์ หลังพ้นตำแหน่งจะถูกตัดสิทธิ์การทำงานห้าปี

5. เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวที่เป็นล็อบบียิสต์ของรัฐบาลต่างชาติ จะถูกตัดสิทธิ์การทำงานตลอดชีวิต

6. ออกกฎแบนล็อบบียิสต์ต่างชาติที่พยายามอัดฉีดเม็ดเงินสำหรับการเลือกตั้งในสหรัฐ

7. ประกาศตั้งโต๊ะเจรจาข้อตกลงใหม่กับกลุ่มความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement: NAFTA) หรืออาจจะอาศัยมาตรา 2205 (Article 2205) ของ NAFTA เพื่อถอนตัวออกกลุ่ม

8. ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP)

TPP คือ ข้อตกลงการค้าเสรีของประเทศในแถบแปซิฟิกที่กำหนดขึ้นเพื่อเพิ่มการค้า การบริการและการลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิก อีกทั้งสร้างมาตรฐานการค้าและกฎระเบียบร่วมกัน สมาชิกที่เข้าร่วม TPP ประกอบไปด้วย 12 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วนราว 40 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก ทำให้ TPP เป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก

9. ออกคำสั่งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เข้าควบคุมดูแลค่าเงินหยวน

10. ออกคำสั่งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา เพื่อตรวจหาข้อเสียเปรียบทางการค้ากับต่างประเทศที่ให้ชาวอเมริกันตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม และจะใช้ทุกเครื่องมือเท่าที่มีภายใต้กฎหมายสหรัฐและกฎหมายสากลเพื่อกำจัดข้อเสียเปรียบโดยทันที

11. ผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ ของโครงการการค้นหาและผลิตพลังงานสำรองมูลค่า 50 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงพลังงานจากหินดินดาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินสะอาด

12. ยกเลิกข้อห้ามของโอบามา-คลินตัน และอนุญาตให้โครงการสร้างสาธารณูปโภคด้านพลังงานหลักเดินหน้าต่อ

เช่น โครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ระยะทาง 1,179 ไมล์ ซึ่งจะส่งน้ำมันดิบจากแคนาดาลงใต้ผ่านหลายรัฐในสหรัฐ และไปสิ้นสุดที่รัฐหลุยส์เซียนา ริมอ่าวเม็กซิโก เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณการใช้ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ถูกคัดค้านและยับยั้งด้วยเหตุผลการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

13. ยกเลิกการจ่ายเงินให้แก่องค์การสหประชาชาติในโครงการ Climate Change จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ และใช้เงินจำนวนนี้เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษในประเทศแทน

14. ยกเลิกกฎหมายชั่วคราวที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมถึงทุกบันทึกข้อตกลง และทุกคำสั่งของประธานาธิบดีบารัก โอบามา

15. เริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐ แทน แอนโทนิน สกาเลีย จากรายชื่อผู้พิพากษาในมือ 20 ราย ที่พยายามรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ

16. ยกเลิกงบอุดหนุนจากรัฐบาลกลางแก่บรรดาเมืองที่เป็น Sanctuary City

Sanctuary City มี 31 เมืองทั่วประเทศ อาทิ ลอสแองเจลิส วอชิงตัน ดี.ซี. นิวยอร์คซิตี เบิร์คลีย์ ซึ่งไม่มีนโยบายดำเนินคดีกับผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารตรวจคนเข้าเมือง และพรรคเดโมแครตยังคงสนับสนุนนโยบายนี้

17. เริ่มต้นขับไล่ผู้อพยพผิดกฎหมายที่เป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ซึ่งมีกว่า 2 ล้านคนออกนอกประเทศ จากนั้นจะดำเนินมาตรการยกเลิกการให้วีซ่าแก่ประเทศใดๆ ก็ตามที่ไม่ยอมรับผู้อพยพเหล่านั้นกลับประเทศ

18. ระงับการอนุญาตเข้าเมืองแก่ประชากรที่มาจากภูมิภาคที่เสี่ยงต่อการก่อการร้าย ซึ่งการตรวจสอบความประพฤติไม่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย ผู้ที่จะเข้ามาในสหรัฐทุกคนต้องผ่านการพิจารณาความประพฤติอย่างละเอียด

19. ทำงานร่วมกับรัฐสภาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษีแก่คนชั้นกลาง (Middle Class Tax Relief And Simplification Act) จากการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าเศรษฐกิจปี 2017 จะโตขึ้นร้อยละ 4 และมีตำแหน่งงานใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างน้อย 25 ล้านตำแหน่งจากการปรับฐานภาษีเงินได้ครั้งนี้ ร่วมกับการปรับโครงสร้างทางการค้า ยกระดับความเข้มงวดด้านพลังงาน โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีมากที่สุดคือชนชั้นกลาง ครอบครัวที่มีลูกสองคนจะได้รับลดหย่อน 35 เปอร์เซ็นต์ แบบชำระภาษีจะแก้ไขให้เข้าใจง่ายขึ้น ภาคธุรกิจจะได้ลดภาษีจาก 35 เหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ และเงินนับล้านล้านดอลลาร์จากบรรษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจะย้อนกลับเข้ามาในประเทศไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

20. ทำงานร่วมกับรัฐสภาการพิจารณายกเลิกการให้สิทธิ์งดเว้นภาษีศุลกากรกับบริษัทต่างชาติ (Offshore Act and Establish Tariffs) เพื่อป้องกันบริษัทเหล่านี้ปลดพนักงานแล้วย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า จากนั้นค่อยส่งสินค้ากลับมาในสหรัฐโดยไม่เสียภาษี

21. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นพลังงานโครงสร้างพื้นฐาน (American Energy & Infrastructure Act) สำหรับผู้ร่วมทุนทั้งรัฐบาลและเอกชน โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชน จะกระตุ้นการลงทุนในโครงการพื้นฐานด้วยงบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

22. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นตัวเลือกโรงเรียนและโอกาสทางการศึกษา (School Choice And Education Opportunity Act) ปรับระบบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเพื่อให้พ่อแม่สามารถส่งลูกเข้าโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนในกำกับของรัฐ โรงเรียนเสริมสร้างศักยภาพเฉพาะทาง โรงเรียนศาสนา หรือเรียนที่บ้าน ได้ตามที่พวกเขาต้องการ รวมถึงยกเลิกมาตรฐานการศึกษาแกนร่วมของรัฐ (Common Core) กระจายอำนาจควบคุมดูแลการศึกษาไปสู่ชุมชน ขยายการศึกษาสายวิชาชีพเฉพาะทาง ทำให้ค่าใช้จ่ายของหลักสูตรวิทยาลัย 2-4 ปี อยู่ในระดับที่เหมาะสม

23. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นการยกเลิกระบบโอบามาแคร์ (Repeal and Replace Obamacare Act) แทนที่ด้วยบัญชีออมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Health Savings Accounts) ให้ประชาชนซื้อประกันสุขภาพข้ามรัฐได้ และให้แต่ละรัฐเป็นผู้บริหารกองทุนประกันสุขภาพฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อย (Medicaid Funds) รวมถึงยกเลิก ‘red tape’ ในยาที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติใช้กว่า 4,000 ชนิดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration: FDA) และจะเร่งอนุมัติยาเพื่อการช่วยชีวิตต่างๆ ให้เร็วขึ้น

โอบามาแคร์ คือ (The Patient Protection and Affordable Care Act: PPACA) ชาวอเมริกันกว่า 40 ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพ โอบามาแคร์เป็นกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขโดยมีรัฐช่วยอุดหนุน ประชาชนทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพของรัฐบาล เมื่อจำนวนคนเพิ่มมากขึ้นจะทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง ทำให้ค่าประกันอยู่ในระดับที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถจ่ายได้

24. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นระบบดูแลเด็กและคนชรา (Affordable Childcare and Eldercare Act) ให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กและคนชราไปหักภาษีได้ รวมถึงอัดฉีดเงินพิเศษให้นายจ้างเพื่อจัดหาบริการดูแลเด็ก สร้างระบบบัญชีออมทรัพย์ไม่หักภาษีสำหรับผู้ต้องอยู่ในอุปการะ (Dependent Care Savings Accounts) ให้กับทั้งเด็กและคนชรา ควบคู่กับการอุปการะครอบครัวผู้มีรายได้น้อย

25. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นการยกเลิกการเข้าเมืองผิดกฎหมาย (End Illegal Immigration Act) สนับสนุนทุนสร้างกำแพงตลอดชายแดนตอนใต้ โดยเม็กซิโกจะต้องจ่ายเงินคืนให้สหรัฐเต็มจำนวนสำหรับการสร้างกำแพงนี้ หากผู้ถูกเนรเทศกลับเข้ามาในสหรัฐจะมีโทษจำคุกสองปี ผู้ถูกเนรเทศเกินสองครั้งขึ้นไป ผู้ลอบเข้าประเทศโดยมีโทษอาญาหรือความผิดลหุโทษหลายครั้งติดตัว สองกรณีหลังมีโทษจำคุกห้าปี และเพิ่มโทษผู้พำนักในสหรัฐเกินกำหนดในวีซ่า เพื่อเป็นหลักประกันว่า จะไม่มีใครมาแย่งงาน และคนอเมริกันจะมีงานทำมากขึ้น

26. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นความปลอดภัยชุมชน (Restoring Community Safety Act) เช่น ทำให้ชุมชนปลอดอาชญากรรม ยาเสพติด ความรุนแรง โดยตั้งหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านความรุนแรงและอาชญากรรม (Task Force On Violent Crime) สนับสนุนงบประมาณโครงการฝึกหน่วยเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือตำรวจท้องที่ เพิ่มงบประมาณสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายและอัยการ เพื่อจับบรรดาอาชญากรและผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้าคุก

27. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นด้านความมั่นคง (Restoring National Security Act) สร้างระบบกองทัพใหม่ ยกเลิกการตัดงบประมาณ ขยายการลงทุนด้านกองทัพ ให้ทหารผ่านศึกได้รับการเยียวยาจากกรมการทหารผ่านศึก (Veterans Affaisr: VA) หรือแพทย์เอกชนได้ตามต้องการ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพจิตหลังสงคราม ป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากการโจมตีไซเบอร์ เพิ่มขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อรับรองว่า บุคคลที่เดินทางเข้ามาไม่เป็นภัยต่อชาติ

28. ทำงานร่วมกับรัฐสภาในประเด็นการกำจัดการคอร์รัปชันในรัฐบาล (Clean up Corruption in Washington Act) สร้างจริยธรรมใหม่เพื่อกลั่นกรองและลดการคอร์รัปชันจากอิทธิพลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง

 


อ้างอิงข้อมูลจาก: thegreat28.com
breitbart.com

 

Editorial Staffคำสัญญาที่ทรัมป์ (จะ) ทำ

Related Posts

ชาร์ล็อตส์วิลล์: การกลับมาของลัทธิคนขาวสุดโต่ง

บทสรุปของความรุนแรงที่เพิ่งเริ่มต้นในเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา การกลับมาของกลุ่มขวาสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็น White Supremacist, KKK และนีโอนาซิสม์ บนดินแดนแห่งความขัดแย้งตั้งแต่สงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา

คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ: แล้วไง ใครแคร์

15 ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยืนยันเป็นเอกฉันท์ใช้ 'ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2371' คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ นี่คือเงื่อนไข เนื้อหา และท่าทีของนานาประเทศ ต่อมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดต่อเกาหลีเหนือ ณ เวลานี้

อิสราเอล-ปาเลสไตน์: 50 ปีที่กลิ่นอายแห่งความขัดแย้งไม่เคยจาง

ผ่านมาแล้ว 50 ปีที่กลิ่นอายแห่งความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่มีจุดเริ่มต้นจาก 'สงครามหกวัน' ไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดในพื้นที่ที่ได้รับการขนามนามว่า ‘ไร้สันติภาพ’ ประเด็นหลักที่ทำให้อิสราเอลและปาเลสไตน์ไม่สามารถลงรอยกันได้ คือ สถานะของเยรูซาเลม ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ เขตแดน ความมั่นคง สิทธิน้ำ สิทธิเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์ในเยรูซาเลมตะวันออก รวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัยในเวสต์แบงก์ของชาวยิว ส่งผลให้ความขัดแย้งในบริเวณดังกล่าวยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีทีท่าว่าทั้งสองจะสามารถเจรจาสันติภาพได้ แม้ตอนนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อยของทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มเห็นพ้องกันแล้วว่า สงครามไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น และปมปัญหาดังกล่าวก็เริ่มคลี่ยากขึ้นเรื่อยๆ