ในวันที่ตู้เย็นอุ่นกว่า…

Nan Trip-1
เรื่อง/ภาพ : ศุทธวีร์ ตันติวงศ์ชัย

 

– 1 –

เมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปลายปี 2557 เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ชาวกรุงเทพฯ…อันที่จริงก็ไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียทีเดียว ถ้าจะพูดให้ถูกก็คงต้องเป็นชาวกรุงเทพฯและปริมณฑลที่ได้รับโอกาสจากธรรมชาติที่ทำให้เราได้สัมผัสกับอากาศหนาวในหลักต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้ใครหลายๆ คนเลือกที่จะคว้ากระเป๋าไปตะลุยแดนหนาวของไทยอย่างภาคเหนือ

ในค่ำวันอาทิตย์ก่อนสิ้นปี ชาวธนบุรีจำนวน 3 คน ซึ่งก็คือผมกับมิตรสหายอีก 2 ท่าน คว้ากระเป๋าจับรถโดยสารปรับอากาศสายหมอชิต-อำเภอปัว มุ่งหน้าไปยังอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ต้องขอสารภาพออกมาตามตรงว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความกระสันในการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายแฝงของพวกเราคือการเดินทางเพื่อไปหาข้อมูลสำหรับวิทยานิพนธ์ – ทั้งๆ ที่เรื่องงานควรเป็นเป้าหมายหลัก แต่ก็เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเราหนักเที่ยวเสียมากกว่า มันจึงตกเป็นเพียงเศษเสี้ยวของการเดินทางเท่านั้น

การเดินทางครั้งนี้ แท้จริงค่อนข้างเร่งด่วน สาเหตุหลักก็คงหนีไม่พ้นภาวะการเมืองอันร้อนระอุ ที่มีส่วนทำให้พวกเราต้องเร่งเดินทาง พูดให้ง่ายคือ หนีปัญหาที่สุดแสนวุ่นวายในเมืองออกไปต่างจังหวัดคงจะดีกว่า…ก็อย่างที่บอกว่า ‘เร่งด่วน’ ทำให้การเดินทางครั้งนี้อุดมไปด้วยความฉุกละหุกและความประมาท ต้องเน้นเลยว่า ‘ประมาท’ พวกเราประมาทธรรมชาติมากเกินไป! – ก่อนเดินทางผมและมิตรสหายได้รับคำแนะนำวิธีการป้องกันตนจากภัยหนาวมากมาย แต่ด้วยความคะนองของวัยรุ่น…พวกเราได้ทำเรื่องผิดพลาดขึ้นมาเสียแล้ว

Nan Trip-5

– 2 –

“หนาวเว้ย! ไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้”

มิตรสหายท่านหนึ่ง (นามสมมุติคือ นาย ก.) เขาเอ่ยขึ้นพลางกอดตัวเอง ผมก็ทำได้เพียงแค่พนักหน้าตอบรับ เพราะสภาพอากาศในเวลานี้แม้แต่การขยับปากยังลำบากเหลือเกิน ในเวลาราวๆ ตี 4 พวกเรายืนอยู่หน้ากาดเมืองปัว กอดตัวเองต้านทานความหนาวของอุณหภูมิที่อยู่ในหลักหน่วย มิตรสหายอีกท่าน (นามสมมุติคือ นาย อ.) ได้เอ่ยปากชวนไปร้านสะดวกซื้อเพื่อหาแหล่งพักพิง

“เชื่อกู หนาวๆ แบบนี้ต้องมาม่า”

นาย อ. พูดขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ได้คัดค้านความคิดนั้น แน่นอนว่าที่พึ่งของเรามีไม่มาก เราตรงดิ่งไปยังร้านสะดวกซื้อ และพุ่งเข้าไปในร้านด้วยความคิดที่ว่า ถึงอย่างไรเครื่องปรับอากาศคงอุ่นกว่าอากาศข้างนอกแน่ๆ แต่สิ่งที่เราพบคือ พนักงานร้านสะดวกซื้อสวมเสื้อกันหนาวและปิดเครื่องปรับอากาศ พอลองทบทวนอีกครั้งความคิดที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศในสภาวะเช่นนี้คงเป็นความคิดที่เขลาไม่น้อย

พวกเรานั่งเรียงแถวหน้ากระดานลงบนพื้นหน้าร้านสะดวกซื้อ พลางมองเข็มนาฬิกาที่ขยับอย่างเชื่องช้า จนกว่าจะถึงเวลาที่ได้นัดหมายกับบุคคลากรของมหาวิทยาลัย ไม่นานนักรถกระบะสีขาวที่แปะสติกเกอร์สัญลักษณ์มหาวิทยาลัยก็มาจอดห่างจากพวกเราไม่มากนัก เรามารู้ภายหลังว่ารถคันดังกล่าวมีชื่อเล่นว่า ‘อเล็กซานเดอร์’ – เราหวังว่าเจ้าอเล็กซานเดอร์จะพาไปถึงที่พักเพื่อที่จะได้หลบหนาวสักที แต่ก็อย่างที่รู้กันความฝันก็เหมือนผีเสื้อ สวยงามแต่ไม่ยั่งยืน…พวกเราฝันและพังทลายลงในวินาทีต่อมา

“หนาวกันไหมเนี่ย เดี๋ยวขึ้นไปข้างบนนะ หนาวกว่านี้อีก”

หนาวกว่านี้อีก…ผมได้แต่ทวนคำนี้ซ้ำๆ อยู่ในใจ

Nan Trip-3

3 –

ในขณะที่รถกระบะคันสีขาวพุ่งทะลวงฝ่าหมอกหนาบนเส้นทางคดเคี้ยวรอบภูเขา ผมเคลิบเคลิ้มไปกับบทเพลงผิดลิขสิทธิ์ที่ได้รับฟังผ่านเครื่องเสียงรถยนต์ และผมก็คิดว่ามิตรสหายก็คงเพลิดเพลินเช่นกัน เพราะมันแสดงออกมาบนใบหน้าที่บิดเบี้ยวอย่างชัดเจนทุกครั้งที่รถเข้าโค้ง

การเดินทางครั้งนี้อย่างที่บอกไว้ว่าพวกเรามาด้วยความประมาท ประมาทเสียจริง เพราะยิ่งรถขับขึ้นเขาสูงเท่าไรอุณหภูมิก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น หมอกยิ่งหนาขึ้นอีกเท่าตัว ผมนั่งนับจำนวนเสื้อผ้าอยู่ภายในใจ ผมมีเสื้อกันหนาวเพียงตัวเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นเพียงเสื้อยืดแขนสั้นที่ไม่สอดรับกับฤดูกาล มิตรสหาย ก. ยิ่งแล้วใหญ่ พื้นเพของเขาเป็นชาวเขียงใหม่และเมื่ออาทิตย์ก่อนเดินทางเขาเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่เสียด้วย เขาลั่นวาจาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ที่น่านคงจะไม่หนาวสักเท่าไร ไอ้ตัวผมเป็นเด็กใต้ ไม่เคยเจอหนาวก็เชื่อทันที แต่ก็นั่นแหละ ทันทีที่มาถึง เขากลับเป็นคนแรกที่บ่นคำว่าหนาวออกมา

หลังจากสมาชิกในทีมเริ่มเบื่อหน่ายและโอดครวญกับโค้งที่จำนวนมากและถี่ยิบ จนในที่สุดเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็จอดที่จุดชมวิว…เราค่อยๆ แง้มประตูรถออกมา และเราก็ตระหนักว่าอากาศในรถช่างอบอุ่นเหลือเกิน แต่การหมกตัวอยู่แต่ในที่อุ่นๆ มันคงเป็นการไม่ให้เกียรติธรรมชาติเสียเท่าไร

ผมและมิตรสหายจัดแจงอุปกรณ์ถ่ายภาพสำหรับเตรียมตัวถ่ายแสงแรกของวันที่กำลังจะแง้มให้เห็น มือที่ไร้อุปกรณ์ห่อหุ้มสัมผัสกับอากาศที่หนาวจัด และยิ่งทวีความหนาวมากขึ้นเมื่อคราที่สัมผัสกับขาตั้งกล้องที่ผลิตขึ้นจากโลหะ ผมรีบโยนหน้าที่ติดตั้งขาตั้งกล้องให้มิตรสหาย อ. ทันที…ใครมันจะอยากทนสัมผัสของเย็นๆ กันเล่า ผมพูดในใจพลางหยิบกล้องฟิล์มสุดรักขึ้นมาเพื่อถ่ายพระอาทิตย์แรกแย้ม แต่เหมือนเวรกรรมมีจริง ผมระลึกได้ว่ากล้องฟิล์มของผมผลิตด้วยโลหะเนื้อดีซึ่งอุณหภูมิยามสัมผัสไม่ยิ่งหย่อนกันเลย – เอาวะ เพื่อรูปสวย

Nan Trip-2

– 4 –

เป้าหมายของการเดินทางในครั้งนี้คือหมู่บ้านบ่อเกลือ หมู่บ้านที่มีการผลิตเกลือสินเธาว์ที่มีมาตั้งแต่สมัยล้านนา วิธีการผลิตก็ใช้วิธีโบราณอย่างการตักน้ำเกลือขึ้นจากบ่อ และค่อยๆ ต้มด้วยฟืนจนน้ำแห้งลงเหลือแต่เกลือสีขาวบริสุทธิ์ และวิธีการผลิตเกลือเช่นนี้ทุกคนในหมู่บ้านล้วนแต่ทำเป็นทั้งสิ้น

พวกเราเดินฝ่าหมอกรอบๆ หมู่บ้านโดยมี พี่โรจน์ มัคคุเทศก์วัยกลางคนคอยอธิบายเรื่องราวต่างๆ ทั้งวิธีการผลิตเกลือ ชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่ผนวกเข้ากับตำนานความเชื่อประจำหมู่บ้าน มีเรื่องหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ ‘การเลี้ยงผี’ ในที่นี้ไม่ได้เป็นการเลี้ยงดูเหมือนเลี้ยงกุมารทองหรืออะไร แต่เป็นการจัดงานเลี้ยงขอบคุณ…การเลี้ยงผีคืองานเทศกาลที่เลี้ยงขอบคุณผู้มีบุญคุณต่อบ่อเกลือ ทั้งผู้ค้นพบ ผู้พัฒนาให้เกิดเป็นหมู่บ้าน โดยจัดเป็นเทศกาลใหญ่ทุกๆ ปี มีการปิดหมู่บ้านไม่มีการทำงานเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่มีการเข้าออก ซึ่งงานนี้ถือเป็นงานสำคัญของหมู่บ้านทีเดียว

“งานนี้เป็นกุศโลบายที่ให้ชาวบ้านพักผ่อนหลังจากทำงานหนักเป็นเวลานาน….พี่ก็ไม่แน่ใจนะ แต่พี่คิดเองว่าน่าจะเป็นแบบนั้น คงเป็นแบบนั้นล่ะ”

พี่โรจน์ทิ้งท้ายด้วยคำพูดติดตลกที่ทำให้พวกเราเริ่มหวั่นๆ กับเรื่องราวทั้งหลายที่เล่ามา ท้ายที่สุดพวกเราบอกลาพี่โรจน์และขอตัวกลับที่พักไปนอนซุกผ้าห่มสักเล็กน้อย เพราะร่างกายไม่สามารถต้านทานความหนาวในช่วงเช้าได้จริงๆ – ในทันทีที่ถึงบ้านพัก มิตรสหายท่านหนึ่งเปิดตู้เย็น และอุทานออกมาเสียงดังว่า…

“เฮ้ย! ตู้เย็นอุ่นกว่าอากาศข้างนอกอีกว่ะ”

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร WAY ฉบับที่ 72
WAYในวันที่ตู้เย็นอุ่นกว่า…