แดนอรัญ แสงทอง - ตกนรกอย่างมีชีวิตชีวา - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

แดนอรัญ แสงทอง – ตกนรกอย่างมีชีวิตชีวา

เรื่อง : สันติสุข กาญจนประกร  ภาพ : อนุช ยนตมุติ

 

ไม่ผิดหรอก ถ้าคุณจะบอกว่าไม่รู้จัก นายเสน่ห์ สังข์สุข คนกวาดลานวัดแห่งจังหวัดเพชรบุรี

ในเมื่อพื้นที่ข่าวอันมีค่าถูกยึดครองด้วยเรื่องราวการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง กระทั่งการชิงรักหักสวาทของผู้คนในแวดวงบันเทิง

เป็นการตอกย้ำให้เราได้รู้ว่า มีเพียงความขัดแย้งและใบหน้าหล่อๆ สวยๆ เท่านั้น ที่มีสิทธิถูกนำเสนอต่อสาธารณชน

ส่วนข่าวคนกวาดลานวัดที่เพิ่งได้รับมอบเหรียญอิสริยาภรณ์ Chevalier des Arts et des Lettres ในฐานะนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศสนั้น ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน

ไม่เห็นจำเป็นต้องรับรู้ว่านักกวาดลานวัดคนนี้แหละ ที่นักวิจารณ์ชาวยุโรปยกย่องให้เป็นนักเขียนไทย (ย้ำว่าไทย) ร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง

ไม่จำเป็นต้องรับรู้ว่างานเขียนของเขาทั้งนวนิยายแปลกประหลาดเล่มโต ‘เงาสีขาว’ เรื่องสั้น ‘อสรพิษ’ ไปจนถึงนวนิยาย ‘เจ้าการะเกด’ นั้น ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายต่อหลายภาษา หนำซ้ำยังเข้าข่ายขายดีในแผ่นดินอื่นเสียด้วย

ช่างปะไร ขนาดเจ้าตัวเองยังบอกว่าเขาก็เป็นแค่ไอ้เผือกตัวหนึ่งที่ดันอยากเขียนหนังสือ มีพลังเหลือเฟือในการทำงาน และบอกว่าคนเราควรจะตกนรกอย่างมีชีวิตชีวา

ความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง และถอดหัวใจให้แก่เส้นทางที่เลือก คือหน้าฉากที่เราเคยคุ้น

ในรูปเงาอีกด้าน ผู้ชายคนนี้เป็นคนตลกอย่างหาตัวจับยาก เสาร์สบายๆ เราบุกไปคารวะ เสน่ห์ สังข์สุข หรือ แดนอรัญ แสงทอง ถึงถิ่น

ใต้ร่มเงาสน ริมหาดเจ้าสำราญ วงสนทนาเล็กๆ อันประกอบด้วยคนทำหนังสือเล่มเล็กๆ นักเขียนรุ่นหลัง ศิริวร แก้วกาญจน์ นักเขียนหญิง กันต์ธร อักษรนำ กวีรุ่นใหม่ อังคาร จันทาทิพย์ และช่างภาพหนุ่มมาดเซอร์ เริ่มต้นขึ้นเงียบๆ คละเคล้าด้วยเสียงคลื่นและสายลม โดยมี เวียง-วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการผู้นิยมบริการคนจิตใจดี เดินไปเดินมาเงี่ยหูฟังเงียบๆ

 

1.

ควันยาเส้นตราแมวบิดเป็นเกลียวลอยขึ้นจากซอกนิ้วของหนุ่มใหญ่ผมยาว ก่อนถูกละลายไปกับลมทะเลที่หอบกระไอเค็มเข้าสู่ฝั่ง เสียงชัตเตอร์จากกล้องของช่างภาพหนุ่มดังที่ยิบราวปืนกล (ก่อนมาเขาเปรยว่าดีใจสุดขีด! ที่ได้ถ่ายรูป แดนอรัญ แสงทอง)

“ในแง่หนึ่งก็เป็นความสะใจ” นักเขียนเจ้าของนวนิยายเงาสีขาวอันลือลั่นพูดถึงเหรียญอิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากทางการฝรั่งเศส เขาหมายถึงถ้าวัดกันตามความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชน

โลรองท์ บีลี เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวถึงแดนอรัญไว้ว่า เป็นคนที่ทุ่มเทให้แก่การเขียนหนังสือมาตลอด และพูดถึงเงาสีขาวว่านักวิจารณ์ในยุโรปต่างยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกและทรงพลัง ที่ทำให้แดนอรัญเป็นหนึ่งในนักเขียนนวนิยายร่วมสมัยคนสำคัญ

“อีกแง่มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้า จริงๆ ไม่ต้องให้ฝรั่งมายกย่องอะไรผมหรอก มันไม่ควรเกิดขึ้น ผมรู้สึกสะเทือนใจมาก ในวันงาน คนที่ทำตัวแย่ที่สุดคือผมนี่แหละ บางคนบอกว่า ผมไปยืนเหมือนนักโทษประหาร คุณรู้ไหม ฝรั่งพวกนั้นต้องอ่านงานของผมจากภาษาแปลด้วยนะ อ่านเจ้าการะเกดจากภาษาอิตาลี อ่านเงาสีขาวจากภาษาสเปน

“ผมมันแค่นักเขียนโนเนม เป็นไอ้เผือกตัวหนึ่ง ในแง่ความสะใจ สะใจมาก นี่พูดกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนะ ไม่ถึงกับเหนื่อยเปล่าเสียทีเดียว งานของผมไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับ คนที่เขาเอาไปแปล เขายอมรับมันในแง่ที่มันเป็นงานวรรณกรรม ไม่ได้อ่านเพื่อหาคุณค่าทางสังคมวิทยา

“ไอ้พวกสเปนมันคิดห่าอะไร เอาเงาสีขาวปึกใหญ่ๆ ไปแปล ตีพิมพ์ คิดอะไร (หัวเราะ) ไอ้พวกอิตาลี มันนึกยังไงทำเจ้าการะเกดของผมซะสวยมากเลยนะ ประณีตมาก ผมยังอยากพกมาอวดพวกคุณ แต่อ่านไม่ออกหรอก (หัวเราะ) เอ๊ะ ทำไมมันตั้งใจขนาดนั้น”

“เสียใจไหมที่งานไม่ค่อยได้รับความนิยมจากคนไทย” ใครบางคนในวงเอ่ยถาม

“ก็เสียใจอยู่ อย่างที่บอก ไม่ต้องรอให้ฝรั่งมาชื่นชมหรอก มันต้องอ่านจากภาษาแปล ส่วนในเมืองไทย ผมก็เข้าใจว่า…(นิ่งคิดไปนานมาก) ช่างมันเถอะ ไม่อ่านกันก็ไม่เป็นไร ผมเสือกอยากเขียนนี่หว่า และก็ยังจะมีแรงเขียนอีกต่อไป พอผมทำอะไรเสร็จไปสักอย่าง มันเหนื่อยเกินกว่าจะไปคิดถึงอย่างอื่น

“อย่างตอนเขียนเจ้าการะเกด ผมเคยบอกไว้ว่าจะตายก็ได้ ถึงกับตายได้เลย มันมืดแปดด้าน ทุกข์ทรมานสาหัส งานก็หนัก ผมได้สู้กับมันอย่างสุดชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ผมทำงานหนัก ทุ่มเทเต็มแรง พอมันเสร็จ มันจบ ไม่แยแสอย่างอื่น เหนื่อยเกินฟังคำติติง คำชื่นชม แต่เรื่องรายได้กังวลนิดหน่อย อยากได้อีกเยอะๆ (หัวเราะ) ส่วนมากเหนื่อย เกินต่อล้อต่อเถียงกับใคร”

 

คล้ายๆ กับช่วงเวลาที่เขียนเงาสีขาว

“เงาสีขาวนี่เล่นผมถึงตาย และผมก็ดื้อกับมันถึงตาย ผมเคยพูดไว้ว่า ตอนนั่งเขียนถ้าใครโผล่เข้ามาทักแบบไม่ให้ตั้งตัว ผมไปเลย ไม่กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีก เพราะมันไม่น่าเป็นที่ที่มนุษย์ควรอยู่ หมายถึงบ้านร้างที่จังหวัดแพร่ ซึ่งผมเอามาใช้เป็นฉากแรก ตุ๊กแกร้องอยู่ที่หน้าต่าง หมาหอนอยู่ใต้ถุน บ้านที่ผมเข้าใจว่าเป็นบ้านคน มันก็เป็นศาลาพักศพ ผมอยู่ด้วยความฝันบ้าๆ การกระทำบ้าๆ ”

เราควรเป็นชายชาตินักรบ – เขาว่า

“มันต้องดวล กล้า หมายถึงกล้าให้ถูกทาง ถ้าวันหนึ่งคุณต้องเลือก แต่คุณยังมีห่วง คุณไม่กล้าใช้ชีวิต คุณห่วงว่าจะไม่ดัง ไม่รวย นั่นเป็นความคิดของคนขลาด คุณเป็นมนุษย์คุณต้องกล้า ปล่อยให้โลกมันดำเนินไป โลกมันเอียง มันพร่องอยู่เสมอ ถ้าเรารู้ เราเจริญ เราต้องพยายามห่างจากมัน”

เมื่อถามว่าสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นจะทำให้ความสุขจากการเขียนหนังสือกลายเป็นความทุกข์หรือไม่ แดนอรัญบอกว่า วรรณกรรมเป็นสติปัญญาอย่างไทยแท้ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ถนอมรักษา และเขาภูมิใจที่ได้เต็มที่กับมัน

“ภูมิใจที่เป็นคนไทย ผมไม่มีทางกระเเดะเป็นวัยรุ่นเกาลี เป็นวัยรุ่นญี่ปุ่นได้เลย ไม่มีทาง เมื่อมันมีสติปัญญาอย่างไทย แล้วผมทำได้ ก็ต้องทำ บางเรื่องผมเขียนแทบตาย ไม่มีใครแปลก็อย่าแปล แต่ผมรู้ว่ามันมีค่า เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม เรามีมากกว่าที่ เฮอร์มาน เฮสเส หรือ ลีโอ ตอลสตอย มี เรามีลึกมาก เป็นสติปัญญาแบบไทยที่โลกไม่มี”

ในทัศนะของเขา เกิดเป็นนักเขียนไทยไม่ควรห่วงหล่อ

“คุณใช้ชีวิตให้มันหล่อมากไม่ได้หรอก” แดนอรัญเชื่ออย่างนั้น

“ถามว่าชีวิตลำบากไหม ลำบากแน่ เงินทองนี่ต้องรู้จักประหยัด แต่เราไม่ควรสำออย ถ้าคุณพยายามอย่างสุดชีวิต คุณมีพลังสำรองเหลือเฟือในตัว ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ คนทำหนังสือ คุณรีดพลังมันออกมาไม่หมดหรอก จะตกนรกทั้งที ก็ต้องให้มันมีชีวิตชีวา ผมว่ายมบาลจะชอบคุยกับผม พูดจริงๆ นะ เคยเขียนไว้ในเงาสีขาวว่า ยมบาลจะเลี้ยงกาแฟผม ท่านเบื่อ ให้ผมคุยห่าๆ อะไรให้ฟัง เราต้องมีชีวิตชีวา แม้กระทั่งในความตาย”

“เงาสีขาวที่เป็นภาคสมบูรณ์ ยังมีสิทธิ์ได้อ่านไหม”

“มันไม่จบ พูดตรงๆ คือเงินหมด ถ้าใครให้เงินผมสักล้าน เวลาสักปี ผมเขียนจบแน่ ถ้าไม่ได้ตามนี้ก็ไม่เขียนแล้ว มันฝืนกระแสโลกมากเกินไป จริงๆ ผมเขียนได้เกือบแปดร้อยหน้าแล้ว พอใช้ได้นะ แต่ไม่ดีพอ ผมพยายามถึงที่สุดแล้ว ให้มันจบเท่านั้นแหละ ผมมันก็แค่นักเขียนธรรมดา ยังต้องดิ้นรนอยู่”

“แล้วงานเขียนเล่มใหม่? ”

“คงจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับโลกียะอีกสักหน่อย แล้วผมจะมุ่งไปที่โลกุตระ ผมจะเขียน ใครจะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ ไม่สนใจ ไม่แยแส จริงๆ ผมเคยบอกเวียงไปว่า อยากไปอยู่วัดป่าเต็มแก่ หลังจากปลดเปลื้องภาระอะไรบางอย่าง ผมไปวัดบ่อยมาก ขอข้าวพระกิน มีความสุขมาก ผมนี่เป็นนักกวาดลานวัดตัวฉกาจเลยนะ คล่องแคล่วมาก (หัวเราะ) ”

 

2.

ปัจจุบัน แดนอรัญเช่าบ้านอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรีบ้านเกิดกับหลานสาว ตารางชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือและออกกำลังกาย

“ผมมีที่วิ่งเยอะ ส่วนมากวิ่งในวังบ้านปืน วิ่งจนตัวเปียก บางวันก็เตะฟุตบอลกับเด็กๆ แถวบ้าน ผมเป็นคนสูบบุหรี่จัด สูบแม่งทั้งวัน ยาเส้นนี่มันถูกด้วยไง มวนต่อมวน แต่สุขภาพโดยรวมก็โอเค ชีวิตต่างจังหวัดสนุกดี แข็งแรงกว่าคนในเมืองเยอะ วัดกันในวัยขนาดนี้นะ แม่ม่ายบางคนบอกว่า ผมยังเท่อยู่เลย (หัวเราะ) ก็แล้วแต่เขา

“ส่วนอาหารการกินก็ได้หลานสาวนี่แหละเป็นคนทำ เป็นแม่ครัว แต่ต้องประหยัดมาก จ่ายตลาดทีต้องละเอียด กำเงินแน่น (หัวเราะ) คือให้มันเต็มคุณค่าที่สุด เห็นอย่างนี้ผมเป็นนายทุนเงินกู้ด้วยนะ เป็นมานักต่อนักแล้ว เวลาฝรั่งโอนเงินค่าเรื่องมา ผมก็ให้ชาวบ้านกู้ ดีกว่าให้เขาไปกู้พวกเงินออนไลน์”

ส่วนหนังสือที่แดนอรัญพูดถึงเมื่อสักครู่ ไม่ใช่วรรณกรรม แต่เป็นหนังสือธรรมะ

“อ่านหนังสือพระอย่างเดียวเลย วรรณกรรมดีวิเศษแค่ไหนไม่ขวนขวายแล้ว วรรณกรรมร่วมสมัยนี่แทบไม่อ่านเลย คุณมาร์แซล (มาร์แซล บารังส์ ผู้แปลงานเขียนของแดนอรัญ) ก็ส่งมาให้อ่าน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการทำงาน อะไรที่เขาว่าดี ผมก็เอามาพลิกๆ ดู สนใจน้อยมาก”

เขาบอกว่าชีวิตตอนนี้เหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง

“เป็นช่วงที่บอกไม่ถูก โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งน่าอาลัย ท้องฟ้ายามเย็นยังสวยอยู่ เป็นนักบวชคุณชมท้องฟ้าไม่ได้ เป็นกวีคุณทำได้ ชมดอกไม้บานยามเช้า เสียงนกร้องอันไพเราะ โลกเป็นสิ่งน่าอาลัย แต่ในอีกทาง ผมอยากมุ่งไปสู่ทางธรรมอย่างเต็มตัว ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เพียงแต่ยังพูดไม่ได้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ใจมันใฝ่ไปทางนั้น

“วรรณกรรมเป็นเรื่องทางโลก เป็นโลกียะ ผมเองยังไม่ได้ผลักมันเข้าไปสู่โลกุตระ เรื่องทางโลกเราเขียนกันไปเพราะอยากได้เงินจากมัน นี่คือขั้นพื้นฐานที่สุด เราได้ชื่อเสียงจากมัน เท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ ไม่จีรังยั่งยืน

“มันอาจเป็นอาการทางจิตของคนที่มีประสบการณ์อะไรบางอย่างกับการทำสมาธิ ผมเคยแสวงหาสิ่งวิเศษเท่าที่โลกมี เหมือนตอนคุณได้ความสุขจากการฟังเพลงดีๆ ดูหนังดีๆ แต่มันไม่รอด ตายราบกับแนวคิดทางพุทธหมด รู้สึกว่าตัวเองมีบุญที่ได้ซาบซึ้งกับเรื่องพวกนี้ ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรม เราก็มองไม่เห็น ผมเองยังเป็นผู้ฝึกหัด จริงๆ ผมอาจไม่บวชก็ได้ ขอเป็นอุบาสกน้อย กลัวไปทำให้ศาสนามัวหมอง นี่พูดจริงๆ นะ ได้ล้างจาน ล้างบาตร ก็มีความสุขแล้ว ยิ่งได้อยู่กับพระดีๆ ผมยินดีกับการทำตัวเป็นผู้รับใช้”

อาจคล้ายความหมายที่ว่า ความสุขทางโลกย์ ไม่สามารถตอบโจทย์บางอย่างทางใจได้

“ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง น่าจะมีความสุขที่ละเอียดอ่อนกว่า เขียนหนังสือเสร็จเรื่องหนึ่ง มันก็เป็นแค่ความสุขทางโลก ทำให้ผมมีเงินใช้ ยังชีพอยู่ได้ จริงๆ เรื่องพวกนี้สามารถมาใช้ในงานวรรณกรรมได้ แต่คงต้องอาศัยความสามารถอย่างยิ่งยวด คนที่จะเขียนมันจริงๆ มีน้อย ต้องดวลกันถึงตาย”

“มีเรื่องในหัวหรือยัง” เราถาม

“ถ้าผมจะสร้างตัวละครอะไรสักตัวขึ้นมาเป็นตัวเอก มันควรเป็นเรื่องของคนที่ทำบาปทำกรรมมามาก แต่ยังเสือกมีความละอาย มีปัญญามากพอที่จะเห็นความไร้สาระในพฤติกรรมของตัวเอง และพยายามแสวงหาอะไรบางอย่างจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ผมจะเขียนเรื่องนักปฏิบัติธรรมให้มีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ต้องทำให้มันเป็นที่เข้าใจ รู้สึกรู้สาได้”

“มีบางวูบไหมที่คิดว่า เราจริงจังกับการแสวงหามากจนเกินไป ทำไมไม่ใช้ชีวิตสบายๆ เหมือนคนอื่น”

“เข้าใจว่าผมเป็นนักรบโดยสันดาน” เขาว่า “ไม่ได้หมายความว่าหื่นกระหายอำนาจอะไร ผมสู้ตายในแบบของผม เป็นความกล้าในการเขียน”

“ผมเป็นคนประเภทถ้าสิ้นหวังก็เพียงชั่วครู่ เดี๋ยวก็ลุกขึ้นมาทำอะไรต่อ เป็นคนไม่กลัวอะไรด้วย ไม่ใช่ระห่ำ บางทีไม่กลัวเเม้กระทั่งความตาย รู้สึกรำคาญเมื่อพูดถึงมัน สักสิบปีก่อนยังเคยคิด ถ้าตาย ในงานศพนี่เอาไคโยตี้มาเต้นเลย ไอ้ห่า รำคาญไง มันสิงหัว เป็นความจริงที่น่าเศร้า แล้วทุกคนก็กลัวมัน”

“คิดอย่างไรกับวงการวรรณกรรมไทยยุคนี้”

“ไม่ค่อยได้ติดตาม แต่ถ้าถามว่าหนังสือเล่มไหนที่ผมอ่านแล้วแทบจะท่องได้ ต้องบอกว่าเรื่องลูกอีสาน ถามมาได้เลย เอาย่อหน้าไหนก็ได้ ผมท่องได้หมด คุณคำพูนเป็นนักเขียนที่หาได้ยาก เขามีความซื่อตรงอย่างมาก เป็นความซื่อตรงอันจริงแท้ซึ่งนักเขียนคนอื่นๆ ไม่มี ผมเองก็ไม่มี”

“คาดหวังอะไรกับนักเขียนไทยบ้าง”

“มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว สำหรับผม เข้าใจว่ายังต้องเขียนเรื่องเชิงโลกียะใช้หนี้เวรหนี้กรรมต่อไปอีกสักสองสามเรื่อง แล้วจะหักเหเข้าสู่โลกุตระเต็มตัว การที่เรายังต้องเขียนเรื่องห่าๆ อะไรพวกนั้น จะไปอ้างนามธรรมอันสูงส่งอะไร เราก็โกหกตัวเอง”

3.

วงสนทนายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สลับกับเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นระยะ บางขณะ ความเงียบก็ปล่อยให้เสียงคลื่นและสายลมทำหน้าที่ของมัน

มืดค่ำไปจนดึกดื่น

รุ่งเช้า อาหารสไตล์อเมริกันถูกยกมาวางไว้บนโต๊ะไม้ริมทะเล ไส้กรอกทอดและไข่ดาวในจานดูน่ากินเป็นพิเศษ

เป็นประจำ แดนอรัญต้องจิบกาแฟอย่างน้อยสองถ้วย

ไม่อย่างนั้นไม่ตื่น – เขาว่า

กาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล

ไม่ต้องใช้จินตนาการมากก็พอเดาออกว่ารสชาติของน้ำสีดำในถ้วยนั้นจะเป็นอย่างไรกาแฟดำปราศจากน้ำตาลในมือ แดนอรัญ แสงทอง ไม่หวานชื่นใจ แต่ก็เข้มข้นและคงหอมกรุ่นไม่แพ้กาแฟแก้วใด

……………………………………………..

(หมายเหตุ : สัมภาษณ์เมื่อ ธันวาคม 2551)

author
สันติสุข กาญจนประกร
อดีตบรรณาธิการเครางาม ปลุกปั้นและปล้ำ WAY มาในยุคนิตยสาร นักสัมภาษณ์ที่ไม่ยอมให้ข้อสงสัยหลงเหลือในประโยคพูดคุย เรียบเรียงถ้อยคำความหล่อบนบรรทัดด้วยทักษะแบบนักประพันธ์ หลังออกไปบ่มเพาะความคิด สันติสุขกลับมาพร้อมรสมือและกลิ่นกายที่คุ้นชิน และแน่นอน ทักษะด้านการเขียนที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาย่อมแม่นยำกว่าเดิม
อนุชิต นิ่มตลุง
อาชีพเก่าคือคนขายโปสการ์ดภาพถ่ายขาวดำยุคฟิล์ม จับกล้องดิจิตอลรับเงินเดือนประจำครั้งแรกที่นิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว สารคดี มีความสามารถพิเศษสั่งตัวแบบได้ตั้งแต่พริตตี้ คนงานทุบหินแถวหิมาลัย ไล่ไปจนถึงงานที่ถูกใครต่อใครหยิบยืมไปใช้สอยบ่อยๆ อย่างภาพถ่ายนักวิชาการที่ไม่น่าจะถ่ายรูปขึ้น นอกจากทำงานให้ WAY อย่างยาวนาน ยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision อันลือลั่น