5 วัคซีนเสี่ยง สำหรับเจ้าตัวน้อย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค แห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC เผย 5 วัคซีนที่เด็กควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ เพราะประโยชน์ที่คาดว่าจะได้อาจกลายเป็นโทษต่อร่างกายเจ้าตัวน้อยโดยไม่รู้ตัว

 

flu

1.วัคซีนป้องกันไข้หวัด

ทั้งๆ ที่ได้รับการยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration : FDA ) ทุกๆ ปี ให้มีการถอดสารประกอบไธเมอโรซอล (Thimerosal) ออกจากวัคซีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ทั้งนี้สารประกอบไธเมอโรซอลมีโครงสร้างหลักมาจากสารปรอท (Hg) ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท ที่สำคัญสารประกอบดังกล่าวได้รับการทดสอบและมีการตีพิมพ์ผลกระทบจากสารดังกล่าวลงในรายงานทางวิทยาศาสตร์ โดยสารประกอบไธเมอโรซอลนี้มีผลกระทบต่อร่างกายและสมองของมนุษย์โดยตรง

ที่ผ่านมา ไม่เคยมีวัคซีนไข้หวัดชนิดใดได้รับการทดสอบฤทธิ์ในการก่อสารมะเร็งหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมแม้กระทั่งความบกพร่องของภาวะการสืบพันธุ์ในสิ่งมีชีวิต นั่นหมายความว่ายังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่าไม่พบสารก่อมะเร็งที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจ แม้ว่าหญิงตั้งครรภ์จะได้รับการสนับสนุนให้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากกระทรวงสาธารณสุข ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือแม่ลูกอ่อนยังคงไม่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแท้งบุตรขึ้นเองหรือแท้งบุตรหลังคลอดที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากของหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าว

จากข้อมูลที่ศึกษาพบว่ามีไวรัสกว่า 200 ชนิดที่เป็นสาเหตุของอาการป่วยไข้หวัดใหญ่ (ILI) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเผยข้อมูลว่าตลอดช่วง 11 ปีที่ผ่านมาร้อยละ 86 ของอาการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่โดยตรง

จากข้อมูลล่าสุดของสื่ออิสระที่เผยแพร่ข้อมูลที่ศึกษาลงใน The Cochrane Library ชี้ให้เห็นว่าไม่พบประโยชน์ใดๆ จากการรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หรือไม่ปรากฎชัดว่าวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

โดยในปี 2012 มีรายงานผลกระทบ อาการแพ้ การเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน และการเสียชีวิตโดยมีเหตุเกี่ยวเนื่องมาจากวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่กว่า 84,000 กรณี จากเหตุทั้งหมดนี้มีถึง 1,000 กรณีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต และอีกกว่า 1,600 กรณีป่วยเป็นโรคที่มีความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย

 

boy-with-chicken-pox

2.วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

ทางตะวันตกของรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบการแพร่กระจายของโรคอีสุกอีใสเป็นจำนวนมาก นักระบาดวิทยายืนยันว่ากว่าร้อยละ 97 ของประชากรเด็กในพื้นที่ดังกล่าวเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาแล้วทั้งสิ้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค สำนักงานสาธารณสุขถึงขั้นตำหนิเด็กที่ไม่เข้ารับวัคซีน แต่กระนั้นร้อยละ 97 ของเด็กที่เข้ารับวัคซีนต่างก็ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสและกว่าร้อยละ 85 ของเด็กเหล่านั้นล้วนเป็นเด็กที่เข้ารับวัคซีนครบตามกำหนด

จากรายงานของสำนักงานสาธารณสุข สหรัฐอเมริกา เผยว่าร้อยละ 90 ของเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนจะป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสในช่วงอายุ 12 ปี อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าแม้จะได้รับวัคซีนมาแล้วแต่เชื้อไวรัสยังคงแฝงอยู่และจะมีการแสดงอาการอีกครั้งในภายหลัง

ตามรายงานของวารสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine พบว่าการแพร่กระจายของเชื้ออีสุกอีใสในกลุ่มเด็กในรัฐนิวแฮมเชียร์ แสดงให้เห็นว่าผู้เคยรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมีโอกาสสูงในการติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใสอีกครั้ง

ทั้งนี้มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสในเด็กของสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนที่สูงมากนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 เป็นต้นมา และมีผลทำให้โรคงูสวัดในกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นในภายหลัง เพราะคนที่เคยเป็นโรคงูสวัดจะต้องเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน และเมื่อภูมิต้านทานอ่อนแอลลง จึงกลายเป็นโรคงูสวัด

 

 

MMR

3.วัคซีนป้องกันโรคคางทูม หัด หัดเยอรมัน

ในสหรัฐอเมริกา เด็กๆ จะได้รับวัคซีนป้องกันโรคคางทูมโดยพื้นฐาน ควบคู่ไปกับโรคหัด และ หัดเยอรมัน ( MMR Vaccine ) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกาหรือ CDC ได้แนะนำให้เด็กๆ รับวัคซีนดังกล่าวเข็มแรกเมื่ออายุ 12-18 เดือน และ เข็มที่สอง เมื่ออายุ 4-6 ขวบ

ทั้งนี้ คางทูมถูกจัดให้เป็นเชื้อโรคทั่วไปสำหรับเด็ก ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปก็เหมือนได้ความคุ้มครองระยะยาว ฉีดวัคซีนไว้ป้องกันแม้มันจะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร

แต่ก็มีบางกรณีที่เชื้ออาจพัฒนาไปสู่อาการร้ายแรง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า วัคซีนรวมที่ประกอบไปด้วยสารชีวพิษหลายตัว หนึ่งในนั้นคือ อลูมินัม ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการคางทูมขั้นรุนแรง

คณะกรรมการชดเชยการเจ็บป่วยจากการฉีดวัคซีน หรือ The federal Vaccine Injury Compensation Program (VICP) รายงานในปี 2012 ว่า มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจาก การฉีดวัคซีนรวม MMR จำนวน 898 ราย ในจำนวนนี้มี 56 คนเสียชีวิตและอีก 842 ป่วยขั้นรุนแรง

ในปีเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลวัคซีนแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา พบกรณีร้ายแรง 6,058 กรณี อันเกี่ยวเนื่องจากวัคซีนป้องกันหัด ซึ่งเริ่มฉีดให้กับประชาชนโดยเฉพาะเด็กๆ ทั่วไปมาตั้งแต่ปี 1990 และในจำนวนนี้ มากกว่าครึ่งเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ที่สำคัญ ผู้ที่ได้รับวัคซีน MMR มีโอกาสเป็นหัดได้อีกเพราะไม่ว่าใคร ร่างกายต่างก็มีสิทธิที่จะไม่ตอบสนองต่อวัคซีนได้ทั้งในแง่ประสิทธิภาพหรือระยะเวลาการป้องกัน โดยเฉพาะแม่ที่ได้รับวัคซีนก็ไม่สามารถส่งต่อภูมิคุ้มกันไปยังลูกในท้องได้

 

 

DTaP

4. วัคซีนป้องกัน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน หรือ DTaP
ช่วงปี 2011 ที่ไอกรนระบาดในสหรัฐ นักระบาดวิทยาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ยอมรับว่าวัคซีนอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุ ทั้งนี้เพราะความเป็นวัคซีนรวม อันอุดมไปด้วยชีวพิษหลายชนิด เช่น ฟอมัลดีไฮด์ , อลูมินัม ไฮดรอกไซด์ , อลูมินัมฟอสเฟต ,ทิเมอรอซอล และ โพลีซอร์เบต 80 นั่นหมายความว่า ทุกๆ วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน นั้นประกอบด้วย คาร์ซิโนเจนิก ,นูโรทอกซิค, อิมมูโนทอกซิค และ สเตอริลิตี้ คล้ายๆ กับที่มีในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และส่วนผสมทางเคมีเหล่านี้ จะไปสะสมในร่างกายเด็กในรูปของวัคซีนที่ฉีดเข้าไป และยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณเข็ม

ทั้งนี้ไอกรน เป็นเชื้อโรคที่มีวงจรตามธรรมชาติ การแพร่ระบาดของเชื้อจะเกิดทุกๆ 4-5 ปี ไม่ว่าคนจะฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมากหรือวัคซีนจะมีประสิทธิภาพแค่ไหนตาม แต่การแพร่ระบาดก็ยังมีอยู่ปกติ

มีการประมาณคร่าวๆ ว่า วัคซีน DTaP ที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาในช่วง 1950-1990 ประสบความสำเร็จราว 63-94 เปอร์เซ็นต์ และประสิทธิภาพการคุ้มกันจะลดลง40 เปอร์เซ็นต์หลังจากฉีดไปแล้ว 7 ปี

การศึกษาชุดเดียวกันยังพบอีกว่า ในกลุ่มผู้ฉีดอายุ 2-7 ปี วัคซีนจะมีประสิทธิภาพแค่ 41 เปอร์เซ็นต์ และ ในอายุ 8-12 ปี ความไร้ประสิทธิภาพของวัคซีนจะอยู่ที่ 24 เปอร์เซ็นต์

 

 

HPV

5.วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือ HPV

เป็นเวลาเกิน 10 ปีมาแล้ว ที่วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกถูกโปรโมทว่าเป็นวัคซีนที่จำเป็นสำหรับสุภาพสตรีวัยต่างๆ และถ้าฉีดป้องกันไว้ตั้งแต่เด็กก็ยิ่งเพิ่มการป้องกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลอีกด้านเรื่องความเปล่าประโยชน์ของวัคซีนดังกล่าวก็มีเข้ามาเป็นระยะ

ในสหรัฐอเมริกา วารสารของสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาก็เคยตีพิมพ์บทความทางวิชาการที่ว่าด้วยความไม่มีประสิทธิภาพของวัคซีน โดยนเฉพาะวัคซีน Gardasil (FDA หรือองค์การอาหารและยาสหรัฐ อนุมัติให้ใช้ในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 9 ปีจนถึง 26 ปีเพื่อป้องกัน มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด และมะเร็งช่องคลอด ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อ HPV) โดยให้ข้อมูลสำคัญว่า นอกจากจะไม่ป้องกันแล้วยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อ HPV เพิ่มมากขึ้น

ที่ประเทศไทย ดร.นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เคยกล่าวว่า จากการวิจัย “ผลกระทบจากกลยุทธ์การตลาดของวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี (HPV) ที่เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งปากมดลูก” โดยสำรวจหญิงไทยอายุระหว่าง 12-50 ปี จำนวน 160 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 62 เปอร์เซ็นต์ เข้าใจผิดว่าผู้ได้รับเชื้อ HPV ต้องเป็นมะเร็งปากมดลูกทุกคน แต่ข้อเท็จจริงคือ ผู้ได้รับเชื้อเอชพีวีมีโอกาสน้อยมาก ที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูก เพราะโดยทั่วไปผู้หญิงที่ได้รับเชื้อไวรัส HPV และเกิดความผิดปกติเล็กน้อยที่เยื่อบุปากมดลูก

“ผู้หญิง 1 ใน 3,000 คน ร่างกายจะมีกลไกในการกำจัดเชื้อไวรัสได้และจะหายเป็นปกติได้เองภายใน 2 เดือนถึง 1 ปีโดยไม่ต้องทำการรักษาใดๆ” ดร.นพ.วิโรจน์กล่าวอีกว่าความเชื่อที่ว่า วัคซีน HPV สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยข้อเท็จจริงได้ผลเพียง 70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

*******************************************

ที่มา : realfarmacy.com

 

สนับสนุนโดย

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

เป็นหญิงแกร่งหลังบ้าน WAY ที่แท้จริง อาจมีผลงานปรากฏสู่สายตาไม่ถี่บ่อยนัก แต่ทุกชิ้นรับประกันคุณภาพจากประสบการณ์ในสายงานข่าวที่คลุกคลี ทั้งสัมภาษณ์ บันเทิง และไลฟ์สไตล์

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ5 วัคซีนเสี่ยง สำหรับเจ้าตัวน้อย