ยกเลิก ม.370: เกิดอะไรขึ้นที่อินเดีย เมื่อจัมมู-แคชเมียร์สูญเสียสิทธิพิเศษและอำนาจปกครองตนเอง

สัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือของผู้คนในรัฐจัมมู-แคชเมียร์ (Jammu and Kashmir) ถูกตัดขาดตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2019 รัฐบาลออกประกาศห้ามชุมนุมเกินสี่คน และเมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้น กองกำลังกึ่งทหารก็ประจำอยู่ทุกมุมถนน ถนนสายหลักถูกปิด มีข่าวมาว่ากองกำลังเสริมกำลังเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ประชาชนที่ตื่นตระหนกหลายคนไม่กล้าออกจากบ้าน

แล้วก็มีประกาศออกมาเมื่อราว 11 โมงเช้า เฉลยถึงสาเหตุที่ต้องมีการเตรียมการปิดตายทั้งรัฐไว้ล่วงหน้า

“จะมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกับรัฐจัมมู-แคชเมียร์”

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคภารตียชนตา (Bharatiya Janata Party: BJP) รัฐบาลพรรคชาติอนุรักษ์นิยมฮินดู นำโดย นเรนทระ โมดี ประกาศยกเลิกมาตรา 370 ปิดฉากกฎหมายซึ่งเคยเป็นเสมือนเครื่องประกันสิทธิพิเศษของรัฐจัมมู-แคชเมียร์มานานกว่า 70 ปี

มาตรา 370

ในปี 1947 อินเดียและปากีสถานปลดแอกตัวเองออกจากสถานะประเทศราชของอังกฤษ ผู้ปกครองรัฐมหาราชา (รัฐพื้นเมือง) จัมมู-แคชเมียร์ ในยุคนั้นตกลงเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย ตอบแทนที่อินเดียช่วยป้องกันดินแดนจากการรุกรานของชนเผ่าปากีสถาน จากนั้นจัมมู-แคชเมียร์จึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องมีทหารอยู่ประจำการมากที่สุดในโลก และเป็นศูนย์กลางความรุนแรงเรื่องการแย่งชิงดินแดนระหว่างอินเดียและปากีสถานมากกว่าหกทศวรรษ

มาตรา 370 ของรัฐธรรมนูญอินเดีย เกิดขึ้นในปี 1949 สองปีหลังจากจัมมู-แคชเมียร์ตัดสินใจเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย แทนที่จะควบรวมกับปากีสถาน ประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่มากเหมือนกัน อำนาจของมาตรานี้ทำให้รัฐจัมมู-แคชเมียร์มีกฎหมายรัฐธรรมนูญและธงชาติเป็นของตัวเอง รวมถึงมีอิสรภาพและอำนาจในการปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์ เว้นเพียงเรื่องงบประมาณ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การป้องกันตนเอง และการสื่อสารเท่านั้นที่ยังขึ้นกับอินเดีย

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเติมข้อกำหนดย่อย 35A ที่หยิบยื่นสิทธิพิเศษแก่บุคคลที่มีถิ่นพำนักถาวรในจัมมู-แคชเมียร์เท่านั้น เช่น สิทธิ์เป็นข้าราชการท้องถิ่น สิทธิ์ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่คนนอกหรือสตรีพื้นเมืองที่แต่งงานกับชายนอกรัฐจะหมดสิทธิ์นี้ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ความเป็นมุสลิมในพื้นที่เอาไว้

นเรนทระ โมดี
นเรนทระ โมดี

สร้างความเจริญหรือกำจัดชาวอิสลาม

รัฐบาลพรรค BJP ไม่ได้เพิ่งตัดสินใจปุบปับ แต่มีการประกาศออกมาเป็นแคมเปญตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ซ้ำยังได้รับคะแนนจากประชาชนอย่างถล่มทลาย พรรค BJP อ้างว่ามาตรา 370 นี้เองเป็นตัวขัดขวางความเจริญทางเศรษฐกิจของจัมมู-แคชเมียร์ เนื่องจากไม่มีการลงทุนจากภายนอก ทำให้รัฐขาดรายได้พึงมี ลิดรอนสิทธิสตรีที่ถูกตัดสิทธิ์ในสินทรัพย์หากแต่งงานกับชาวต่างถิ่น และขัดขวางการบูรณาการร่วมกับอินเดีย

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่าการเพิกถอนอำนาจปกครองตนเองอาจเป็นข้ออ้างปูทางไปสู่การเปิดโอกาสให้คนรัฐอื่นเข้ามาจับจองที่ดินในรัฐจัมมู-แคชเมียร์ ดินแดนเดียวในอินเดียที่ศาสนาอิสลามยังเป็นศาสนาหลัก

“พวกเขาเพียงแต่ต้องการยึดครองที่ดินของเรา และเปลี่ยนรัฐที่อุดมไปด้วยชาวมุสลิมให้เป็นเหมือนรัฐอื่นๆ ผลักให้เรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีปากเสียง” เมห์บูบา มัฟติ (Mehbooba Mufti) อดีตมุขมนตรีของจัมมู-แคชเมียร์กล่าว เธอถูกจับกุมเมื่อคืนวันจันทร์ร่วมกับแกนนำทางการเมืองอื่นๆ ของจัมมู-แคชเมียร์

 

ความท้าทายทางกฎหมาย

พรรคฝ่ายค้านของอินเดียเรียกการกระทำของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี (Narendra Modi) ว่า ‘ไม่เป็นประชาธิปไตย’ และแม้ว่ารัฐจัมมู-แคชเมียร์จะถูกปิดตายจากสัญญาณสื่อสารเกินกว่า 24 ชั่วโมง อดีตมุขมนตรีเมห์บูบาก็ยังคงทวีตวิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลกลางว่า ‘ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ’

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวจาก BBC รายงานว่า การยกเลิกกฎหมายรับรองอำนาจอธิปไตยในครั้งนี้จะพลิกความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเดลี เมืองหลวงของอินเดีย และเขตปกครองตนเองไปอย่างถาวร

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและทนายศาลฎีกาออกมาเตือนว่า ความพยายามของรัฐบาลอินเดียในการควบรวมดินแดนจัมมู-แคชเมียร์น่าจะเผชิญความท้าทายด้านข้อกฎหมาย เนื่องจากโดยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากสภานิติบัญญัติของท้องถิ่นก่อน แต่ในความเป็นจริง กฤษฎีกายกเลิกมาตรา 370 ออกมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการปิดตายพื้นที่พิพาทเท่านั้น

หนึ่งวันหลังจากการประกาศยกเลิกมาตร 370 อามิต ชาห์ (Amit Shah) รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของอินเดียก็เสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภาผู้แทนราษฎรประเทศอินเดีย หรือ ‘โลกสภา’ ให้แบ่งแยกจัมมู-แคชเมียร์ออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือแคชเมียร์ รัฐมุสลิม และจัมมู รัฐฮินดู ส่วนที่สองคือลาดักห์ รัฐพุทธที่มีพื้นเพใกล้เคียงกับทิเบต และเปลี่ยนสภาพจากรัฐ ซึ่งข้าราชการท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจได้เอง ให้กลายเป็นดินแดนสหภาพ (union territory) ที่ต้องขึ้นตรงกับกรุงเดลี หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านชั้นวุฒิสภา หรือ ‘ราชย์สภา’ แล้วเมื่อวาน ด้วยเสียงโหวต 2 ใน 3

การตัดสินใจของพรรค BJP ในครั้งนี้ทำให้คู่ขัดแย้งตลอดกาลอย่างปากีสถานออกมาประณามว่าเป็น ‘เรื่องผิดกฎหมาย’ ที่จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อสันติภาพและความมั่นคงระดับภูมิภาค และจะ ‘ทำทุกวิถีทาง’ เพื่อตอบโต้การเพิกถอนมาตรา 370 โดยเช้านี้ได้มีการประชุมรัฐสภาที่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของประเทศปากีสถานถึงเรื่องนี้ด้วย มีรายงานว่านายทหารระดับสูงของปากีสถานก็เข้าร่วมการพูดคุยด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิงข้อมูลจาก:
bbc.com
bbc.com
aljazeera.com
aljazeera.com
cnbc.com
indiatoday.in
edition.cnn.com
aljazeera.com

 

Author

ชนฐิตา ไกรศรีกุล
First Jobber ที่ผันตัวจากนักศึกษาเศรษฐศาสตร์-การสื่อสารมวลชนมาเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยด้านแรงงาน เป็นชาวเชียงใหม่ที่มีกรุงเทพฯ เป็นบ้านหลังที่สอง และเพิ่งจะยึดแม่สอดเป็นบ้านหลังที่สาม เชื่อว่าตัวเองมีชะตาต้องกันกับพื้นที่ชายแดนและประเด็นทุกข์ร้อนของคนชายขอบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า