CULTURE - 51/52 - waymagazine.org | นิตยสาร WAY
CULTURE
1   ที่ดินเล็กๆ ผืนนี้ เฒ่าแวงได้รับเป็นมูนมรดกจากบรรพชน ที่ดินเพียงน้อยนิดไม่ถึงไร่ผืนนี้คือส่วนหนึ่งจากทั้งหมดที่ได้รับมรดกซึ่งพ่อแกยกให้ บรรดาพี่น้องทั้งหมดของเฒ่าแวงก็ได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมจากพ่อแล้วเช่นกัน ทีแรกที่พ่อปันให้ เฒ่าแวงบ่ค่อยพอใจนักดอก ที่ดินมันน้อย แถมขยับขยายออกไปทางใดก็ไม่ได้ แต่พออยู่ไปอยู่มาแกก็ทำใจ ยังไงยังดีกว่าไม่ได้ที่ในหมู่บ้าน ที่ไม่พอใจก็เพราะปัญหาบางประการที่เกิดจากน้ำจิตน้ำใจอันแห้งแล้งของเพื่อนบ้าน รวมทั้งความด้อยพัฒนาของถนนหนทางที่ทอดผ่านที่ดินผืนนี้เท่านั้น เหล่านี้ก็เป็นต้นว่า แนวเนินฟากสามเหลี่ยมทางทิศเหนือที่ติดกับสวนกล้วยพ่อใหญ่พรหมผู้เป็นนายฮ้อยเก่า เฒ่าที่เคยไล่ควายข้ามดงพญาไฟคนนี้ วางแนวหลักฮั้วตั้งสูงลิ่ว ไม่ปรารถนาที่จะเผื่อแผ่ช่องทางออกสู่ทุ่งกว้างแก่ผู้ใด แม้แกตายไปนานปีแล้วลูกหลานก็ยังคงนำเชื้อสืบแนวเห็นแก่ตัว จากแค่ฮั้วไม้แดงธรรมดา บัดนี้ได้กลายเป็นกำแพงอิฐหนาทึบปานแผ่นผา ด้านตะวันออกก็เป็นที่ดินนายฮ้อยอีกคน ซึ่งมารุ่งโรจน์ในยุคหลัง ยุคที่เฒ่าแวงยังเป็นบ่าวส่ำน้อย นายฮ้อยที่ว่าก็ออกจะจิตใจคับแคบพอกัน เขาปักเขตแดนด้วยลวดหนาม ไม่ยอมให้สิ่งใดกล้ำกรายพื้นที่ได้เลย โดยเฉพาะควายเปลี่ยวที่มักจะมาสร้างปัญหา เกิดการปะทะอย่างรุนแรง และควายตัวเมียที่อาจมาเกาะแกะควายผู้ที่เขาจะลำเลียงสู่โรงฆ่าสัตว์ที่กรุงเทพฯ มีเพียงทิศใต้ซึ่งเป็นทางเข้าไปสู่หมู่บ้านชั้นในเท่านั้น ที่พอจะเป็นเส้นทางสัญจรสู่โลกภายนอกของเฒ่าแวง และครอบครัวได้ ทว่ามันก็ไม่ค่อยสะดวกนักดอก ทางเข้าบ้านดงบงอุดมด้วยโสกลึกเหมือนสายห้วย หน้าแล้งเป็นปลักทราย เวลาควายงัวไทบ้านย่ำตีนผ่านเช้าเย็นยืนขี้เยี่ยว ดินทรายอมกลิ่นมูลสัตว์ได้ดียิ่งและมันมีผลทำให้คนอยู่ตรงนี้ต้องเผชิญกลิ่นไม่พึงประสงค์ตลอดเวลา ตกหน้าฝนเส้นทางไม่มีร่องน้ำระบาย น้ำจากหมู่บ้านชั้นในไหลเซาะกัดกินพื้นที่เข้ามาทุกที บางปีน้ำออกแก่งหลากท้นลำห้วยขึ้นมาจนถึงตีนแคร่ใต้ถุนเฮือน หลังน้ำลดแกพบว่าพลังน้ำกัดกินโคนเสาเฮือนตัวเองไปหลายต้น แล้งอีกคราวถึงได้ขนดินถมขึ้นใหม่ นำความลำบากลำบนมาสู่คนในเฮือนเฒ่าแวงอย่างยิ่ง แม้ปัญหาอย่างว่ารุมเร้า แต่แกและครอบครัวก็สุขสบายดี อยู่เฮือนหลังนี้แกหากินไม่ขาดเขิน ปูปลานาน้ำในไร่ในหนองล้วนแต่อุดมสมบูรณ์เพียบพร้อม แต่หลังจากเมียคลอดลูกคนที่เก้า และพี่ชายคนติดแก ที่ชื่อเฒ่าวังซึ่งเป็นทหารเก่า ป่วยด้วยโรคประสาท ต้องตกกลายมาเป็นภาระเลี้ยงดูของแก ความเป็นอยู่เริ่มฝืดเคือง […]
บทความคราวก่อน เราเล่าไปแล้วว่า ยุค Impressionism มาจากไหน แล้วทำไมรูปถึงมีสีแตกๆ มองเป็นภาพมัวๆ ไม่ชัด แต่ศิลปะในยุค Impressionism นอกจากภาพวาดแล้ว ก็มีอีกอย่างที่แตกตัวเหมือนกัน สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถรับรู้ด้วยตา แต่รับรู้ได้ด้วยหู นั่นก็คือ! คอตตอนบัต!!! ไม่ใช่! เพลงค่ะ! เพลง! เพลงในยุค Impressionism มีลักษณะเด่นอย่างนึงคือ เสียงมันจะกรุ๊งกริ๊งๆ เหมือนเวลาที่เอามือไปรูดระฆังราวแล้วมันกรุ๊งกริ๊งๆ ตามมือ หรือก็คือการที่นักแต่งเพลงหยิบคอร์ดของเพลงนั้นออกมาเล่นทีละโน้ตเรียงกัน ดังนั้นเวลาเล่นเพลงในยุค Impressionism แล้ว แทนที่จะเล่นคอร์ดหลายตัวพร้อมกันปรึ๊งเดียว เขาก็จะเล่นคอร์ดให้ไล่ๆ แตกๆ ไปแทน ถ้าจะให้เห็นภาพ ลองเอาเพลงนี้ไปฟังค่ะ เพลงนี้ชื่อ ‘Arabesque No.1’ โดย Claude Debussy ถ้าฟังดีๆ เราจะสังเกตว่าคอร์ดของเพลงจะไม่เล่นพร้อมกันทีเดียว แต่จะเป็นโน้ตที่ไล่ๆๆๆ กันไปเรื่อยๆ แทน ความตลกก็คือ ในขณะที่ฝั่งจิตรกรรมมีลุง คล็อด โมเนต์ (Claude Monet) เป็นพ่อใหญ่ในวงการ ฝั่งดนตรีเองก็มีตาลุง คล็อด […]