ประชาธิปไตยในวงเจ้าพ่อ

Election Movie

Election 1 (2005)

Election 2 (2006)

Genre: Action, Thriller

Directed by: Johnnie To

 

ยุคหนึ่งบ้านเราแทบจะเรียกได้ว่าถูกฮ่องกงครองตลาดหนังเบ็ดเสร็จ นับแต่ความสำเร็จของละครทีวี เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ จนถึงหนังใหญ่ โหด เลว ดี มีหนังเจ้าพ่อตามมาอีกเป็นพรวน ทั้งประเภทยิงกันทั้งเรื่องไปจนถึงหักเหลี่ยมเฉือนคม ทว่าไม่มีสิ่งใดจีรัง เมื่ออังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้แก่จีนหลังหมดสัญญาเช่าในปี 1997 วงการหนังฮ่องกงซบเซาพร้อมๆ กับกระแสคนดูหนังบ้านเราที่เทใจให้หนังฮอลลีวูดมากกว่า ‘หนังเจ้าพ่อ’ จึงกลายเป็นหนังตกเทรนด์ในไทย แต่ฮ่องกงเขายังทำอยู่เรื่อยๆ

สาเหตุหนึ่งคงเพราะวัฒนธรรมเจ้าพ่อฝังรากอยู่ในสังคมฮ่องกงตั้งแต่ยุคแรกก่อตั้งประเทศ ภายใต้การรวมกลุ่มที่เรียกกันว่า Triad หรือ สมาคมเทียนตี้ (天地, Tiān Dì บ้านเราเรียก ‘อั้งยี่’) ซึ่งสืบย้อนรากไปได้ถึงสมัยครั้งพระเจ้าคังซีครองแผ่นดินจีน เมื่อวัดเส้าหลินถูกราชสำนักส่งกำลังทหารบุกเผาวัดเพราะกลัวพระในวัดซ่องสุมกำลังล้มราชวงศ์ชิง พระห้ารูปที่เหลือรอดชีวิต จึงรวมตัวกันก่อตั้งสมาคมลับขึ้นเพื่อ ‘โค่นชิงฟื้นหมิง’ (反清復明, Fǎn Qīng Fù Míng) โดยสืบทอดสมาคมนี้ต่อๆ กันมา ขยายฐานสมาชิกไปจนถึงยุคที่ชาวจีนอพยพไปตั้งรกรากยังประเทศอื่น สมาคมนี้ก็มีวัตถุประสงค์ช่วยชาวจีนโพ้นทะเลยังประเทศนั้นๆ ให้รวมกันเป็นปึกแผ่น และมีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลท้องถิ่นได้ด้วย

Election (2005) สมมุติเรื่องให้เกิดขึ้นในช่วง ‘เลือกตั้ง’ เจ้าพ่อคนใหม่ของสมาคมเจ้าพ่อชื่อ Wo Luen Shing ในฮ่องกง ในหนังระบุว่าสมาคมนี้สืบทอดจากสมาคมเทียนตี้ โดยยังยึดกฎการเลือกผู้นำที่สืบทอดมายาวนานไว้ดังนี้

  1. สมาชิกอาวุโสเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งขึ้นมา
  2. ต้องได้รับเสียงโหวตจากสมาชิกอาวุโสเป็นเอกฉันท์
  3. การแต่งตั้งจะสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อผู้นำได้รับมอบ ‘กระบองหัวมังกร’ จากผู้นำคนก่อน
  4. ผู้นำจะดำรงวาระได้สองปี ไม่มีการต่ออายุเก้าอี้ไปอีกวาระ

กฎเจ้าพ่อมีไว้เพื่อป้องกันการเกิดสงครามแย่งชิงอำนาจขึ้น ครั้งนี้มีผู้ท้าชิงสูสีกันระหว่างเจ้าพ่อหนุ่มใหญ่สองคนคือ อาล๊ก (เยิ่นต๊ะหัว) และ บิ๊กดี (เหลียงเจียฮุย) ทั้งสองต่างกันสุดขั้ว อาล๊กใจเย็นพึ่งได้ ขณะที่บิ๊กดีบ้าเลือดวู่วาม บิ๊กดีต้องการตำแหน่งมากถึงขั้นไล่ล็อบบี้สมาชิกอาวุโส แต่ผลโหวตสุดท้ายกลับพลิกล็อค เมื่อสมาชิกอาวุโสไม่คิดเสี่ยงกับบิ๊กดี แถมคนที่ถูกล็อบบี้ยังโดนแฉกลางวงประชุม ในที่สุดอาล๊กจึงได้รับเลือกแทน ยังผลให้บิ๊กดีเป็นเดือดเป็นแค้น ตามล่าสมาชิกรายคน แถมยังยึดกระบองหัวมังกรเอาไว้กับตัว เพื่อเจรจราให้อาล๊กยกตำแหน่งเจ้าพ่อแก่ตนแทน

ความมันของหนังไม่ได้มีแค่การชิงเหลี่ยมระหว่างสองผู้ท้าชิงตำแหน่ง แต่ยังมีกลุ่มตัวละครรุ่นใหม่ นำโดย จิมมี่ (กู่เทียนเล่อ) ที่อาล๊กรวบรวมกำลังพลเพื่อสู้กับบิ๊กดี คนหนุ่มเหล่านี้ช่างต่างจากเหล่าอาวุโสที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง พวกเขาไม่ต่างกับทหารเลวที่ต้องออกหน้าไปตายในสนามรบ สู้เพื่อชิงกระบองหัวมังกรคืนมา เสี่ยงภัยกับตำรวจและฝ่ายบิ๊กดีไล่ล่า

อีกด้านหนึ่งหนังฉายให้เห็นแง่คุณธรรมน้ำมิตรที่เหล่าคนหนุ่มยึดถือร่วมกัน แม้เคยเป็นศัตรูไม่ถูกหน้า แต่พอรู้ว่ามีเป้าหมายร่วมกัน พวกเขาก็พร้อมจะลืมความรู้สึกส่วนตัวเพื่อส่วนรวม สิ่งที่น่าสนใจคือคนหนุ่มเหล่านี้เชื่อถือในระบบการ ‘เลือกตั้ง’ ในสมาคม เพราะพวกเขาเองแม้ไม่มีสิทธิโหวต แต่ก็เข้าร่วมกับอาล๊กเพราะเชื่อว่านี่คือผู้นำที่ตัวเองต้องการจริงๆ

ขณะเดียวกันก็ใช่จะไม่มีฝ่ายเห็นต่าง บิ๊กดีมองว่าระบบ ‘เลือกตั้ง’ นี้ไม่เป็นธรรม เพราะพวกผู้อาวุโสยึดติดในภาพลักษณ์ที่แสนดีของอาล๊กเกินไป บิ๊กดีถึงขั้นเจรจากับอาล๊กขอเป็น ‘ผู้นำร่วม’ แม้ประวัติศาสตร์จะบอกว่าไม่เคยปรากฏว่ามีเจ้าพ่อสองคนมาก่อน และเมื่อหนังถึงบทสรุป คนดูก็ยังจะเห็นว่าระบบยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ ที่สุดแล้วคนที่ถูกเลือกก็ต้องได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ตามมติ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือเลวก็ตาม

ถ้าบทสรุปในภาค 1 คิดว่านั่นคือจุดจบของผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้รีบดูภาค 2 ต่อในทันที เพราะหนังเล่าข้ามไปอีกสองปีข้างหน้า เมื่ออาล๊กใกล้หมดวาระ และเริ่มคิดหาหนทางนั่งเก้าอี้ต่ออีกหน นำมาสู่การทำผิดกฎสมาคมและล้มระบบเลือกตั้งที่ในภาคแรกตัวเขานั่นแหละ เป็นคนทำทุกทางเพื่อปกป้องมันอย่างหน้ามืดตามัว

Election Movie

ประโยคสำคัญของหนังภาค 2 อยู่ในฉากที่อดีตผู้นำอาวุโสพูดกับอาล๊กว่า อำนาจเป็นสิ่งเสพติด เขาเองในอดีตก็เคยคิดหลงอยากจะอยู่ในตำแหน่งต่อ แต่ก็มาตระหนักได้ว่าในบั้นปลายชีวิต เราต้องการแค่ความสงบเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจ อาล๊กเลือกที่จะไม่เชื่อ ทำตามเป้าหมายของตน ทำให้เขาต้องเปิดศึกชิงตำแหน่งกับจิมมี่

ภาคนี้จากเคยเป็นลูกน้องเก่า จิมมี่กลับขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งด้วยความจำเป็น หนังฉลาดที่ทำให้คนดูเห็นว่าจิมมี่วางตัวเป็นนักธุรกิจมาตลอด ไม่เคยมองตัวเองเป็นเจ้าพ่อ การเดินสายนักเลงสำหรับจิมมี่ก็เพียงเพื่อได้รับสิทธิคุ้มครอง รอดพ้นจากสายตาตำรวจ ให้เขาทำธุรกิจเถื่อนได้สบาย จิมมี่ในภาคนี้ร่ำรวยในจีนและมีโครงการเมกะโปรเจ็คท์ที่นั่น แต่เขาไม่มีอำนาจจะดันโครงการผ่านระบบเส้นสายในจีนสำเร็จ หนทางเดียวที่จะทำได้คือต้องเป็น ‘เจ้าพ่อ’ เท่านั้น

หนังเล่นล้อกับสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ฮ่องกงคืนสู่จีน ทุนมหาศาลบนแผ่นดินใหญ่ดึงดูดให้นักลงทุนฮ่องกงจำนวนมากย้ายฐานไปยังจีน ไม่เว้นกระทั่งคนทำหนังที่มองเห็นขุมทองบนแผ่นดินจีน แล้วละทิ้งเกาะเล็กๆ อย่างฮ่องกงไป เช่นเดียวกับจิมมี่ที่มองว่าอนาคตของเขาอยู่ที่จีน ไม่ใช่เป็นเจ้าพ่อที่ฮ่องกง เพราะสำหรับจิมมี่ การตัดสินใจเป็นเจ้าพ่อก็เพื่อใช้เส้นสายสานฝันให้สำเร็จ แล้วรอเวลาอีกสองปีข้างหน้าเพื่อทิ้งตำแหน่งไปชั่วชีวิต

หากความมันของภาคนี้ไม่ใช่แค่การชิงเหลี่ยมระหว่างอาล๊กกับจิมมี่ แต่ยังกลายเป็นว่าเหล่าพี่น้องที่ร่วมสาบานต่อสู้เคียงข้างกันมาในภาคแรก กลับกลายเป็นศัตรูห้ำหั่นกัน เพราะทุกคนมองว่าตนสามารถขึ้นเป็นเจ้าพ่อได้ ยุคสมัยของคนรุ่นอาล๊กได้จบลงไปแล้ว นี่คือยุคของคนหนุ่มอย่างพวกเขาต่างหาก คนดูจะได้เห็นว่าแม้กระทั่งจิมมี่ที่มือสะอาดสุดในภาคแรก ยังต้องมือเปื้อนเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภาคนี้ แถมจิมมี่ไม่ได้เอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยง แต่ยังรวมถึงชีวิตภรรยาด้วย

บทสรุปของภาค 2 เหนือชั้นยิ่งกว่าภาคแรกไปอีก เมื่อระบบเลือกตั้งที่เหล่าเจ้าพ่อเทิดทูนมาทั้งสองภาค ถูกอำนาจทุนใหม่ในจีนบีบให้ล้มล้างไป จิมมี่ต้องเลือกระหว่างเขาจะยึดมั่นในระบบที่สร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อพี่น้องทั้งหมดในสมาคม หรือทำลายมันทิ้งเพื่ออนาคตของตัวเองคนเดียว

Election ไม่ใช่หนังที่ตั้งคำถามถึงระบบ แต่ตั้งคำถามถึงคน เพราะแม้แต่ในวงการมาเฟียอย่างที่หนังเลือกเล่า ระบบเลือกตั้ง สิทธิเสียง และการเคารพในกฎกติกาก็ยังเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดเช่นเดียวกับในวงสังคมอื่นๆ ทว่า ‘คน’ ต่างหากที่หนังเลือกสำรวจตรวจสอบผ่านคนในวงมาเฟียสามรุ่น ซึ่งอาจเทียบได้กับคนฮ่องกงสามรุ่น ผู้อาวุโสคือกลุ่มที่เกิดในแผ่นดินใหญ่แล้วอพยพมาอยู่ฮ่องกง หรือเท่ากับพวกเขาเป็นคนจีนโพ้นทะเลรุ่นแรก ขณะที่รุ่นกลางคือกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ที่เติบโตหลังจากคนจีนรุ่นแรกปักหลักลงฐานในแผ่นดินใหม่ได้แล้ว ทำงานต่อยอดจากฐานที่คนรุ่นแรกบุกเบิกไว้ ยกระดับกลายเป็นชนชั้นกลางค่อนไปสูง

ขณะที่กลุ่มสุดท้าย กลุ่มคนรุ่นใหม่ พวกเขาเติบโตมาพร้อมสายตาแห่งการตั้งคำถามถึงระบบและขนบอันเดิม พวกเขามองว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข พวกเขามองว่าโอกาสควรเสมอภาคกันไม่จำกัดแค่วัยวุฒิอีกต่อไป และระบบสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่ออยู่ให้สังคมโดยรวมอยู่รอดต่อไปได้ การต่อสู้ในภาค 2 จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างรุ่นที่แกนเปลี่ยนมาเน้นรุ่นเล็กประทะรุ่นกลาง ขณะที่รุ่นใหญ่โดนล้างบางและลดทอนอำนาจจนหมดสิ้นไป

ไม่ว่าเกมอำนาจจะเป็นเช่นไร ระบบที่วางเพื่อคัดกรองและป้องกันวิกฤติของการชิงอำนาจได้ดีมากแค่ไหน ถ้าคนไม่เคารพกฎกติกา ทำลายมันเสียเอง ในท้ายสุดมันก็จะส่งผลให้เห็นต่อเนื่อง เช่นที่ Election 1-2 พูดถึงการสะเทือนระหว่างจุดเปลี่ยนเล็กๆ ระหว่างสงครามแย่งชิงตำแหน่งในภาคแรก ที่ส่งผลสะท้อนให้เห็นชัดในภาคที่ 2

เมื่อผู้ใหญ่ไม่เคารพกฎเสียเองแล้ว ก็ต้องกล้ายอมรับการท้าทายกฎเดิมจากเด็กรุ่นใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้

ชาญชนะ หอมทรัพย์

ชาญชนะ หอมทรัพย์ เกิดในยุคโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนเต็มเมือง ผ่านทั้งยุควิดีโอเทป ติดหนังจีนชุดจนถึงซีรีส์ Netflix ปัจจุบันทำงานเขียนบทภาพยนตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ทั้งไทย-เทศ

ชาญชนะ หอมทรัพย์ประชาธิปไตยในวงเจ้าพ่อ

Related Posts

WAY to READ: ในบางราชอาณาจักร อาจไม่เคยมีการเลือกตั้ง (จริงๆ)

'ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้งหรือไม่' เป็นคำถามที่ยุคหนึ่งถูกยกมาเป็นที่ถกเถียงกันในหลายแนวทาง 'ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง' จะอธิบายรายละเอียดและบริบททางสังคมการเมืองของเยอรมนียุคนั้น

กับดักประชาธิปไตย…ความหวังในมือคนรุ่นใหม่

ในห้วงทศวรรษแห่งความขัดแย้งนับจากรัฐประหาร 2549-2557 ไทยกำลังเผชิญกับดักชุดใหญ่ เราจะบอกอะไรคนรุ่นใหม่เพื่อก้าวพ้นกับดักของประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง (หากมี) ในปีหน้า

เห็นไทยในพม่า: เปรียบเทียบการถ่ายอำนาจกองทัพไว้ในรัฐธรรมนูญ

ความเหมือนประการหนึ่งของพม่าและไทยคือระบอบทหารที่มีอำนาจนำเหนือพลเรือน เมื่อเกิดรัฐประหาร ได้มีการถ่ายโอนอำนาจกองทัพเข้ามาไว้ในโครงสร้างทางการเมืองอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดมาจากตัวบทในรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายทหารร่างขึ้นเอง