มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล: ความรัก ตัวตน และบุคคลในอดีต - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล: ความรัก ตัวตน และบุคคลในอดีต

พุทธศักราช 2539 ‘ภพ’ เด็กหนุ่มในเมืองปางน้อย ได้พบกับ ‘ดิว’ เด็กชายที่ย้ายมาจากเมืองเชียงใหม่ ทั้งคู่ผ่านการเป็นคนแปลกหน้าสู่ความสนิทสนมในเวลาอันรวดเร็ว ความรู้สึกและความสัมพันธ์ของพวกเขาเติบโตจนเกินกว่าที่สังคมในยุคสมัยนั้นจะยอมรับ พวกเขาจึงคอยปกปิดมันไว้และเฝ้ารอวันที่สามารถเลือกทางเดินให้กับชีวิตตัวเองได้ กระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างเข้ามาและแยกเส้นทางชีวิตของทั้งคู่ออกจากกัน

ดิว ไปด้วยกันนะ ภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เขาผู้ห่างหายไปจากจอภาพยนตร์พักใหญ่ และเราต่างจำมะเดี่ยวได้ดีในผลงานอันหลากหลายแนวของเขาตั้งแต่ 13 เกมสยอง (2006) เกรียน ฟิคชั่น (2013) The Eyes Diary คนเห็นผี (2014) จนถึงภาพยนตร์ที่เป็นปรากฏการณ์ของสังคมในยุคหนึ่งอย่าง รักแห่งสยาม (2007) หนังรักวัยรุ่นที่ช่วยให้เราเห็นชีวิตของ LGBTQ อย่างเป็นธรรมชาติ

หากยังจำกันได้ เราต่างถูกหน้าหนังของ รักแห่งสยาม หลอกเอาอย่างจัง ด้วยโปสเตอร์ที่เป็นใครก็ต้องคิดว่าคือหนังที่ว่าด้วยรักวัยรุ่นธรรมดาๆ ทว่ากลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานความเป็นครอบครัวกับ coming of age ได้อย่างลงตัวผ่านสองแกนระหว่าง การเติบโตและการค้นหาตัวเองของวัยรุ่น

มะเดี่ยวกลับมาอีกครั้งพร้อมกับหนังที่เขาบอกว่า คือหนังรักโรแมนติกที่สุดในชีวิต

และอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในบทสนทนาครั้งนี้ คือเรื่องราวระหว่างทางของการสร้าง ดิว ไปด้วยกันนะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่มะเดี่ยวได้ใช้กับคนรัก

มะเดี่ยวในวัยเด็ก เป็นเด็กแบบไหน

ก็เป็นเด็กตลกๆ ไม่เรียบร้อยนะ โดดเรียนประจำ เป็นคนไม่เข้าห้องเรียนเท่าไหร่ เที่ยวเตร่ แต่เราเป็นเด็กวงโยฯ ชอบดนตรี คนจะชอบถามว่า เรามีความเป็นดิวในตัวหรือเปล่า จริงๆ ไม่นะ เรามีเพื่อนมีฝูงเยอะ ร่าเริงพอๆ กับนาง แต่ไม่ได้ย้ายถิ่นฐานบ่อยเท่านั้นเอง

ครอบครัวของคุณรับรู้ไหม

เราไม่บอก เขาก็ไม่ได้ถาม

ยุคนั้นไม่มีใครอยากเปิดตัวหรอก เพราะมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย เราอยู่ในโรงเรียนที่ค่อนข้างจะเป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคม และเราเป็นลูกของคนที่มีหน้ามีตาในสังคม ดังนั้นเรื่องพวกนี้จะละเอียดอ่อนมาก เปิดไม่ได้เลย และไม่ใช่เรื่องที่จะมาคุยกับพ่อแม่ด้วยนะ

อีกอย่างตอนนั้นเราก็เด็ก และไม่ได้คิดโฟกัสเรื่องความรักสักเท่าไหร่ ชอบสนุกสนาน เรียน ทำกิจกรรม เล่นดนตรี เรามีเรื่องอื่นๆ คุยกับพ่อแม่มากกว่าเรื่องความรัก แต่ก็มีเรื่องจุ๊กจิ๊กรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นธรรมดาให้หัวใจมันชุ่มชื่น

บรรยากาศแบบไหนของ LGBTQ ในโรงเรียนที่ถูกเล่าใน ดิว ไปด้วยกันนะ

เราเรียนโรงเรียนชายล้วน ดังนั้นก็จะมีตุ๊ด กะเทย หรือผู้ชายไปเลย โลกนี้จะมีแค่ขาวกับดำ มีกะเทยกับมีผู้ชาย ถ้าคุณเป็นเกย์ แมนๆ บอยๆ คุณก็จะเป็นอีแอบ

แต่ละคำที่มันอยู่ในยุคนั้น คือคำเหยียดทั้งนั้นเลยนะ… ตุ๊ด กะเทย อีแอบ

เพื่อนตุ๊ดก็จะรวมกลุ่มกัน สนุกสนานกัน การยอมรับในสังคมชายล้วนก็จะยอมรับในรูปแบบของการเป็นสีสันเท่านั้น

เราไปอ่านเจอทวิตเตอร์ของคนที่บอกว่า เรื่องแบบนี้ใครจะไปทำกัน เรื่องการประกาศให้นักเรียนไปเข้าค่ายบำบัด แต่มันมีนะ มีจริงๆ เกิดทันกันไหม! คุณไม่เคยเห็นใช่ว่าไม่มี คนเกิดร่วมยุคร่วมสมัยของเราเจออะไรแบบนี้มา โรงเรียนกูเลย

คุณเจอกับอะไรบ้างในสถานการณ์นั้น

โรงเรียนเราเป็นคริสต์นะ ตอนนั้นเราอยู่แค่มัธยมต้นเอง ซึ่งเราก็ไม่ได้ออกสาวเยอะ เป็นเด็กร่าเริงธรรมดา แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีนโยบายจากเบื้องบนว่าให้เด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ สมัยนั้นใช้คำนี้ ‘เบี่ยงเบนทางเพศ’ และด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำไมเขาถึงลุกขึ้นออกมาบอกว่า เด็กๆ ที่เป็นแบบนี้ ให้มารายงานตัว จำได้ว่าถ้าเป็น ม.ปลาย อาจจะต้องไปฝึก รด. เพิ่มหรือทำอะไรสักอย่าง แต่ ม.ต้น ถ้าเป็นแล้วไม่หาย จะไม่ให้ขึ้น ม.4… โกลาหลสิ โรงเรียนชายล้วนด้วย ตุ๊ดเยอะ

ส่วนเราก็ไม่ได้ติดร่างแหไปเท่าไหร่ แต่เราตามเพื่อนไป อยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร จะคุยอะไร ไม่แคร์สายตาคนอื่นเท่าไหร่ว่าเขาจะมองเราอย่างไร ก็ตามเขาไปดู พอไปก็มีคนมานั่งพูดว่า เปลี่ยนได้ก็ให้เปลี่ยนนะ อะไรอย่างนี้ มันมีแบบนี้จริงๆ แล้วประกาศหน้าแถวเลยนะ

ซีนที่คุณไปเจอในค่ายทหารเป็นซีนแบบไหน

ซีนที่เราไปเจอในค่ายทหาร จริงๆ ไม่ได้เล่าไปในหนังเยอะ แตะๆ นิดเดียว แต่ตอนเราเด็ก มันคือการไปฝึกเพิ่ม ซ้ายหันขวาหัน ไปให้โดนตวาด โดนบูลลี่ ด้วยความที่เขาเข้าใจว่ามันจะหายได้ แต่เหตุผลที่เขานำมาใช้ก็คือ สมัยนั้นยังมีความเข้าใจเรื่องโรคเอดส์ไม่ดีนัก การศึกษาและการสื่อสารที่ทำให้เราเข้าใจจริงจังมันไม่เหมือนสมัยนี้ด้วย แต่ก่อนก็จะมีออกทีวีบ่อยๆ ว่า คนติดเอดส์มาจากนั่นนี่นู่น และในกลุ่มชายรักร่วมเพศ บลาๆ พอสารเหล่านี้ไปถึง คนก็ถูกทำให้เข้าใจว่า คนเป็นตุ๊ดก็จะต้องเป็นเอดส์  (หัวเราะ) โลกสมัยนั้นมันเป็นแบบนี้จริงๆ

เราคิดอยู่แล้วว่าเด็กที่ผ่านยุครักแห่งสยามมาแล้วหรือคนที่ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ เขาจะเชื่อว่ามันไม่มี แต่มันมี และสิ่งที่เราเห็นก็คือว่า เพื่อนบางคนเป็นเด็กดี๊ดี ถึงเขาเป็นตุ๊ด แต่เขาเป็นคนฉลาด เรียนเก่ง พอที่บ้านรู้ เขาโดนซ้อม แล้วจากเด็กดีก็กลายเป็น ติดหยูกติดยา พังไปเลย เสียผู้เสียคนจนถึงทุกวันนี้ เขาเป็นเพื่อนสนิทของเราด้วย

มะเดี่ยวในวันนี้กลับไปสำรวจเหตุการณ์ในวันนั้นอย่างไรบ้าง

สิ่งที่เคยเกิดขึ้น มันเกิดจากความหวังดีของผู้ใหญ่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขากำลังแก้ไขสิ่งใดอยู่ เพราะเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาถ้าจะมีตุ๊ดมีกะเทยอยู่บนโลกใบนี้ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นเกิดอะไร ทำไมถึงมีแคมเปญแบบนั้นขึ้น แต่มันทำลายอนาคตของคน ทำลายความฝัน ทำลายอะไรหลายๆ อย่างของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ มันเจ็บปวดในความรู้สึกนะ

ความฝันของเด็กชายมะเดี่ยวคืออะไร

เด็กมากจริงๆ อยากเป็นหมอ แต่พอดีเรียนไม่เก่ง ตกเลขตลอดเวลา ก็เลยอยากเป็นนักดนตรี อยากทำงานศิลปะ

แต่กับการทำหนัง น่าจะเริ่มขึ้นช่วงประมาณ ม.ปลาย เราชอบดูหนัง อ่านหนังสือเกี่ยวกับหนัง แต่สมัยนั้นค่าตั๋วหนังแพงมากสำหรับเด็กนะ เราก็เก็บเงินค่าขนมไว้ เสาร์-อาทิตย์ ก็คิดว่าออกไปไหนดี เด็กในเมืองเชียงใหม่ก็ไม่ค่อยมีที่ไหนให้ไปเยอะนอกจากดูหนัง ซึ่งหนังก็คือความบันเทิงที่หาซื้อได้ง่าย เราก็หาซื้อหนังสืออย่าง STARPICS มาอ่านเพื่อจะเลือกหนังที่ถ้าเราไปดูแล้วจะไม่เสียดายสตางค์ สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ ซึมซับนะ ไม่ได้ศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตาย แค่รู้ว่าเรื่องนี้นักวิจารณ์เขาว่าอย่างไร ถ้าเขาว่าดีคงสนุกมั้ง แต่ก็ไปเจอหลายเรื่องที่เขาว่าดี แต่ไม่สนุกเลย ดูอะไรอยู่วะ (หัวเราะ) บางเรื่องนักวิจารณ์ด่ากราด สับเละ แต่ก็สนุกดีสำหรับเรา

เส้นทางนี้ชัดขึ้นตอนไหนว่า ‘ฉันนี่แหละจะเป็นผู้กำกับ’

แถวๆ ม.3 เราเคยอยู่ในกองหนังเรื่อง อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป ของ อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้ล่วงลับ เขามาถ่ายวงโยธวาทิตที่โรงเรียนของเรา เราก็ติดตามไปเป็นตัวประกอบเด็กในวง ตอนแรกนึกว่าไม่นานก็เสร็จ ปรากฏว่าอยู่ยาวจ้า เป็นตัว continue คือไม่มีบทอะไรมากหรอก แต่ก็อยู่ในวงไปกับเขาเรื่อยๆ เราก็เห็นงานในกองถ่าย สนุกดี พี่ๆ ที่เป็นผู้ช่วยเขาเท่จัง เลยรู้สึกว่าอยากทำหนังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พออยู่ช่วง ม.6 เราต้องเลือกระหว่างเป็นนักดนตรีกับทำหนัง จะเอาอะไร ก็เลยเลือกหนังดีกว่า เพราะเป็นนักดนตรีตั้งแต่ ป.4 ซ้อมเยอะ เก่งแล้ว เขาจะให้ทุนไปเรียนที่นั่นที่นี่ ก็มานั่งคิดว่าถ้าเรียนแล้วทำอะไร เป็นครูดนตรีหรือ? เราไม่ชอบ ได้ทุนนะแต่ไม่ไป ไม่อยากเป็นครู ก็เลยเบนเข็มมาทางสายนี้

ณ ตอนนั้นคุณมองภาพยนตร์เป็นเครื่องมือของอะไร

บันเทิงเลย ไม่ใช่การบันทึกใดๆ ภาพยนตร์คือความบันเทิง เพราะเราเป็นเด็ก เราก็เติบโตตามวัย อาจจะรู้ในบางมุมที่อ่านเจอมาบ้างแต่ก็ไม่ได้อิน เป็นสายทำหนังบันเทิงเลย แต่เราเรียนศิลปะมาด้วย เลยรู้ว่าอะไรคือพาร์ทของศิลปะ อะไรคือมุมมองด้านอาร์ต แต่หนังสำหรับเราก็ยังเป็นความบันเทิงอยู่

พอเข้ามาเรียน ก็มีความอาร์ติสต์บ้างอะไรบ้าง บางคนก็จะมองว่าหนังเรามันจะอยู่กึ่งกลางระหว่างหนังอาร์ตกับหนังตลาด เราก็รู้สึกว่า เอ้าเหรอ คนมองงานเราเป็นแบบนี้เหรอ

หนังที่บ่งบอกถึงตัวตนของมะเดี่ยว

ถ้าเป็นเรื่องที่ประทับใจมากๆ ห้วงเวลาและ mood and tone ที่เราดูทีไรก็คิดถึง เรื่องนั้นคือ เกรียน ฟิคชั่น (2013) น้องรุ่นหลังๆ อาจจะไม่ได้โตมากับ รักแห่งสยาม หรอก น้องที่ฝึกงานหรือมาทำงานกับเรา ก็โตมากับ เกรียน ฟิคชั่น หนังไม่ได้ตู้มต้ามขนาดนั้น แต่มันอินกับเด็กๆ ในยุค 2000 ต้นๆ เขาอินนะ เราก็เซอร์ไพรส์

แต่ถ้าตัวตนและวิธีการจริงๆ จะเป็น Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ที่พี่ต่าย เพ็ญพักตร์ เล่น วิธีการและรูปแบบ และวิธีคิดในการประกอบสร้างหนัง น่าจะเป็นช่วงนั้นเลย เป็นเราที่สุดแล้ว

ปีนี้ รักแห่งสยาม อายุครบ 12 ปี ถ้าย้อนไปในวันนั้น คุณตั้งต้นจากอะไรในการทำหนังเรื่องนี้

หนังทุกเรื่องที่ดีงามขึ้นมา ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการที่เราชอบ เราอินกับอะไรบางอย่าง และเรามีเรื่องที่จะเล่า ทุกเรื่องเลย บางเรื่องที่มันเฮงซวยก็อาจจะไม่ได้เริ่มจากเรื่องที่อยากจะเล่า พอเรามีเรื่องที่เราอยากจะเล่า เราไม่ต้องพยายาม มันก็ดี เราก็เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่โต๋เต๋อยู่สยามฯ เราก็มีความรักโรแมนติกอยู่บ้างในจุดหนึ่ง มีความหวานในชีวิตอยู่บ้าง เราก็เลยเอามุมนี้มาเล่าเท่านั้น

การทำหนัง LGBTQ จากอดีตจนถึงวันนี้ต่างกันไหม

รักแห่งสยาม ก่อนหน้าที่จะเกิดขึ้น ไม่มีใครยอมรับเลย ในจังหวะนั้นไม่มีใครกล้าทำ ขนาดโปรโมทเรายังต้องหลบๆ ซ่อนๆ เลย หน้าหนังในตอนนั้นทุกคนจะคิดว่าเป็นวัยรุ่น ชายหญิง น่ารักๆ แต่พอไปดูก็หงายหลังกันตึง โชคดีที่หนังมันค่อนข้างจะโอเคสำหรับคนดูเลยรอดมาได้ แต่ในยุคนี้พอมาถึงเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ โปสเตอร์ใบแรกก็เป็นหนังเกย์เลย

สังคมไทยมาไกลเหมือนกันนะ

สังคมไทยมาไกล เอาจริงๆ หนังเรื่องดิวฯ ไม่ได้ปักหลักพูดถึง LGBTQ ขนาดนั้น มันคือกลิ่นของอดีต แต่พอปัจจุบันเราข้ามไปไกลกว่านั้นมากแล้ว คนก็สงสัยว่าคาแรคเตอร์แบบ ‘ภพ’ โตมาทำไมมีเมีย เรากำลังพูดถึงความลื่นไหลทางเพศ (sexual fluidity) ซึ่งก็จะมี LGBTQ บางกลุ่มที่เราอ่านเจอในคอมเมนต์ แสดงความผิดหวังว่าทำไมมันอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราข้ามจุดนั้นมานานมากแล้ว เราไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้เพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ เพราะทุกวันนี้ภาพยนตร์อาจจะเป็นฟังก์ชั่นหนึ่งที่ทุกคนอาจจะไปเรียกร้อง แต่เราแค่ทำเรื่องที่เราอยากเล่า

เอาดีๆ ภพในหนังไม่มีใครมาบอกว่าเขาเป็นนั่นเป็นนี่ เขาคิดถึงดิวก็คิดถึงดิว เขาคิดถึงด้วยความรู้สึกผิด ด้วยความโหยหา เขารู้สึกผิดที่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับดิว แต่ไม่ได้รู้สึกผิดที่ตัวเขาเป็นอะไร และเราก็ไม่ได้คิดว่าหนังมันจะพุ่งไปที่ตัวตนของภพคืออะไร มันคือหนังโรแมนติก เขาจะสมหวัง เขาจะได้แก้ไขปมในอดีตที่มีในใจเขาหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่หนังกำลังพุ่งไป ไม่ว่าดิวจะกลายเป็นใครก็ตามแต่ ปมของภพก็ยังรอการแก้ไขตรงนี้อยู่ เขาอยากแก้ไขกับดิวที่เขารู้จัก

คนอาจจะคาดหวังว่าเฮ้ย เราจะจุดพลุ เอาเรนโบว์มาพุ่งบนท้องฟ้ากัน มันไม่ใช่ มันคือหนังโรแมนติกของคนคนหนึ่ง เท่านั้นเอง

ความที่หนังถูกดัดแปลงจากภาพยนตร์เกาหลี คุณนำตัวเองเข้าไปประกอบในหนังเรื่องนี้ในมุมไหนบ้าง

ตัวเราไม่ได้เข้าไปประกอบในจุดหลักของหนังหรอกนะ แต่ว่าเราต้องรู้เรื่องก่อน เอาแก่นที่ต้องการจะพูดถึงออกมาก่อน แล้วค่อยดัดแปลงอย่างไรให้เข้ากับสังคมในยุคนี้ ถ้าเป็นเหมือนเดิม ไม่รอดว่ะ ไม่เหมาะกับยุคนี้หรอก

เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถทำหนังแบบเดิมในยุคนี้ได้ และยิ่งในสังคมไทยด้วย การตายตกไปตามกันเพื่อที่จะสมหวังในโลกอื่น เราพูดแบบนี้ไม่ได้แล้ว เราถึงต้องเปลี่ยนว่าคนมันเคยมีความผิดพลาดในอดีตที่อยากแก้ไข มันคิดถึง และมันมีโอกาสในปัจจุบันแต่ก็มีอุปสรรคเข้ามา อุปสรรคต่างๆ ที่เขาเจออาจจะไม่ใช่เรื่องของเพศสภาพแล้ว แต่เป็นเรื่องของสังคม เรื่องของวิกฤติวัยกลางคน

กับหนังเรื่องนี้ ชื่อของ ‘มะเดี่ยว’ ทำให้คนคาดหวัง กังวลไหม

ก็มีบางคนที่ผิดหวัง หรือไม่ได้ดั่งหวัง ทำใจเถอะ เพราะเราก็เป็นเรา แต่หนังเราจะซื่อสัตย์ในวิธีคิดของมัน คุณจะไม่เกิดคำถามว่า ‘อะไรวะ ตกลงมึงคิดแบบไหน’ อาจจะมีบางอย่างที่ไม่ได้สรุป แต่ไม่ได้แปลว่าความชัดเจนในแนวคิดของเรามันไม่มี มันชัดเจนมาก ชัดเจนจนบางคนไม่เข้าใจและไม่ชอบไปเลย

หนังมันเสร็จและออกไปแล้ว หลุดจากมือเราไปแล้ว ด้วยความที่หนังสไตล์เรามันท้าทายคนดูอยู่แล้ว ไม่แปลกที่จะมีทั้งคนที่ชอบหรือไม่ชอบเลย เพราะว่าเราเป็นตัวของตัวเอง เพราะเราเป็นแบบนี้ คนไม่ได้ชอบเราทุกคนหรอก หนังเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เราต้องทำหนังให้ทุกคนชอบมันจะไม่ใช่แล้ว เราทำอะไรอยู่วะ ดังนั้นมันต้องเป็นเรา มีทัศนคติที่เป็นเราอยู่ในนั้น มีวิธีการเล่าในสไตล์ที่ชัดเจน

ความชัดเจนของมะเดี่ยวในเรื่องที่จะเล่าเป็นแบบไหน

อย่างเราเชื่อว่า มีรักต้องมีหวัง มีครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ครอบครัวเป็นสิ่งที่โอบอุ้มและยอมรับเราได้ไม่ว่ากรณีใดๆ หนังมันก็ไปในทางนั้น แต่พอมาถึงเรื่องนี้ใน พ.ศ.นี้ พ่อแม่เหี้ยหมดเลย ความชิบหายเกิดจากผู้ใหญ่ทั้งนั้นเลยนะ ไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้เด็กเหล่านี้ได้เลยนะ เราก็เล่าไปอย่างนั้น ในเรื่องพีเวียร์เป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังมีความเป็นเด็กในตัว มีความซุกซนเวลาเข้าใกล้น้องๆ ผู้หญิง บางคนก็มองว่าหมิ่นเหม่ แต่เรามองว่า ก็ตัวละครมันเป็นแบบนี้

อีกอย่างคือ เราเข้าใจในการละประเด็นเรื่อง sexual fluidity เราไม่จำเป็นต้องให้พี่เวียร์กลับมารักผู้ชาย ไม่มีความจำเป็นต้องมา celebrate rainbow เขารักดิว ไม่ว่าดิวจะเป็นอะไรก็ตาม ดังนั้น ทำไมเราต้องไปเอาใจ LGBTQ เราเชื่อในแบบนี้ และหนังจะไปในแบบนี้

ดิวได้เล่าในสิ่งที่เชื่อออกมาได้ชัดเจนเท่าที่หวังไว้หรือไม่

ชัดมากเลย ชัดมากจนมีคนไม่ชอบ แต่นั่นก็เป็นสิทธิของเขาที่เขายึดถือความเชื่ออีกแบบหนึ่ง นี่ขนาดเป็นหนังรักโรแมนติกนะ ถ้าเราไปทำหนังเรื่องการเมืองจะขนาดไหน (หัวเราะ) เราว่าคนทำหนังทุกคนจะต้องเป็นแบบนี้ มี messege ที่เชื่อ หมายถึงว่า คุณควรมีสเตทเมนท์ของตัวเอง ในวิธีคิด วิธีการทำงาน ในเรื่องราวที่จะเล่า แล้วมันจะทำให้คุณเป็นผู้กำกับที่มีตัวตน

คุณเป็นคนโรแมนติกไหม

เป็นคนปกติมากกว่า ที่ผ่านมาถ้าอยู่ในโหมดโรแมนติกก็โรแมนติก แต่ถ้าอยู่ในโหมดงาน เราก็ทำ ซึ่งกว่าเราจะเจอแฟน เจอคนที่รัก ไลฟ์สไตล์เรายากมาก เราไม่อยู่เป็นที่ คนทำกองถ่ายก็เปรียบดั่งรถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เราทำงานข้ามพื้นที่ ไปต่างประเทศ ไปนั่นไปนี่ ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ด้วยกันจริงๆ มันลำบาก ไม่มีเวลาให้กันเลย ซึ่งตอนที่เริ่มต้นอาชีพยังพอมีเวลาให้กันบ้าง แต่พอติดลมบนแล้ว โอ้ มันหยุดไม่ได้เลย กว่าจะมีคนคนนั้นและเข้าใจกันก็ยากอยู่

ล้มเหลวกับความรักบ่อยหรือเปล่า

ที่ผ่านมาล้มเหลวตลอด ไม่มีเวลา พอไม่มีเวลา คนที่เขาต้องการเวลาจากเรา เขาก็ไปหาคนอื่นที่มีเวลา แต่ก่อนเราอาจจะเป็นคนที่ถ้าอยู่ด้วยก็คืออยู่ด้วย โรแมนติก ไม่จับมือถือทั้งสิ้น มีเวลาอยู่ด้วยกัน อยากกินอะไรกิน อยากไปไหนไป แต่ถ้าเราไม่มีเวลา เราหายไปจากชีวิตเขาเลยนะ หายไปแบบ ถ้าตอนนั้นถ้าเรื่องงานกับความรัก เราเอางานก่อน ไม่แคร์ จะเลิกกับกูก็เลิกไปสิ เป็นคนแบบนี้ ไม่ดีเลย

ก่อนหน้านี้ คุณเขียนสเตตัสที่งดงามที่สุดให้กับคนรักที่จากไป

เขาเสียชีวิตในเวลาที่เรากำลังจะ take off อะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ทุกอย่างกำลังมาดี แล้วเขาก็เป็นมะเร็ง ตอนถ่ายหนังเรื่อง ดิวฯ เขาเป็นคนถ่ายโดรนและกล้องสอง ทั้งๆ ที่เขาเป็นมะเร็งอยู่ เพิ่งถ่ายเลือดมาด้วย แต่เขาก็เลือกที่จะทำ เราก็บอกแล้วนะว่าอย่าทำเลย มันไม่ปลอดภัย แต่เขาดื้อที่จะทำ ลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่า มันอาจจะเป็นสัญญาณที่เขารู้สึกว่ามีเวลาอีกไม่นาน และเขาอยากจะฝากฝีมือ ฝากงานเอาไว้

เขายังได้ดูหนังเรื่องนี้เวอร์ชั่นแรกอยุู่เลยนะ ดูมีความสุขดี หนังเรื่องนี้ตอนที่เราจะส่งงานกัน เขายังอยู่เลย จริงๆ เราจะฉายกันเดือนกันยายน แต่พอดีช่วงเดือนพฤษภา เขาเสีย เป็นช่วงระหว่างตัดหนังอยู่เลย จิตใจเราก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จำได้ว่าตอนเรานั่งตัดหนังอยู่ เขาก็นอนอยู่ข้างๆ ที่บ้าน เราอยู่ด้วยกันตลอด

เขาคือผู้ที่ถ่ายทอดความงดงามของโลกตรงหน้าได้บริสุทธิ์ที่สุด คุณบอกไว้อย่างนั้น

มันสวย ทุกครั้งที่เราไปด้วยกัน เขาก็จะถือกล้องและถ่ายตามที่เราบอก สลับกันถ่ายบ้าง มันคงเป็นคู่ที่ลงตัวสุดแล้วมั้ง เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันรูปสวยกริ๊บทั้งคู่ (หัวเราะ) ถ้าเห็นในหนัง ช็อตของน้ำทะเล ทุ่งหญ้าปลิวไสว งดงามนะ เพราะผ่านสายตาของคนที่มองโลกสวย ซึ่งคนที่เป็นตากล้องนี่ต้องมองโลกให้สวยนะ ต่อให้แง่มุมของมันจะห่วยแตกแค่ไหน ก็ต้องหามุมให้สวยให้ได้ และเขาเป็นคนแบบนั้น เราก็คิดถึง

ความคิดถึงนั้น เราจะเห็นได้ใน End Credit ของหนัง

ใช่ เราบู๊กันมากกว่าจะจบหนังเรื่องนี้ คือหนังมันเสร็จตั้งแต่เดือนมกรา-กุมภา ช่วงที่ตัดหนังเราอยู่ด้วยกัน แล้วเขาก็เห็นตลอด บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าเราลำบากไหม ที่เวลาอยู่โรงพยาบาล เช้าก็ต้องเอาอะไรไปให้กิน เย็นก็ต้องเอาอะไรไปให้กิน ไปนั่งคุยกัน ทั้งที่เขาก็รู้ว่าเวลาเรานั่งทำงานมันจะยาว เราก็บอก ช่างเถอะ หลายๆ อย่างในชีวิตตอนนั้น พังหมด เรื่องงานการ เราก็เท

คำว่า ‘ลำบากไหม’ ของเขาในวันนั้น คุณรู้สึกอย่างไร

มันไม่ลำบากหรอก แต่ช่วงท้ายๆ เขาเริ่มเดินไม่ได้ และเริ่มมองไม่เห็น ซึ่งก็ต้องประคองกันไป แต่เราก็ยังทำตลกว่ามองไม่เห็น มันเป็นยังไงวะ เขาก็บอก มันจะฝ้าๆ ยิ่งคนที่เคยเป็นตากล้องจะรู้สึกว่า มันไปแล้ว เราก็ยังบอกว่า เฮ้ยไม่เป็นไร จะให้แบกหามกันตลอดชีวิตก็ได้ เราไม่เคยหวั่นกลัวเรื่องอะไรเลย

จนถึงตอนนี้ เราก็คิดว่าเขาคงภูมิใจ เสียดายที่เขาไม่ได้อยู่เพื่อฉลองกับสิ่งนี้ ตอนนี้โลกก็เห็นแล้วว่างานมันสวยงาม ที่เราบอกว่า มันสวยบริสุทธิ์ หมดจด มันคือสิ่งนี้แหละ ที่เราเห็นโลกแบบนี้ด้วยกัน และต่อจากนี้เราก็จะไม่ได้เห็นแล้ว เราจะไปเห็นสิ่งเหล่านี้กับใครวะ

คุณอนุญาตให้ตัวเองเศร้าได้แค่ไหน

มันเหมือนแผลเป็น ใจคนมันมีบาดแผล มีความทุกข์ พอเป็นบาดแผลไปสักพักมันก็จะหายและกลายเป็นแผลเป็น ซึ่งมันจะไม่หายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต ยังเป็นแผลเป็นและเป็นสิ่งที่สะกิดใจเราตลอดเวลา เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอสักวันใดวันหนึ่ง

หลายๆ คนจะเห็นเราฟันฝ่าตั้งแต่เขาเป็นมะเร็ง และเสียไป ยิ่งในช่วง 100 วันนั้น มันยังมีความคิดถึงอยู่ทุกวัน จนผ่านมาสักสามสี่เดือน เราถึงรู้สึกว่า มันหมดแล้วแหละ ไปหมดแล้ว จากนี้ชีวิตก็ต้องเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วแหละ ไม่มีอะไรมาฉุดรั้งแล้ว เราได้แค่เก็บเขาไว้ในใจ ในรูป ในอัลบั้ม วันดีคืนดี เฟซบุ๊คก็เตือนขึ้นมาว่าเราเคยไปตรงนี้ด้วยกัน ทำให้เรารู้ว่า เราอยู่ด้วยกันตลอดจริงๆ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และอยู่ในหนังเรื่องดิวฯ ด้วย เป็นหนังที่เขาได้ถ่าย เป็นช่วงเวลาที่เราได้เผชิญเรื่องแบบนี้มาด้วยกัน

Author

อรสา ศรีดาวเรือง
ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย สนใจชีวิตของมนุษย์ผ่านการอ่านงานวรรณกรรมและการเดินทาง ทุกวันนี้ติดกาแฟ ติดการ์ตูน ติดทุกอย่างที่เข้ามาในวงจรชีวิต และติด F หลายวิชา

Author

เฉลิมพล ปัณณานวาสกุล
นักเทคนิคการแพทย์ ช่างภาพ เจ้าของแบรนด์กระเป๋า Soul goods และนักเดินทาง ทั้งหมดรวมอยู่ในตัวของคนๆเดียวที่ดำเนินชีวิตด้วย passion และ inspiration รับงานถ่ายภาพหลากหลายไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายคนให้น่ากินเหมือนอาหารได้อีกด้วย