SPACETH.CO วิทยาศาสตร์โคตรสนุก วิชาวิทยาศาสตร์ต่างหากที่ไม่สนุก

SPACETH.CO วิทยาศาสตร์โคตรสนุก วิชาวิทยาศาสตร์ต่างหากที่ไม่สนุก

อายุน้อยสุดของทีมนี้คือ 13 มากที่สุดคือ 20 วางกำลังอยู่ทั่วประเทศ ไม่มีสำนักงาน บ้านของทุกคนคือสายพานการผลิต นับคนทำงานรวมแล้ว 10 ชีวิต

“เราเห็นว่ามีกลุ่มสถาบันวิจัยต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานของรัฐแล้ว ในภาคการศึกษา เรามีคนที่สอนในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เรามีบริษัทที่ทำสื่อต่างๆ ออกมา แต่ว่ามันยังขาดไปภาคหนึ่ง คือภาคของคนและกลุ่มที่สนใจจริงๆ คือเรา ซึ่งการสื่อสารหรือ message ที่ออกไป มันจะแตกต่าง”

เรากำลังพูดคุยกับทีมงาน SPACETH.CO นำทีมโดย ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน วัย 20 ปี, อิงค์-จิรสิน อัศวกุล นักเขียนวัย 18 ปี และเออีวัย 16 ปุณ-ปุณยภา วิทูรปกรณ์

ทีมก่อตั้งและนักเขียนมารวมตัวกันได้เพราะชอบวิทยาศาสตร์และอวกาศเหมือนๆ กัน ต่างคนต่างเขียนบล็อก เจอกันตามค่าย จนสุดท้ายก็รวมกลุ่มคนคอเดียวกันสร้าง SPACETH.CO ขึ้นมา และครบขวบปีแรกไปเมื่อเร็วๆ นี้

ถ้ากดไลค์แฟนเพจหรือคลิกเข้าไปท่องเว็บ ภาษาและสำนวนที่ใช้จะฟ้องว่าพวกเขาแตกต่างอย่างยียวน ขณะเดียวกันข้อมูลก็แน่นปึ้กด้วยความเนิร์ดขั้นสูงของแต่ละคน

เติ้ล เจ้าของบทความ ‘ในรัฐประหาร 4 ปี วงการอวกาศพัฒนาไปมากแค่ไหน’, อิงค์ ผู้เขียน ‘การขี้ในอวกาศ’ กับปุณ เออีชั้น ม.6 ที่หนุ่มๆ บอกว่าพูดจารู้เรื่องที่สุดแล้ว

สองหนุ่มเนิร์ด กับหนึ่งสาวธรรมดา ทั้งหมดพร้อมสนทนาภาษาอวกาศ กับ WAY ตั้งแต่บรรทัดล่างเป็นต้นไป

SPACETH.CO
จากซ้ายไปขวา: อิงค์-จิรสิน อัศวกุล เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ ปุณ-ปุณยภา วิทูรปกรณ์

ความชอบเรื่องอวกาศเรื่องดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาจากตรงไหน

อิงค์: ตอนเด็กๆ ผมคิดว่าทุกคนต้องได้ดูการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน แล้วคนเขียน ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ เขาเป็นคนชอบเรื่องไซ-ไฟมาก คือเขาเคยเขียนการ์ตูนไซ-ไฟ มาก่อนเรื่องนึงแต่ขายไม่ได้ เขาเลยมาเขียนการ์ตูนกิ๊งก๊องน่ารัก ชื่อโดราเอมอน ซึ่งจริงๆ เป็นการ์ตูนไซ-ไฟเสียดสีสังคม และมีความคมคายอยู่

โดราเอมอนจะมีหลายตอนที่เป็นอวกาศแล้วก็สอนเราเรื่องหลุมดำ หรือไปเที่ยวด้วยประตูไปที่ไหนก็ได้ เช่น ไปดาวเคราะห์น้อย ไปดาวต่างๆ ทำให้เรารู้สึกว่ามันน่าสนุก เป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกชอบอวกาศขึ้นมา ประกอบกับได้ดูสารคดีทางทีวี ก็ทำให้รู้สึกเกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น

เติ้ล: เติ้ลเป็นเด็กยุคปี 2000 ครับ คือเด็กช่วง 2000 จะเป็นช่วงที่มี culture อะไรบางอย่างที่พ่อแม่ออกไปทำงานใช่ไหม ลูกอยู่ที่บ้านแล้วก็มีทีวีเป็นเพื่อนลูกไป

แต่วิธีการถูกเลี้ยงของเติ้ลอาจจะต่างกับครอบครัวอื่นสักหน่อยคือ แทนที่จะทิ้งไว้กับทีวี แม่ก็จะทิ้งไว้กับหนังสือ แม่ซื้อหนังสือทิ้งไว้ให้หลายเรื่อง ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม เรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องวิทยาศาสตร์ เลยจุดประเด็นทำให้ชอบวิทยาศาสตร์ พอโตขึ้น เราได้เล่นอินเทอร์เน็ต ได้ดูสารคดี เราอยากจะบอกเล่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาให้คนอื่นฟัง

 

มันมีจุดอะไรในอวกาศที่เราสนใจเป็นพิเศษไหม ณ ตอนนั้น

เติ้ล: ช่วงปี 2003 ครับ ตอนนั้นไม่กี่ขวบ ได้ดู NASA ส่งยานไปลงจอดบนดาวอังคาร ปีนั้นมันเป็นปีที่ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุด ดังนั้นพวกหน่วยงานอวกาศต่างๆ เขาจะใช้โอกาสนี้ส่งยานไปดาวอังคาร เพราะว่าพอมันเข้ามาใกล้ เชื้อเพลิงก็ใช้น้อยกว่า ระยะเวลาก็ใช้น้อยกว่า โอกาสในการสื่อสารสัญญาณต่างๆ มันก็มีมากขึ้น

พอเราได้เห็นเทคนิคการลงจอดอะไรต่างๆ มันทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมาว่า เอ้ย แล้วทำไมคนเราต้องมาสำรวจอวกาศ ตอนนั้นยังเด็กก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องของปรัชญา เป็นเรื่องของความหมายในชีวิต เป็นเรื่องของนักสำรวจ แต่ว่าสิ่งที่สัมผัสได้ ณ ตอนนั้นคือเรารู้สึกว่ามันเจ๋ง แล้วเราอยากทำแบบนี้บ้างหรืออย่างน้อยถ้าเราทำไม่ได้เราก็อยากบอกเล่าว่ามันมีสิ่งนี้เกิดขึ้นอยู่

ปุณ: ปุณถูกชวนมาอยู่เว็บนี้อย่างงงๆ ตั้งแต่ต้นมา คือรู้ว่ามีพวกดาราศาสตร์อยู่แต่ก็แทบไม่ได้ศึกษาอะไรเลยค่ะ แค่รู้ว่ามีอยู่แต่ไม่ได้สนใจหรือว่าเข้าไปค้นคว้าเป็นพิเศษ ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้เริ่มหาอ่านมากขึ้น ก็เป็นเพราะว่าเว็บนี้ค่ะ

เติ้ล: เติ้ลไปชวนปุณเข้ามา ปุณเป็นคนพรีเซ็นต์เก่ง สื่อสารเก่ง แล้วก็มีวิธีการคุยงานหรือว่าการคิดงานที่สร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร

ช่วงนั้นเรากำลังหาคนที่มาคอยประสานดูเรื่องนู่นนี่ เพราะในทีมจะเป็นคนที่พูดกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง จะเนิร์ดๆ เวลามีใครติดต่อมาก็จะงงๆ น่ะครับ (ยิ้ม)

ปุณเป็นเหมือนกับตัวแทนของคนในระดับธรรมดาที่พอรู้เรื่องดาราศาสตร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ศึกษาแบบเจาะลึกไปถึงขั้นคุยกับใครไม่รู้เรื่อง ทีนี้เวลามีคุยงานกับลูกค้า หรือคนอื่นๆ ปุณเขาจะทำได้

SPACETH.CO

เนิร์ดกันหมดไหม

เติ้ล: ก็น่าจะเนิร์ดทั้งกลุ่ม

ปุณ: (ขำ) ก็เนิร์ดค่ะ เวลามีข่าวเกี่ยวกับอวกาศใหม่ๆ ขึ้นมา หรือว่ามีข่าวลือโผล่ขึ้นมาในแชทเขาก็จะเริ่มรัวภาษาอะไรของเขาเข้าไป อันนั้นเราก็จะออกมาอยู่วงนอก แต่พอเป็นเรื่องงาน เราก็แค่ฟังจากฝั่งนึงมาแล้วก็มาบอกอีกฝั่งนึงว่าเป็นยังไง และพยายามสรุปให้เขาค่ะ

นอกจากเนื้อหา เห็นมีแก๊กกวนๆ เยอะมากเลยในโซเชียลมีเดียทีมคิดยังไงถึงเล่นกับอะไรพวกนี้

เติ้ล: มองคอนเทนต์ไว้สองอย่าง คือ หนึ่ง-คอนเทนต์ที่บอกว่าเราเป็นใคร กับ สอง-คอนเทนต์เรียกแขก เช่น การใส่มุก คือพอทำไปแล้วคนก็จะชอบ กดไลค์กดแชร์กันเยอะ นี่คือการทำให้คนรู้จักเราว่าเอ้อ มันมีเว็บดาราศาสตร์ เว็บอวกาศอยู่นะ แล้วพอเขากดเข้ามาดู เขาก็จะเจอกับเนื้อหาที่มัน define ความเป็นเราว่า โอเคเราไม่ได้แค่เล่นมุกไร้สาระแต่ว่าเราเป็นกลุ่มคนผู้สนใจจริงๆ ที่จะให้เล่าในมุมตลกเราก็ทำได้ เล่าในมุมจริงจังเราก็ทำได้ เล่าในมุมเศร้าในมุมต่างๆ เราก็ทำได้

เพราะว่าเราเป็นกลุ่มคนที่ชอบเรื่องพวกนี้จริงๆ เราไม่ได้แค่อยู่ดีๆ มา เฮ้ย อยากเล่นมุกเกี่ยวกับอวกาศ

เหมือนกับการ define บ่งบอกให้เสียงของเรามันไปได้ไกลขึ้น อย่างเวลาเราตะโกนเรียกคนอื่น แน่นอน เราต้องตะโกนด้วยเสียงที่ดังใช่ไหมครับ แต่เวลาที่เรา make decision (ตัดสินใจ) หรือทำอะไรที่จริงจังมากๆ เราก็ต้องใช้ความ deep (ลึก) ใช้น้ำเสียงที่จริงจัง ใช้ความเบาแต่มีพลัง มัน powerful นี่เป็นเทคนิคหนึ่งที่เราใช้ดึงดูดกลุ่มผู้อ่านและทำให้เรารู้สึกว่าคนที่เข้ามาอ่านเราเขามีความชื่นชอบจริงๆ แล้วเขาอยากฟัง

SPACETH.CO

วิธีการเลือกเรื่อง เลือกวิธีการสื่อสารเป็นแบบไหน

อิงค์: ผมชอบเรื่องธรรมชาติ โลก อวกาศ ทั้งหมดที่ผมสนใจผมก็จะเขียนออกมา สื่อสารให้เขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจนะ เพราะเราสนใจ เราเลยอยากสื่อให้เขาสนใจเหมือนที่เราสนใจ เช่นบทความเรื่องการขี้ในอวกาศที่ผมเขียน เพราะผมสนใจ เลยอยากให้คนอื่นสนใจ แล้วก็เป็นคอนเทนต์ที่เรียกแขกได้ดี อีกทั้งมันก็ยังเป็นคอนเทนต์ที่แปลกแหวกแนวไม่มีใครเคยเขียนมาก่อน…แต่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่เข้าถึงได้

ความรู้สึกมั่นใจว่าเขียนมารู้เรื่องและเข้าใจ มาจากตรงไหน?

อิงค์: เอาจริงๆ ผมเป็นคนพูดไม่เก่งนะ สื่อสารไม่ค่อยเก่งด้วย มีปัญหากับการสื่อสารกับคนอื่นอยู่บ่อยๆ ก็พยายาม…ผมเลยถนัดเขียนมากกว่า เพราะผมสามารถมานั่งดูรูปคำได้อีกที…ผมดูรูปคำ 10 กว่ารอบในการเขียนแต่ละครั้ง กว่าจะออกมาได้ทีละคำหนึ่ง เพื่อเช็คว่าเรารู้เรื่องและพยายามประเมินตัวเองว่าคนที่ไม่รู้อะไรเลย จะรู้เรื่องหรือเปล่า

เติ้ล: เติ้ลจะชอบสื่อสารโดยการเอามุมอื่นๆ เข้ามามองอวกาศ เราพยายามจับต้องลูบคลำอวกาศในมุมอื่นๆ ที่คนเราอาจจะยังไม่นึกว่า เอ๊ย มันมีมุมนี้ด้วย เพราะส่วนตัวแล้วเติ้ลเป็นคนที่ชอบหลายเรื่องมากตั้งแต่เรื่อง สังคม การเมือง วัฒนธรรม มองอวกาศว่าหมือนกับ culture หนึ่ง

ทีนี้พอเราสื่อสารในมุมมองอื่นๆ เช่น อวกาศกับปรัชญา อวกาศกับการเมือง อวกาศกับความเป็นมนุษย์ อวกาศกับวิวัฒนาการ ฯลฯ มันทำให้เราได้มุมใหม่ๆ พอคนเข้ามาอ่านก็จะได้แบบ เอ้ย มันมีมุมนี้ด้วยเหรอ ส่วนรูปแบบของการเขียนหรือว่าการสื่อสาร คือเราเอา space มาบวกกับ creative มันก็จะได้การสื่อสารที่แปลกใหม่กว่าเดิม

อีกอย่าง…เวลาเราจะทำคอนเทนต์อะไรก็ตาม เราจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนเลยว่าคอนเทนต์นี้เราอยากให้คนได้อะไร เราจะไม่แบบ อยู่ดีๆ มาเขียนเรื่องดาวพลูโตกันดีกว่า แต่เราจะตั้งเป็นเป้าหมายขึ้นมาเลยว่า เช่น ยาน Cassini ของ NASA ครบรอบ 20 ปีแล้วนะเราจะทำยังไงให้คนรู้และซาบซึ้งถึง 20 ปีที่ผ่านมาของมัน ซึ่งวิธีการสื่อสาร เราค่อยมาคิดทีหลัง

พอเราคิดได้แบบนี้แล้ว การทำคอนเทนต์ก็จะไปในแนวทางเดียวกันชัดเจน หลายคนสามารถเข้ามาช่วยกัน contribute ได้โดยที่เรามีวัตถุประสงค์เดียวกัน

SPACETH.CO

เพราะรู้สึกว่าการเรียนวิทยาศาสตร์ในห้องมันไม่ตอบเราหรือเปล่า หรือให้มันอยู่แบบนั้นแหละ แล้วเราก็ออกไปหาความรู้ที่สนใจเอาเองข้างนอกก็ได้

อิงค์: เอาจริงๆ วิทยาศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่เกิดมาพร้อมกับปรัชญา เราพยายามหาคำตอบของปรัชญาและธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน

แนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยก่อนคือค้นหาความจริง เราค้นหาความจริงจากสิ่งที่เราสงสัยแล้วเราก็หลงใหลในมัน จากนั้นค่อยๆ ศึกษาว่ามันคืออะไร กลับกัน การศึกษาบ้านเราคือบอกคำตอบเลย แล้วค่อยให้เด็กรู้สึกว่ามันน่าสนใจ มันน่าลุ่มหลง น่าหลงใหล สุดท้ายค่อยไปเริ่มกระบวนการใหม่คือเริ่มศึกษามัน

มันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า…ก็แล้วไง ไม่เห็นน่าสนใจอะไรเลยสปอยล์ตอนจบไปแล้วมันก็ไม่สนุก เหมือนนิวตันรู้เรื่องแรงโน้มถ่วง กว่าเขาจะรู้ได้ เขาสงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ แต่เราดันมาบอกเลย F=ma, F=mg จบแล้ว มันขาดความน่าสนใจในระหว่างเส้นเรื่องที่เกิดขึ้นน่ะครับ

เติ้ล: เราเคยมานั่งคุยกันว่า ทำไมคนถึงชอบมองว่าวิทยาศาสตร์มันเป็นวิชา ก็เลยตกผลึกได้ว่าจริงๆ แล้ว วิทยาศาสตร์และศาสตร์ทุกอย่างในโลก มันเกิดขึ้นจากความสงสัย และเราพยายามจะอธิบายอะไรบางอย่าง

แต่สิ่งที่ระบบการศึกษาหรือว่าสิ่งที่โรงเรียนพยายามจะให้คือเขาบอกคำตอบมา บอกให้เรารู้ พอบอกให้เรารู้เสร็จ บอกให้เราไปสงสัยไปตั้งคำถามกับมันซึ่งมันเป็นกระบวนการย้อนกลับ ถามว่ามันดีไหม มันอาจจะโอเคในแง่การวัดผล การประเมิน แต่ถ้าเราจะหวังเรื่องความรู้หรือว่าทักษะกระบวนการคิดจริงๆ มันจะต้องผ่านกระบวนการที่ เป็นการ unlearn แล้วก็มา relearn มันใหม่อีกครั้งครับ

ยกตัวอย่าง เติ้ลไม่เคยขึ้นเครื่องบิน พอได้มาขึ้นเครื่องบินครั้งแรกมันเปิดมุมมองอะไรหลายๆ อย่าง จากสมการในห้องเรียนว่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกมันเป็นแบบนี้นะ พอเราอยู่ในเครื่องบินที่กำลังยกตัวขึ้นเราจะรู้สึกว่าหนักขึ้นครับ หรือว่าความเร่งหน้าตามันเป็นยังไง เราเคยสัมผัสกับความเร่งจริงๆ ไหม ความกดอากาศมันเป็นยังไง การที่เราไปอยู่ในที่ที่ความกดอากาศต่างกัน มันจะทำให้สภาพร่างกายของเราปรับเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

พอเราได้ไปสัมผัสกับมันจริงๆ กลายเป็นว่าสิ่งที่เราเรียนมาในห้องเรียน เป็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นถามว่าวิธีการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จะต้องไปในทางที่โรงเรียนสอน หรือไปในทางการตั้งคำถาม การสงสัยตามกระบวนการวิทยาศาสตร์ เติ้ลมองว่าแล้วแต่ สิ่งที่สำคัญคือเราควรจะปรับตัวเองให้สามารถเรียนรู้ได้กับทุกเรื่องไม่ว่าโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้มันจะมาแนวไหน เหมือนกับว่าเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับทุกเรื่องที่ัมันจะเข้ามา ถ้าเราอยากจะเรียนรู้กับมันจริงๆ

ปุณ: ส่วนตัวชอบเวลาที่ได้เรียนนอกห้องมากกว่า เพราะพอเรามาหานอกห้องมันแปลว่าเราสนใจ เราอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมเอง เวลาที่เราสนใจอะไรสักอย่าง มันก็สนุกกว่าอยู่แล้วที่จะได้เรียนรู้มัน

กลับกันในห้อง มันก็มีหลักสูตรมาอยู่แล้ว บางทีเราเรียนไปเราก็ตั้งคำถามว่าเราเรียนอันนี้ไปทำไม ทำไมเราต้องรู้ว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากไหน ทำไมเราต้องรู้ว่ามันคืออะไร…ถามว่าเรารู้ไปทำไม ไม่ได้ใช้มัน เราไม่ได้จะไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว พอเราเกิดคำถาม…ก็จะเกิดความไม่อยากเรียน ไม่สนใจ แล้วก็คิดแค่ว่าเรียนไปแค่เพื่อสอบเฉยๆ

ทำไมอิงค์ถึงเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ แต่เติ้ลกลับเลือกนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

อิงค์: อยากเรียนรู้ต่อ เพราะว่าโลกนี้มันมีอะไรให้รู้อีกเยอะเลย ช่วงเข้าศตวรรษที่ 20 มีนักฟิสิกส์คนหนึ่งบอกว่า โลกของฟิสิกส์มันจบแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้ว ทุกอย่างเหลือแค่คุณพยายามวัดให้มันเที่ยงตรงมากขึ้นก็พอ จนกระทั่งเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์กับทฤษฎีควอนตัมขึ้นมา อันนี้กลายเป็นจุดหักล้างคำพูดของนักฟิสิกส์คนนั้นว่าโลกมันยังมีอะไรให้เราศึกษาอีกเยอะ

เช่น คำถามที่คนสงสัยว่าในหลุมดำมีอะไร สมองคนทำงานได้อย่างไร หรือว่ามีชีวิตนอกโลกอีกไหม ก็เป็นเรื่องที่ยังรอให้เราศึกษาอยู่อีกเยอะ ผมสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็กแล้ว เลยอยากศึกษาต่อแล้วก็เอาความที่เราลุ่มหลง หลงใหลในวิทยาศาสตร์มาเผยแพร่ให้กับคนอื่นต่อ สื่อให้กับคนอื่นให้เข้าใจในสิ่งที่เราหลงใหล แล้วก็สื่อสารให้มันในถูกต้องครับ

SPACETH.CO

ทำไมเติ้ลไม่เรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์

เติ้ล: เป็นคนที่หวงความรู้สึกของตัวเองว่าไอ้เรื่องที่เรารักมากที่สุด เราไม่อยากให้มีใครมาบังคับว่าเราจะต้องเรียนรู้ตามหลักสูตรตามแบบบทที่ 1 บทที่ 2 อยากเรียนอะไรที่เรารู้สึกว่าเราสนุกแล้วพอเราได้ทำ จับต้องมัน ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เราสามารถนำสิ่งนี้มาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรารักอย่างวิทยาศาสตร์ได้น่ะครับ

การเรียนอะไรมันไม่สำคัญเท่าเราจะทำอะไรมากกว่า ต่อให้เราเรียนอะไรก็ตาม ในความลึกๆ ของเรามีความเป็นวิทยาศาสตร์ มุมมองต่อโลกของเรามันคือวิทยาศาสตร์ นี่คืออสิ่งสำคัญเพราะมันจะมา define ตัวตนว่าเราเป็นใคร เราทำอะไร เติ้ลเชื่อว่าที่ทำอยู่ตอนนี้ พอที่จะ define ตัวเองได้แล้วว่าเป็นคนชอบวิทยาศาสตร์และหลงใหลในวิทยาศาสตร์

สี่ปีในมหา’ลัย เมื่อเทียบกับเวลาของโลก เวลาของชีวิตเราหรือแม้กระทั่งเวลาของจักรวาลมันเป็นเวลาที่สั้นมาก เราไม่สามารถที่ไปเรียนรู้อะไรได้มากขนาดนั้นน่ะครับ

เราใช้เวลาสี่ปีในมหา’ลัย ให้มีความสุข แล้วที่เหลือเราทุ่มเทไปกับการเรียนรู้ในสิ่งที่เรารักมากกว่า มหา’ลัยเป็นแค่ข้างทาง แต่ว่าเส้นทางที่เราต้องเลือก เราต้องเลือกด้วยตัวเราเอง เราอยากรู้เราถึงไปมหา’ลัย ไม่ใช่ว่าเราไปมหา’ลัย แล้วมหา’ลัยจะทำให้เราอยากรู้

วิทยาศาสตร์น่าหลงใหลตรงไหน

อิงค์: น่าลุ่มหลงสงสัยตรงที่ว่า มันรู้แล้วมันอยากรู้อีก พอเรารู้จุดนี้ปุ๊บ แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ แล้วทำไมถึงเกิดอย่างนี้ขึ้นมาอีก มันสร้างความสงสัยไปได้เรื่อยๆ เหมือนแรงโน้มถ่วงคืออะไร ทำงานอย่างไร แล้วทำไมถึงเกิดแรงโน้มถ่วง สุดท้ายมันก็จะมีเรื่องให้สงสัยไปได้เรื่อยๆ ครับ

เติ้ล: มองว่าวิทยาศาสตร์คือศาสตร์ที่ใช้ในการอธิบายทุกอย่าง ตัวเรา ธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องใกล้ๆ ตัวอย่างเรื่องชีวิตเรา เติ้ลพบว่ามันมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเอกภพ หรือว่าจักรวาล อย่างธาตุต่างๆ ในร่างกายของเรา มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับช่วงที่เกิดเอกภพนะครับแต่มันเกิดขึ้นจากการฟอร์มตัวกันของแก่นกลางของดาวฤกษ์ ที่พอสุดท้ายแล้ว ดาวดวงนั้นมันระเบิดออก ธาตุหรือว่าสสารพวกนี้ก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วก็เกิดมาเป็นดาวเคราะห์ เป็นธาตุสารประกอบต่างๆ แล้วสุดท้ายมันก็กลายมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นกลไกของชีวิต

เลยมองว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์มันคือการมองย้อนกระบวนการเหล่านี้กลับเข้าไป ว่าเราพยายามจะอธิบายว่าชีวิตคืออะไร ทำไมเราถึงมีความรู้สึก สารสื่อประสาทต่างๆ พอเรามองย้อนกลับไป เราก็จะพบว่า ธรรมชาติสร้างตัวเราขึ้นมา สิ่งที่สร้างธรรมชาติขึ้นมามันก็คือธรรมชาติ แล้วพอเราแบบศึกษากระบวนการย้อนกลับไปมันทำให้เราทึ่งว่า ที่เรามาอยู่ตรงนี้ มันไม่ได้เป็นเรื่องง่าย มันเป็นความบังเอิญหนึ่งในแสนล้าน พันล้าน หมื่นล้าน

เรากำลังศึกษาที่มาของตัวเรา อันนี้คือคอนเซ็ปต์หลักของวิทยาศาสตร์

ความคิดที่ว่า เรียนไม่เก่ง จบ ม.3 ไปสายศิลป์ เก่งถึงไปสายวิทย์ ทั้งๆ ที่คนไม่เก่งก็อาจจะชอบวิทยาศาสตร์ อาจจะชอบคณิตศาสตร์ ก็ได้ เลยอยากถามว่า แล้วคนเรียนไม่เก่งเรียนวิทยาศาสตร์ได้ไหม สนใจวิทยาศาสตร์ได้ไหม

อิงค์: ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ มันมีกฎข้อไหนบนโลกใบนี้ห้ามเรียนวิทยาศาสตร์เหรอ

ทุกวันนี้สังคมเราตีกรอบให้ว่าเด็กเก่งต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เด็กห่วย เด็กเรียนไม่เก่งก็ไปเรียนสายศิลป์สิ มันก็เลยทำให้เด็กเกลียดวิทยาศาสตร์ไป เพื่อนผมบางคนเขาก็ชอบวิทยาศาสตร์นะ แต่เขาถูกตีกรอบว่าคุณเรียนไม่เก่ง คุณไม่ต้องเรียนวิทยาศาสตร์หรอก คุณไปเรียนสายศิลป์สิ

การถูกตีกรอบมันไปทำลายความชอบของเขา จนสุดท้ายแล้วผมให้เขาดูคลิป Spacex จรวดลงมาจอด เขาตื่นเต้นมากเลย เขาบอกว่าทำไมเราไม่รู้เร็วกว่านี้เราจะได้เรียนสายวิทย์ เราจะได้ไปศึกษาเรื่องพวกนี้ได้มากขึ้น

เติ้ล: การเรียนรู้ของเราใน ทุกวันนี้กับ 50 ปีที่แล้ว มันต่างกัน ทุกวันนี้มันเป็นโลกของข้อมูล วันหนึ่งเราเสพข้อมูลกันไม่รู้เท่าไหร่ แค่เราเดินมาเจอกัน ก็เกิดขึ้นมาหนึ่งบทสนทนาแล้ว ถือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้วนะ

แต่ทุกวันนี้เรามีโซเชียลเน็ตเวิร์ค เราดูคลิปบนยูทูบเราอยู่บนรถไฟฟ้า เราได้ยินเสียงเพลงหรือได้ฟังคนพูดเรื่องนู้นเรื่องนี้กัน นี่ก็ถือว่าเป็นการสร้างข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาในหัวเราแล้ว

แต่สมัยก่อน การรับรู้ต่อหนึ่งข่าวสารมันน้อยมาก ดังนั้นพอมาย้อนมองถึงระบบการศึกษาหรือการตั้งคำถามว่า ควรจะเลือกเรียนอะไรหรือควรจะเรียนสายวิทย์ไหม มันก็ทำให้คิดได้อย่างหนึ่งว่า จริงๆ แล้วเราไม่ต้องสนใจก็ได้ เพราะสามปีที่เราจะมาเลือกเรียนตามสาย วิธีนี้มันอาจจะไม่เวิร์คแล้วก็ได้ เพราะเราสามารถเรียนรู้ได้เอง

ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณทำเรื่องนี้ได้ดี แล้วคุณมองว่า การไปเรียนในโรงเรียนหรือการเลือกเรียนสายนี้มันทำให้เสียเวลา หรือมันจะทำให้ slow process หลายอย่างมากขึ้น ฉะนั้นมันไม่จำเป็นอยู่แล้วว่าเราจะต้องเลือกเรียนให้ตรงกับความชอบหรือความสนใจ เพราะต่อให้เราเลือกเรียนกับสิ่งที่มันตรงแต่เราไม่ได้ต้องการสิ่งที่เขาอยากจะให้ เราชอบวิทยาศาสตร์แต่ว่าเราอาจจะไม่ได้อยากเรียนชีววิทยา เราอาจจะไม่ได้อยากท่องตารางธาตุ ไม่ได้อยากจะมาท่องสปีชีส์ของสัตว์

เรามองว่าขั้นตอนนี้ไม่ได้ทำให้ความสนใจของเรางอกเงยขึ้น หรือทำให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราอยากรู้ นี่ก็เป็นชอยส์ของเราเหมือนกันว่า โอเคเราอาจจะชอบวิทย์ แล้วไปเรียนอย่างอื่น อย่างที่เราอาจจะสนุกกับมันได้เรียนรู้กับมันก็ได้

มันคือแนวคิดของเติ้ลเลยว่าทุกวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องเลือกเรียนตามหลักสูตรหรือตามตารางเวลา เพราะกว่าจะเรียนจบสี่ปี มันมีศาสตร์ใหม่ๆ งอกเงยเพิ่มขึ้นมา

การที่เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่กับหลักสูตรที่มันเกิดขึ้นมาแล้วประมาณสี่ปี หรือบางหลักสูตรเป็น 10 ปี 20 ปี มันอาจจะทำให้เราเสียเวลาและเสียโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ดังนั้นมันอยู่กับตัวเราเองแล้วว่าจะเลือกอะไร

คนที่ติดตามคอนเทนต์ของเรา เขาจะได้อะไรจากมัน

อิงค์: เขาได้ความรู้อย่างแรกเลย แล้วเขาก็ได้ความสนุกจากการที่ได้เสพเรื่องราวพวกนี้ มันไม่สามารถพูดได้ว่ามันไม่สนุกนะ เพราะว่าบางคนเขาก็ลุ่มหลง หลงใหล มันก็สนุก บางคนถ้าเกิดอ่านแล้วเกิดความสงสัยอีกเขาก็ไปศึกษาต่อได้อีก ได้เรื่อยๆ

มีเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งครับ เป็นเรื่องที่แมสมาก เราเลือกที่จะไม่เขียนเพราะว่ามันแมสอยู่แล้วเนอะ โห คนเขียนกันไปเยอะแล้ว แต่มีคนหนึ่งทักเข้าในมากล่องข้อความเลย บอกว่า ‘นี่ๆ SPACETH.CO จะไม่เขียนเรื่องนี้เหรอ’ เราถามไปว่า เอ้ย ทำไมล่ะ มีคนเขียนเยอะแล้ว

ณ วันนั้น เขาตอบมาว่า “เราอยากฟังวิธีการเล่าของ SPACETH.CO” อันนี้คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเลยว่า ที่เขาเข้ามา เขาอาจไม่ได้อยากจะหยิบจับประเด็น A B C 1 2 3 หรือว่าเนื้อความของมันเลยก็ได้ เขาแค่อยากจะเข้ามารับความรู้สึกที่เราอยากถ่ายทอดไปให้ในฐานะที่เขารู้จักเราว่า เราเป็นกลุ่มผู้ชื่นชอบ เราเป็นกลุ่มที่มีความสนใจ มัน define ความเป็นตัวตนของเราใหม่

SPACETH.CO

เรื่องการทำเว็บ/เพจ เคยพลาดบ้างไหม

อิงค์: มีครับ มีอยู่แล้ว

แล้วจัดการกับมันยังไง

อิงค์: แก้ครับ แก้ทันที ส่วนใหญ่เป็นเรื่องคำผิดนะ แต่ก็มีเรื่องที่เขียนผิดเหมือนกัน

เติ้ล: เป็นเรื่องของการวาง position ตัวเองด้วย ถ้าเราวาง position ของตัวเองว่าเราเป็นกลุ่มของคนที่ชื่นชอบและสนใจ เวลาเราผิดเราก็แก้ไขตามนั้น เพราะเวลาเกิดการค้นพบอะไรใหม่ๆ เราไม่ได้ไปค้นพบกับเขา เราแค่ฟังแล้วก็เรามาบอกเล่าสื่อสารต่อ

ทีนี้พอมีคนที่รู้เรื่องนี้จริงๆ เขาอาจจะชอบหรือสนใจเหมือนกับเรามาช่วยกันดู และบอกว่า ตรงนี้คุณเขียนผิดนะ ที่จริงแล้วมันต้องแบบนี้ๆ เราก็แก้ไขไป

แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่อยากจะคงเอาไว้และเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ คือเราต้องมีความซื่อสัตย์ ถ้าเราผิดก็บอกว่าผิด เรายอมรับผิด แล้วปัญหามันจะจบทุกอย่างเลยจริงๆ แต่ถ้าเราผิดแล้วเราไปแถว่า แต่เรามองในมุมนี้ว่า…อะไรอย่างนี้ ไม่ควรทำครับ ถ้าผิดก็บอกว่าผิดแล้วมันจะสร้างสังคมการเรียนรู้จริงๆ

นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เคยผิดพลาดเสนอทฤษฎีที่สุดท้ายกลายเป็นว่าถูกพิสูจน์แล้วว่าผิด หรือว่าแม้กระทั่งอาจารย์ หน่วยงานต่างๆ นาซ่าเองยังเคยผิด เราเป็นแค่กลุ่มเด็กมัธยมกลุ่มเด็กมหา’ลัย ปี 1 ปี 2 การที่เราจะผิดบ้างมองว่ามันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเวลาที่เราทำอะไรผิดพลาดแล้วเรายอมรับมันหรือเปล่า ถ้าเรายอมรับ ครั้งหน้าเราก็จะไม่ผิดอีก

คนวัยใกล้ๆ กันมารวมกลุ่มกันทำอะไรสักอย่าง อยากรู้ว่าคุยเรื่องอะไรกันบ้างนอกจากเรื่องวิทยาศาสตร์

อิงค์: (ขำ) การ์ตูน เกม ผมติดเกมก็คุยเรื่องเกมกับกร แล้วก็…เรื่องเพศครับ (ขำ) นั่นแหละครับ

เติ้ล: วัยรุ่น อยากศึกษาอะไรอย่างนี้ครับ ก็คุยกันได้เป็นเรื่องปกติ จริงๆ เราสนิทกันมาก พอรู้ว่าชอบเรื่องเดียวกัน ได้มาทำงานด้วยกัน มันเป็นการละลายพฤติกรรมอย่างหนึ่งนะ กำแพงมันก็ลดลงแล้ว

เราคุยกันได้ทุกเรื่องไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องงาน หรือที่บ้านไม่เข้าใจ จะเรียนต่ออะไรดี เพราะยิ่งได้ทำงานร่วมกันมันได้เห็นมุมมองที่แต่ละคนมองโลก และไม่ได้แปลว่าแต่ละคนจะเพอร์เฟ็คท์เราเห็นมุมด้อยของแต่ละคนเราคุยกันได้ เพราะว่าสุดท้ายแล้ววัตถุประสงค์ของเราเหมือนกัน หนึ่งเลยคือเพื่อเล่าเรื่องอวกาศ สื่อสารเรื่องวิทยาศาสตร์ และสอง-เราอยากได้เพื่อน เราอยากได้กลุ่มคนที่ชื่นชอบเรื่องเดียวกับเรา

มีปัญหาอะไรบ้างในการทำงานของทีมวัย 10 กว่าถึง 20 ปี

อิงค์: ปัญหาคือวัยนี้มันเป็นวัยที่ร่างกายมันขี้เกียจ (ขำ) เรา…ขี้เกียจจริงๆ นะ ตอนเราเป็นเด็กเราไม่อยากตื่นไปเรียนตอนเช้า ไม่อยากทำการบ้าน อยากนอนอยู่บนเตียง มันเป็นวัยที่ร่างกายมันปรับตัว ตามวิวัฒนาการแล้วมันเป็นช่วงที่ขี้เกียจ เพราะเราต้องเรียนรู้โลกร่างกายเลยปรับให้เราขี้เกียจ

เติ้ล: เอาตามตรงไหมว่าทำไมเราขี้เกียจ เพราะว่าวัยนี้มันเป็นวัยที่เรียกว่าวัยเจริญพันธุ์ (ใช่ อิงค์บอก) แล้วเราต้องเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ในการสืบพันธุ์

แล้วจัดการความขี้เกียจยังไง

อิงค์: จัดการยากนะ

แต่เวลาทำงานงานจะขี้เกียจพร้อมกันทุกคนไม่ได้

เติ้ล: เรามีเป้าหมาย พอเรามีเป้าหมายชัดเจน คือเราอยากให้คนอ่านรู้เรื่องนี้ ดังนั้นวิธีการประมวลผล KPI ก็คือ ทำสิ่งนั้นให้ได้ ถ้ารู้สึกว่าทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ก็ต้องทำต่อให้จบ แต่ว่าวิธีการอาจไม่ถึงขั้นกระตุ้น เชื่อว่าคนที่เรียนหนัก การบ้านก็ต้องทำ หนังสือก็ต้องอ่าน งานบ้านก็ต้องดูแลรับผิดชอบ แล้วยังต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาทำอะไรแบบนี้อีกซึ่งรายได้มันก็ไม่ได้เยอะมาก บางทีทำไปขาดทุนอีก เลยมองว่าทุกคนที่มาทำมันมีสิ่งนึงร่วมกันเลยคือจิตใจที่เราอยากจะบอกเล่าสื่อสารความเป็นวิทยาศาสตร์

พอเรากระตุ้นสิ่งนี้ออกมาได้แล้ว ก็จะแบบ เฮ้ย เอาว่ะ ทำๆๆ เราอยากทำเราอยากบอกเล่าเรื่องนี้ จะรู้สึกดีใจมากเลยเวลามีเพื่อนๆ ในทีมทักมาบอก “พี่ข่าวนี้ข่าวใหญ่ อยากทำ ต้องเขียนเลยนะ อันนี้ขอจองเลยว่าคืนนี้จะต้องลง มีตารางอะไรจะลงไหม ขอลงผังไว้ก่อน”

เวลามีความรุ้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจหรือว่าพฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้น เราจำเป็นไหมที่จะต้องใช้วิทยาศาสตร์หาคำตอบมันทั้งหมด

อิงค์: ไม่จำเป็นนะ

เช่น เวลามีความรัก?

อิงค์: คือถ้าจะใช้มันก็ได้ แต่ถ้าจะไม่ใช้มันก็ได้นะ

ใช้ยังไง กับไม่ใช้ยังไง

อิงค์: เราก็ได้รู้ว่าพฤติกรรมมันเกิดจากอะไร เช่น เกิดจากฮอร์โมนตัวนี้นะ เกิดจาก…ชื่ออะไรนะจำไม่ได้ (ออกซิโทซิน เติ้ลตอบ) ใช่ เกิดจากออกซิโทซิน ทำให้รู้สึกว่าเราอยากมีความสัมพันธ์กับคนคนนี้ รู้สึกรักคนนี้ขึ้นมาก็จะเป็นพฤติกรรม แล้วก็จะรู้ว่าเขาจะหมดช่วงนี้ ช่วงโปรโมชั่นตรงนี้จากฮอร์โมนตัวนี้เเมื่อไหร่ด้วย แบบอีกหกเดือนมันก็หมดแล้วอะไรอย่างนี้ครับ จะรู้ว่าควรปรับพฤติกรรมอย่างไร แต่จะไม่ใช้ก็ได้นะ

ไม่ใช้ตอนไหน?

อิงค์: ก็เมื่อรู้สึกไม่อยากใช้ รู้สึกอยากให้มันเป็น feeling ของเขาไป

เติ้ล: จริงๆ เป็นคนขี้อ้อนแล้วชอบอ้อนคน ชอบแบบให้มีคนลูบหัว

อาการนี้เป็นวิทยาศาสตร์ไหม

เติ้ล: อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์เลย ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอย่างนี้ แต่คือพอเรามารู้ว่า เวลาที่เราอยากได้รับสิ่งนี้ มันเกิดจากในวัยเด็กที่เราเคยได้รับมาจากแม่แล้วเรารู้สึกว่าเราอบอุ่นเราปลอดภัย ก็เลยเรียกร้อง ถามหาสิ่งนี้

แล้วพอได้มาศึกษาก็ได้รู้ว่า มันเกิดจากการหลั่งของสารเคมีในสมองชื่อนี้ แล้วมันจะหลั่งออกมาเมื่อไหร่ แล้วทำให้เรารู้สึกยังไง

ก็เป็นการมองเรื่องของชีวิตในอีกมุมหนึ่ง ดังนั้นถามว่าเอาเรื่องของวิทยาศาสตร์มาใช้ในชีวิตหรือว่าในความรู้สึกได้ไหม จริงๆ ไม่ต้องแบ่งก็ได้นะ เพราะว่ามันมีแค่ว่าเรารู้กับไม่รู้ อธิบายได้กับอธิบายไม่ได้ ถ้าเราอยากจะอธิบายได้เราก็แค่ไปศึกษามาแล้วเราก็จะรู้ว่า เอ้ย ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ครับ

ปุณ: สมมุติเวลาเรารู้สึกเศร้าหรือกลัวอะไรขึ้นมาสักอย่าง บางทีมันก็เกี่ยวข้องกับแบบสารเคมีในสมองต่างๆ ถึงจะไม่ได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ขนาดนั้นแต่ก็ค่อนข้างจะสนใจพวกจิตวิทยาค่ะ จะพยายามหาข้อมูลพวกทฤษฎีต่างๆ ที่มันจะมาตอบโจทย์เราว่า ทำไมเรากำลังรู้สึกแบบนี้

ส่วนใหญ่จะใช้เวลารู้สึกไม่ค่อยดี รู้สึกเศร้าๆ จะพยายามเข้าใจว่า เออ มันเป็นเพราะว่ามีสารตัวนี้ขึ้นมานะ ก็แค่ต้องพยายามรู้ตัวไป ก็พยายามบอกตัวเองให้ได้ว่าเราเศร้าเพราะว่ามันมีสารเคมีตัวนี้ขึ้นมาเพราะงั้นไม่ต้องโทษตัวเองว่าฉันรู้สึกเศร้าแล้วฉันมันแย่ที่ฉันรู้สึกเศร้า ไม่งั้นมันจะเป็นวงจรที่แบบว่า รู้สึกเศร้าไปเรื่อยๆๆ แล้วก็โทษตัวเองไปเรื่อยๆ ค่ะ พราะงั้นก็จงหยุดวงจรของการโทษตัวเองดีกว่าค่ะ

SPACETH.CO

ในอนาคตอยากทำอะไรกัน

อิงค์: อยากทำอะไรก็ได้ทำให้คนชอบวิทยาศาสตร์

เติ้ล: อยากเปลี่ยนวิธีการมองวิทยาศาสตร์ของคนว่าวิทยาศาสตร์มันไม่ใช่แค่วิชาแต่มันคือมุมมองของการมองโลกครับ เพราะว่าเรามีช่วงชีวิตอยู่ไม่ถึง 100 ปี เราอยากใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ในการบอกเล่าเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ เพราะว่าความเท่ของวิทยาศาสตร์ก็คือการส่งต่อกันระหว่างรุ่นสู่รุ่น

นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเขาไม่รู้หรอกว่าสมการที่เขาคิด ทุกวันนี้มันจะเอามาใช้มันการขับเคลื่อน มาใช้ในการส่งยานอวกาศ เหมือนกับการสร้างองค์ความรู้ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นพีระมิดครับ

ไอแซ็ก นิวตัน เขาบอกเลยว่า ที่เขามองเห็นได้ทุกวันนี้ เพราะว่ามันเหมือนกับเขายืนอยู่บนบ่าของยักษ์ใหญ่ แล้วก็ไอ้ยักษ์ตนนั้นก็คือความรู้ต่างๆ คือนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนหน้าที่เขามาช่วยกันพัฒนาให้ความรู้ของเรามาอยู่ถึงจุดๆ นี้

แม้ว่าเขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนยกย่องมากมายแต่ที่เขายิ่งใหญ่ได้ เพราะเขากำลังยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ตนหนึ่ง ดังนั้นชีวิตหลังจากนี้ อยากจะอุทิศให้กับวิทยาศาสตร์ อยากจะทำยังไงก็ได้ให้ศาสตร์ที่เรียกว่าวิทยาสาสตร์มันยังคงอยู่ต่อไป เพื่อที่จะส่งต่อความรู้เหล่านี้ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานไปเรื่อยๆ ให้เราได้ค้นหาความลับของจักรวาล

author
ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
หญิงแกร่งที่ทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านให้กับ WAY ถ้าเป็นนักฟุตบอลนี่คือผู้เล่นผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ในสายงานข่าว ทั้งคลุกคลี สัมภาษณ์ บันเทิง ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้การเป็นคุณแม่ซึ่งมีลูกสาวย่างเข้าวัยรุ่นยังช่วยส่งเสริมให้สามารถปั่นงานด้านเด็กและเยาวชนอย่างเชี่ยวชาญ
ณขวัญ ศรีอรุโณทัย
อาร์ตไดเร็คเตอร์ผู้ได้รับอาญาสิทธิ์ชี้ขาดรสนิยมด้านวิชวลขององค์กร หากสงสัยว่าเหตุใดงานของณขวัญจึงมีลายเซ็นช่างคิดอยู่เสมอ คำตอบคือเขาน่าจะเป็นนักออกแบบไม่กี่คนในประเทศนี้ที่อ่านหนังสือราวกับปลวกแทะ และมีขีดความสามารถในการเขียนงานสร้างสรรค์ ทุกเช้าเขาจะปล้ำกับเครื่องชงกาแฟเพียรพยายามตีฟองนม ในขณะที่คนอื่นพึงพอใจกับการดื่มกาแฟดำ