ครึ่งหลังของปี 2568 เป็นช่วงเวลาหนักหนาสาหัสสำหรับชาวอยุธยาและชาวหาดใหญ่ เมืองทั้งสองแห่งถูกโถมทับด้วยมวลน้ำปริมาณมหาศาลจนกลายเป็นนครบาดาล และแม้ว่าระดับน้ำจะลดลงแล้วในหลายพื้นที่ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ทิ้งบาดแผลฉกรรจ์ที่ยากจะเยียวยา
บทความนี้ ผมอยากชวนผู้อ่านมาร่วมกันหาคำตอบว่า สาเหตุของน้ำท่วมรุนแรงคืออะไร และถ้ามันเกิดขึ้นอีกในอนาคต เราควรรับมืออย่างไร
อยุธยากับมหันตภัยจากการระบายน้ำแนวดิ่ง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและบริเวณข้างเคียงมีลักษณะเป็น ‘ที่ราบลุ่มแม่น้ำ’ โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสักเป็นเส้นเลือดใหญ่คอยหล่อเลี้ยงท้องทุ่งภาคกลาง แต่บางช่วงเวลาของปี โดยเฉพาะครึ่งหลังของฤดูฝน มวลน้ำก้อนใหญ่จากภาคเหนือจะไหลลงมาด้านล่าง น้ำจึงเอ่อล้นพ้นตลิ่ง หลากท่วมที่ราบน้ำท่วมถึง (floodplain) แผ่กระจายลงท้องทุ่ง แล้วเปลี่ยนทุ่งนาให้กลายเป็นผืนน้ำ นักวิทยาศาสตร์เรียกพื้นที่ลักษณะนี้ว่า ภูมิทัศน์น้ำหลาก (flood pulsing landscape)

น่ารู้ด้วยว่า คนสยามโบราณกับคนไทยปัจจุบันมีมุมมองเกี่ยวกับ ‘น้ำท่วม’ ที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก เพราะคนสมัยนี้มองว่าน้ำท่วมเป็นโทษ แต่คนสมัยก่อนกลับมองว่าน้ำท่วมเป็นคุณ เพราะมวลน้ำที่หลากท่วมเป็นวัฏจักรจะช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลไปยังปลายน้ำ รวมถึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผืนดิน พัดพาตะกอน แร่ธาตุ และสัตว์น้ำไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
นี่คือเหตุผลที่บรรพบุรุษของเราเลือกตั้งเมืองบนที่ดอน สร้างบ้านใต้ถุนสูง อาศัยบนเรือนแพ เดินทางด้วยเรือ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันปลูกข้าวและจับปลา รวมถึงใช้น้ำหลากขับไล่กองทัพข้าศึก
ปัจจุบัน ทุ่งน้ำหลากจำนวนมากได้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวตลอดปี หมู่บ้านจัดสรร และนิคมอุตสาหกรรม พื้นที่รับน้ำจึงน้อยลง และเพื่อปกป้องตัวเมืองกับพื้นที่เหล่านั้น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเนรมิตแนวคิดที่เรียกว่า ‘การระบายน้ำแนวดิ่ง’ ซึ่งเป็นการสร้าง คันกั้นน้ำประดิษฐ์ (artificial levee) ตามแนวแม่น้ำ เพื่อกักขังให้น้ำไหลอยู่ภายในแม่น้ำลำคลอง โดยไม่อนุญาตให้น้ำไหลบ่าลงท้องทุ่ง แต่เมื่อมวลน้ำถูกบีบให้ไหลอยู่ภายในช่องแคบๆ ระดับน้ำจึงยกตัวสูงขึ้น ทำให้ชุมชนตามแนวแม่น้ำลำคลองต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังนานเกือบครึ่งปี



ความจริงแล้ว การระบายน้ำแนวดิ่งไม่ใช่แนวคิดใหม่หรอกครับ เพราะเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาเคยนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับ แม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi river) แต่ภายหลังกลับพบว่าการสร้างคันกั้นน้ำทำให้แม่น้ำถูกจำกัดขอบเขตและตัดขาดจากที่ราบน้ำท่วมถึง ความสูงของระดับน้ำจึงเพิ่มขึ้น น้ำไหลเร็วขึ้น และแม่น้ำเกิดการกัดเซาะตัวเอง (river incision) จนในที่สุดคันกั้นน้ำก็แตก นำไปสู่วิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 1927 สร้างความเสียหายมหาศาล ประชาชนหลายแสนคนไร้ที่อยู่

เห็นได้ชัดว่า หน่วยงานราชการด้านน้ำของประเทศไทยกำลังทำผิดพลาดซ้ำรอยประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อศตวรรษที่แล้ว เพราะถ้ามวลน้ำถูกผันให้กระจายลงทุ่งอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง ชุมชนที่ถูก ‘บังคับ’ ให้กลายเป็นพื้นที่รับน้ำจะไม่ถูกน้ำท่วมสูงและนานจนเกิดความเสียหายมากมายขนาดนี้!!
ห่าฝน แอ่งหาดใหญ่ และเมืองขวางทางน้ำ
ขณะที่หลายอำเภอในอยุธยากำลังจมอยู่ใต้น้ำ ห่าฝนของเดือนพฤศจิกายนก็กระหน่ำลงมาติดต่อกันหลายวัน ทำให้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลายเป็นนครบาดาลไปอีกแห่ง แต่สาเหตุที่หาดใหญ่เกิดน้ำท่วมรุนแรงนั้นซับซ้อนกว่าที่อยุธยามากนัก ผมจะขอแบ่งออกเป็น 3 เหตุผล ดังนี้
1.ห่าฝน
หลายคนอาจจำได้ว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะหอบลมเย็นจากประเทศจีนลงมายังเขตศูนย์สูตร ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนภาคใต้จะมีฝนตกชุก
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณา ความเข้มฝน (rainfall intensity) ที่พุ่งสูงขึ้นภายในเวลาไม่กี่วัน เราจะพบว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแสดงความคิดเห็นว่า มีปรากฏการณ์อื่นแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง ได้แก่
- ระเบิดฝน
ระเบิดฝน (rain bomb) เป็นชื่อเรียกอย่างง่ายของไมโครเบิร์สต์แบบเปียก (wet microburst) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กระแสอากาศภายในเมฆพัดลงมาด้านล่างอย่างรวดเร็ว (downdraft) แล้วหอบเอาน้ำลงมาด้วย ทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วสลายหายไป
- เมฆระเบิด
เมฆระเบิด (cloudburst) เป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายกับระเบิดฝน เกิดจากเมฆก้อนขนาดใหญ่ทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างฉับพลันชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยอาจมีลูกเห็บและฟ้าผ่าร่วมด้วย แต่อาจไม่มีกระแสอากาศพุ่งลงมากระแทกพื้นที่ชัดเจนนัก
- แม่น้ำในบรรยากาศ
แม่น้ำในบรรยากาศ (atmospheric river) เป็นกระแสลมกรดระดับต่ำ (low-level jet stream) ที่อัดแน่นด้วยไอน้ำ โดยมีความสูงจากพื้นผิวโลกประมาณ 1-3 กิโลเมตร ถ้าแม่น้ำในบรรยากาศเคลื่อนที่มาปะทะกับภูเขาขนาดใหญ่ ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นเมฆและเกิดฝนตก เรียกว่า ฝนที่เกิดจากภูเขา (orographic rainfall)
แม้ว่า ‘ผู้ต้องสงสัย’ จะมีถึง 3 ปรากฏการณ์ แต่ผมเลือกที่จะตัดระเบิดฝนออกเป็นอย่างแรก เพราะระเบิดฝนไม่สามารถทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงหรือหลายวันได้ ส่วนเมฆระเบิดกับแม่น้ำในบรรยากาศ แม้จะมีความเป็นไปได้ แต่เงื่อนไขการเกิดและลักษณะของฝนที่พบในพื้นที่จริงอาจยังไม่สอดคล้องกันนัก
ผมคาดเดาว่า การแกว่งกวัดของภูมิอากาศ (climate oscillation) อาจเป็นตัวการสำคัญ เนื่องจากมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังอยู่ในสภาวะลานีญา (La Niña) ส่วนมหาสมุทรอินเดียอยู่ในสภาวะขั้วคู่มหาสมุทรอินเดียแบบลบ (Indian Ocean Dipole-negative phase) ซึ่งลักษณะลมฟ้าอากาศของมหาสมุทรทั้ง 2 ฝั่งสามารถ ‘เสริมกัน’ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกมากกว่าปกติ
ไม่เพียงเท่านั้น ความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศสุดขั้วครั้งนี้ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์หายาก คือ หย่อมความกดอากาศต่ำ 1 ลูก และพายุหมุนเขตร้อน 2 ลูก ที่ก่อตัวขึ้นพร้อมกัน แล้วแลกเปลี่ยนไอน้ำกับความร้อนแก่กัน โดยมีหย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีนทำหน้าที่ยึดจับร่องฝนเอาไว้ ฝนจึงตกแช่อยู่กับที่
นี่คือเหตุผลข้อแรกที่ทำให้น้ำท่วมครั้งนี้ยากเกินรับมือ

2.แอ่งหาดใหญ่
ช่วงที่หาดใหญ่ถูกน้ำท่วมใหม่ๆ มีสื่อจำนวนหนึ่งออกมานำเสนอข้อมูลว่า “หาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะที่รับน้ำจากทุกทิศทาง ทำให้น้ำท่วมได้ง่ายและรุนแรง”
ข้อมูลนี้ไม่ถูกต้องแน่นอนครับ เพราะบริเวณที่ต่ำที่สุดในพื้นที่แถบนั้นไม่ใช่เมืองหาดใหญ่ แต่เป็นทะเลสาบสงขลา หาดใหญ่จึงไม่สามารถรับน้ำจากทุกทิศทางได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือ หาดใหญ่มีภูเขารายล้อมหลายลูกและมีธารน้ำไหลผ่าน คล้ายกับแอ่ง
คำถามมีอยู่ว่า ‘แอ่ง’ คืออะไร
ในทางธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) คำว่า แอ่ง (basin) หมายถึง พื้นที่กว้างที่มีระดับความสูงน้อยกว่าพื้นที่รอบข้าง มีการรับน้ำกับตะกอนจากพื้นที่สูง และระบายน้ำออกได้น้อย ถ้าพิจารณาลักษณะของพื้นที่ เราจะพบว่าหาดใหญ่เข้าข่ายนิยามของคำว่า ‘แอ่ง’ แต่มันไม่ใช่กระทะขอบโค้งและก้นลึกตรงกลางแบบแอ่งระหว่างหุบเขา (intermontane basin) มันดูคล้ายกระทะก้นเรียบที่ด้านหนึ่งถูกทุบให้แบนลงมากกว่า ผมจึงเรียกมันว่า แอ่งลุ่มน้ำ (fluvial basin) ที่รับน้ำจากภูเขาหลายลูก แต่ระบายน้ำด้วยธารน้ำเพียงไม่กี่สาย
นี่คือเหตุผลข้อสองที่ทำให้หาดใหญ่เกิดน้ำท่วมง่ายและรุนแรง

3.เมืองขวางทางน้ำ
เราไม่สามารถควบคุมลมฟ้าอากาศและธรณีสัณฐานได้ แต่ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มนุษย์มีอำนาจควบคุม คือ ‘ผังเมือง’ เพราะชุมชนภายในเมืองหาดใหญ่กระจุกตัวกันค่อนข้างหนาแน่น และโครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้อต่อการไหลผ่านของน้ำ
ประเด็นนี้ร้อนแรงทีเดียวครับ เพราะขณะที่เมืองหาดใหญ่กำลังจมน้ำ นักวิชาการบางคนได้เสนอให้ทำลาย ‘ถนนลพบุรีราเมศวร์’ ซึ่งเป็นถนนที่ทอดยาวอยู่ด้านหน้าทะเลสาบสงขลา โดยพวกเขาเชื่อว่าการเจาะถนนให้เป็นโพรงจะช่วยเร่งการระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้

แม้ถนนดังกล่าวจะมีส่วนกีดขวางการระบายน้ำจริง แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการทำลายถนนในช่วงที่เกิดน้ำท่วม เนื่องจากด้านหลังของถนนมีชุมชนโบราณชื่อว่า ‘คูเต่า’ ซึ่งกำลังจมน้ำอยู่เช่นกัน และถ้าถนนเส้นนี้ถูกทำลาย มวลน้ำก้อนยักษ์จะทะลักเข้าไปซ้ำเติมชุมชนคูเต่าให้พินาศยิ่งกว่าเดิม
เมื่อความผันผวนของฝนฟ้า ลักษณะทางธรณีวิทยา และผังเมืองที่อ่อนแอ มาสอดประสานกัน มหาอุทกภัยจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!
การรับมือน้ำท่วมที่ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียน
สาเหตุหลักของน้ำท่วมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คือ ‘ฝนที่มากกว่าปกติ’ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่สิ่งที่ประชาชนอย่างพวกเราสามารถตำหนิรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มปาก คือ ‘การรับมือภัยพิบัติที่ผิดพลาด’ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแม่น้ำ (river regulation) ที่มากเกินควร จนทำให้คนริมแม่น้ำต้องแบกน้ำแทนคนในเมือง การแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า (hazard early warning) ที่ไร้ประสิทธิภาพ จนคนอพยพหนีไม่ทัน ทั้งๆ ที่มนุษยชาติมีความรู้และเทคโนโลยีสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
เรื่องน่าประหลาดอีกอย่างหนึ่ง คือ หลังจากมหันตภัยร้ายผ่านพ้นไป แทบทุกครั้งจะมีการ ‘ถอดบทเรียน’ เกิดขึ้น แต่บทเรียนที่ถอดออกมากลับไม่เคยนำพาไปสู่แนวทางการรับมือที่มีประสิทธิภาพเลยสักครั้ง!!
สำหรับการรับมือน้ำท่วมในอนาคต ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนาหลายด้าน เช่น เทคโนโลยีการพยากรณ์อากาศ ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตดาวเทียม การจัดเตรียมศูนย์พักพิง พาหนะกู้ภัย ศูนย์สั่งการส่วนกลางที่เข้าใจสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ และมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟูที่เป็นธรรม
ในระยะยาว ภาครัฐควรศึกษาแนวทางการรับมือน้ำท่วมอย่างน้อย 2 รูปแบบ ได้แก่ โครงการห้องสำหรับแม่น้ำ (Room for the River) ของประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเป็นการคืนพื้นที่บางส่วนให้กับแม่น้ำ และ แผนการรับมือฝนตกหนักของเมืองโคเปนเฮเกน (Copenhagen Cloudburst Formula) ซึ่งเป็นการออกแบบเมืองฟองน้ำ (sponge city) เพื่อลดความเปราะบาง (fragility) และเพิ่มความสามารถในการปรับตัว (resilience) อยู่ร่วมกับน้ำของแต่ละเมือง ตามความเหมาะสม
น้ำท่วมใหญ่ที่อยุธยาและหาดใหญ่ครั้งนี้ อาจเป็นภาพสะท้อนคำพูดของบิดาแห่งการจัดการที่ราบน้ำท่วมถึง อย่าง กิลเบิร์ต ฟาวเลอร์ ไวต์ (Gilbert Fowler White) ที่กล่าวว่า “น้ำท่วมเป็นการกระทำของเทพเจ้า แต่ความสูญเสียเนื่องจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์” ได้เป็นอย่างดี
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
สมาธิ ธรรมศร. (2558). รู้วิทย์ พิชิตภัยพิบัติ.
Diane Raines Ward. (2002). Water Wars: Drought, Flood, Folly and the Politics of Thirst.
https://www.nstda.or.th/sci2pub/floodplain-science-and-coexistence/
https://nmaahc.si.edu/explore/stories/great-mississippi-river-flood-1927
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_806151
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_648287
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_650397
https://www.matichon.co.th/region/news_5475565
https://www.stowa.nl/deltafacts/waterveiligheid/waterveiligheidsbeleid-en-regelgeving/room-river
https://www.asla.org/2016awards/171784.html
