สำรวจมาตรการคุมดื่ม แบบไหนมีเหตุมีผล และได้ผลจริง

นักดื่มและผู้ติดตามประเด็นทางสังคมจำนวนหนึ่ง มักจะบ่นรำคาญมาตรการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีเหตุผลให้บ่นจริงๆ เพราะมันลักลั่น ก่อให้เกิดข้อถกเถียง โดยเฉพาะการใช้มาตรฐานทางศีลธรรมและศาสนามาเป็นกลไกบังคับใช้

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศทั่วโลก ต่างก็มีมาตรการควบคุมการดื่มเพื่อลดผลกระทบทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ อาชญากรรม หรือปัญหาด้านสุขภาพ

ยังไม่ต้องเทียบก็ได้ว่าประเทศไทยมีมาตรการเข้มงวดกว่าประเทศอื่นหรือไม่ แต่ลองไปสำรวจกลไก เครื่องมือ การออกแบบมาตรการ ที่ครอบคลุมห่วงโซ่การบริโภคแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันตั้งแต่ผู้จำหน่ายไปจนถึงผู้บริโภคและผู้เกี่ยวข้อง ที่หลายๆ ประเทศในโลกบังคับใช้

กฎหมายความรับผิดชอบของร้านค้า (Dram Shop Laws / Server Liability)

มาตรการนี้กำหนดให้ร้านอาหาร ผับ บาร์ หรือสถานประกอบการที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย หากเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับผู้ที่มึนเมาอยู่แล้ว หรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และบุคคลนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือตนเองในภายหลัง เช่น ขับรถชนผู้อื่น

          ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกาและบางมณฑลในแคนาดา มีกฎหมาย Dram Shop อนุญาตให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องร้านค้าที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ให้กับผู้ที่ก่อเหตุได้หากพิสูจน์ได้ว่าร้านค้าละเลย โดยพนักงานเสิร์ฟต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อประเมินระดับความมึนเมาของลูกค้า และมีสิทธิ์ปฏิเสธการเสิร์ฟหากลูกค้ามีอาการมึนเมามากเกินไป

ความรับผิดชอบของบุคคลทั่วไป (Social Host Liability)

มาตรการนี้ขยายความรับผิดชอบไปถึงบุคคลทั่วไปที่จัดการชุมนุมหรือปาร์ตี้ส่วนตัว และมีการเสิร์ฟแอลกอฮอล์ให้แก่แขก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผู้เยาว์หรือผู้ที่มึนเมาจนเป็นอันตราย

ในหลายท้องที่ของสหรัฐอเมริกาและบางพื้นที่ในออสเตรเลีย มีกฎหมาย Social Host Liability ระบุให้เจ้าของบ้านหรือผู้จัดงานปาร์ตี้ต้องรับผิดชอบ หากผู้เยาว์ดื่มแอลกอฮอล์ในงานของตนเอง หรือหากแขกที่มึนเมาออกจากงานไปแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น หากวัยรุ่นดื่มเหล้าที่บ้านเพื่อนแล้วขับรถชน คนที่จัดปาร์ตี้อาจถูกฟ้องร้องได้

การควบคุมการบริโภคและจำหน่ายอย่างเข้มงวด

มาตรการควบคุมราคา: บางประเทศใช้มาตรการ Minimum Unit Pricing (MUP) หรือการกำหนดราคาขั้นต่ำต่อหน่วยแอลกอฮอล์ เพื่อลดการบริโภคในกลุ่มที่มีรายได้น้อยและลดการดื่มสุราปริมาณมากในคราวเดียว

ในสกอตแลนด์และเวลส์นำ MUP มาใช้เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพและสังคมที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ โดยกำหนดราคาขั้นต่ำที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสำหรับแอลกอฮอล์แต่ละหน่วย (unit) ทำให้เหล้าถูกๆ หายไปจากตลาด

จำกัดสถานที่จำหน่าย: หลายประเทศจำกัดจำนวนร้านค้าที่จำหน่ายแอลกอฮอล์เพื่อลดการเข้าถึงและการกระตุ้นการบริโภค

ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกอย่างสวีเดนและนอร์เวย์ ร้านค้าทั่วไปสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉพาะประเภทที่มีแอลกอฮอล์ต่ำเท่านั้น อาทิ เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 3.5 ดีกรี หากต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง ต้องไปซื้อที่ร้านค้าที่ดำเนินการโดยรัฐเท่านั้น (state-run monopolies) โดยมีการจำกัดเวลาทำการอย่างเข้มงวด รวมถึงการควบคุมการโฆษณาอย่างรัดกุม

มาตรการเชิงรุกเพื่อลดการขับขี่ขณะมึนเมา

ติดตั้งอุปกรณ์ล็อคเครื่องยนต์ (Ignition Interlock Devices – IIDs): เป็นอุปกรณ์ที่บังคับให้ผู้ขับขี่ต้องเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ก่อนสตาร์ทรถ หากมีแอลกอฮอล์ในลมหายใจเกินที่กำหนด รถจะไม่สามารถสตาร์ทได้ มักใช้กับผู้ที่เคยถูกจับในข้อหาเมาแล้วขับ

หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียกำหนดให้ผู้ที่ถูกลงโทษฐานเมาแล้วขับต้องติดตั้ง IIDs ในรถของตนเองเป็นระยะเวลาหนึ่งหลังพ้นโทษ

แคมเปญรณรงค์และให้ความรู้: มีการลงทุนในแคมเปญรณรงค์ที่เน้นย้ำถึงความอันตรายของการขับขี่ขณะมึนเมา และส่งเสริมทางเลือกอื่นๆ ในการเดินทาง

แคมเปญ “Don’t Drink and Drive” ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมักจะมีการสนับสนุนบริการ Ride-sharing หรือบริการรถแท็กซี่สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์

มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการควบคุมปัญหาแอลกอฮอล์ไม่สามารถทำได้โดยการจำกัดเพียงผู้ดื่มเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบเชิงลบต่อสังคมโดยรวม

มาตรการที่คนไทยอาจไม่คุ้น แต่ได้ผลในบางประเทศ

นอกเหนือจากมาตรการพื้นฐานที่เข้าใจไม่ยากข้างต้นแล้ว ยังมีแนวคิดและมาตรการที่อาจฟังดูแปลกหรือแตกต่างออกไป แต่กลับถูกนำมาใช้ในบางประเทศด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อควบคุมปัญหาแอลกอฮอล์ในมิติที่หลากหลาย ตามเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรม อาทิ

“Sober Zones” หรือ “เขตปลอดแอลกอฮอล์” แบบเคลื่อนที่/ชั่วคราว

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่การห้ามดื่มในที่สาธารณะแบบถาวร แต่เป็นการกำหนด “เขตปลอดแอลกอฮอล์” เฉพาะกิจในบางพื้นที่หรือช่วงเวลาที่มีการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก เช่น เทศกาล คอนเสิร์ต หรือการแข่งขันกีฬา เพื่อป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทหรือความวุ่นวายที่เกิดจากความมึนเมา

ตัวอย่างเช่น ในบางเมืองของสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ตำรวจและผู้จัดงานสามารถประกาศให้พื้นที่จัดการอีเวนต์ขนาดใหญ่ หรือพื้นที่สาธารณะบางส่วนเป็น “Alcohol-Free Zones” หรือ “Dry Zones” ชั่วคราวในช่วงเวลาที่กำหนด หากพบผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับ หรือถูกเชิญให้ออกจากพื้นที่ทันที ซึ่งแตกต่างจากการห้ามดื่มในที่สาธารณะทั่วไปตรงที่เน้นความยืดหยุ่นและการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะ

จำกัดปริมาณการซื้อต่อบุคคล หรือ “โควต้าการซื้อ”

ในบางกรณี รัฐอาจควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ที่แต่ละบุคคลสามารถซื้อได้ในแต่ละครั้ง หรือในแต่ละช่วงเวลา เพื่อป้องกันการกักตุนหรือการบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป

มาตรการนี้ใช้ที่เกาะแฟโร (หมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของเดนมาร์ก) ซึ่งมีร้านค้าแอลกอฮอล์ที่ดำเนินการโดยรัฐเพียงไม่กี่แห่ง มีมาตรการควบคุมการซื้อที่ค่อนข้างเข้มงวด ลูกค้าอาจถูกจำกัดปริมาณการซื้อต่อครั้ง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สูง เพื่อควบคุมการบริโภคในระดับครัวเรือนและป้องกันการขายต่อผิดกฎหมาย

การออกใบอนุญาตดื่ม (Drinking Permits) หรือการลงทะเบียนผู้ดื่มเฉพาะกิจ

แม้จะเป็นแนวคิดที่ยังไม่แพร่หลาย แต่ก็มีการพูดถึงและทดลองใช้ในบางบริบทเล็กๆ เพื่อควบคุมพฤติกรรมการดื่ม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยง

ตัวอย่างที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนก็คือ ในบางชนเผ่าพื้นเมืองของออสเตรเลีย ซึ่งมีปัญหาการติดสุราเรื้อรังและผลกระทบทางสังคมรุนแรง มีบางชุมชนที่นำแนวคิด “Liquor Permits” หรือ “Alcohol Restrictions” มาใช้ โดยบุคคลที่ต้องการซื้อหรือบริโภคแอลกอฮอล์ในพื้นที่เหล่านั้นอาจต้องมีใบอนุญาตพิเศษ หรือถูกจำกัดประเภทและปริมาณของแอลกอฮอล์ที่สามารถซื้อได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพและสวัสดิภาพของชุมชน

ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบอายุและปริมาณแอลกอฮอล์ในตัวผู้ขับขี่

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่การเป่าแอลกอฮอล์ แต่รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้นเพื่อตรวจสอบและยับยั้งพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

มาตรการนี้บางบริษัทและหน่วยงานในประเทศอย่างญี่ปุ่น กำลังศึกษาและทดลองใช้ระบบตรวจจับแอลกอฮอล์ในรถยนต์ที่อาจไม่จำเป็นต้องเป่า แต่สามารถตรวจจับปริมาณแอลกอฮอล์จากเหงื่อที่มือที่จับพวงมาลัย หรือจากลมหายใจในห้องโดยสารได้อัตโนมัติ และหากตรวจพบแอลกอฮอล์เกินกำหนด รถจะไม่สามารถสตาร์ทได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่เข้าไปแทรกแซงพฤติกรรมเสี่ยงก่อนจะเกิดอันตราย

การบังคับบำบัดผู้ติดสุราในรูปแบบที่ไม่ใช่การจำคุก

แทนที่จะลงโทษด้วยการจำคุกเพียงอย่างเดียว บางประเทศมีมาตรการที่เน้นการบำบัดฟื้นฟูอย่างเข้มข้น โดยใช้คำสั่งศาลบังคับให้เข้ารับการบำบัดในศูนย์เฉพาะทาง หรือเข้ารับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด

ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกาและบางมณฑลของแคนาดา สำหรับคดีเมาแล้วขับซ้ำซาก หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ร้ายแรง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูอย่างเข้มข้นในศูนย์บำบัด หรือเข้าร่วมโครงการบำบัดฟื้นฟูเฉพาะทาง โดยมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของพฤติกรรมเสพติดมากกว่าการลงโทษเพื่อลงโทษ

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของแต่ละประเทศในการปรับใช้แนวทางที่หลากหลาย เพื่อรับมือกับปัญหาแอลกอฮอล์ในบริบทและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป บางมาตรการอาจฟังดูเข้มงวดหรือจำกัดสิทธิ แต่มีเป้าหมายเพื่อลดผล กระทบเชิงลบต่อสังคมโดยรวม

Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY

Illustrator

ศุภกาญจน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
วิ่งเล่นในโลก 2D, 3D และ UX/UI รักน้องหมาและความสงบแต่คุยเก่งแบบสบายๆ