สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง น่าจะเคยได้ยินชื่อ ต้า-วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ บ้าง เพราะชื่อนี้ตกเป็นข่าวอยู่หลายวันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เนื่องจากเขาถูก ‘อุ้มหาย’ ขณะลี้ภัยการเมือง หลังรัฐประหารอยู่ที่ประเทศกัมพูชา
เวลา 5 ปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม เป็นเวลา 5 ปีที่ ไม่เคยหยุดภารกิจค้นหาความจริงเกี่ยวกับการถูกอุ้มตัวของน้องชาย ดังที่ปรากฏในหนังสือ ราคาของความจริง : บันทึกการตามหาน้องชายและเส้นทางรณรงค์ยุติการบังคับสูญหายของ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่บันทึกการสืบสวนค้นหาความจริงที่จะให้คำตอบว่า ใครทำให้อุ้มวันเฉลิม ? และทำไปทำไม?
แต่เป็นหนังสือที่บันทึกความคิด ความรู้สึก ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยลดละความพยายามในการตามหาน้องชาย พร้อมกับการเรียนรู้ด้วยตัวเองในทุกๆ วันว่า ภารกิจนี้ใหญ่โตและมีราคาที่ต้องจ่ายมากมายอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ราคาที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องไปหาความจริงถึงประเทศกัมพูชา การติดต่อหน่วยงานต่างๆ หากแต่ รวมถึงเวลาและชีวิตที่สิตานันต้องจ่าย ด้วยการออกจากงานประจำ มีเพื่อนฝูงที่พบปะประจำน้อยลงและสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ คือ ความรู้สึกต่างๆ นานา ชีวิตที่ไม่เคยปกติสุขเหมือนเดิม มีความเศร้า ความกังวล ความโกรธ ความเกลียด ความเครียด รวมถึงการถูกสะกดรอย คุกคาม ดังที่สิตานัน เขียนไว้ว่า “การสูญเสียของตาร์ในวันนี้ คือความสูญเสียของเราด้วย” (น. 50)
อย่างไรก็ดีความรู้สึกด้านลบเหล่านี้ ไม่เคยทำให้สิตานันหยุดการตามหาความจริงเกี่ยวกับการถูกอุ้มหายของน้องชาย เธอมีความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เรื่องของน้องชายเงียบ “มึงทำกับแปดคนก่อนหน้านี้แล้วเงียบ แต่ไม่ใช่กับกู น้องกู ครอบครัวกู” (น.52) การติดตามการหายตัวของน้องชาย จึงทำให้เรื่องของวันเฉลิมไม่เงียบ และยังถูกพูดถึงอยู่จนปัจจุบัน และมีส่วนให้ใครที่คิดจะทำแบบเดียวกันต้องชะงัก ไม่ทำซ้ำ
ในฐานะที่สนใจเรื่อง ความทุกข์ทนทางสังคม (social suffering) ผมอ่านงานทางด้านมานุษยวิทยาที่ศึกษาความทุกข์ทนของผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เนื่องความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองมาหลายชิ้น ( การลักพาตัว หรือการอุ้มหายด้วยมูลเหตุทางการเมืองถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง) สิ่งหนึ่งที่งานเหล่านี้ชี้ก็คือ ประสบการณ์ความสูญเสียอันเนื่องมาจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมนี้ เป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก
ต้นเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ผมเข้าใจได้ทันทีเมื่อพิธีกร ถามความรู้สึกของคุณสิตานันเรื่องน้องชายถูกอุ้ม แล้วคุณสิตานันตอบว่า ที่เขียนออกมานั้นยังไม่ถึง 50 เปอร์เซนต์ของความรู้สึกของเธอ เพราะยังมีอีกมากที่เขียนไม่ออก บรรยายไม่ได้
ความมุ่งมั่นในการตามหาน้องชายนั้นต้องชื่นชมและให้กำลังใจเป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว มากกว่านั้นความพยายามที่จะเขียนถ่ายทอดประสบการณ์อันบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก เพื่อบอกเล่าความรู้สึก ความยากลำบากต่างๆ ที่ประสบระหว่างการตามหาความจริงเกี่ยวกับน้องชาย จึงเป็นความมานะพยายามที่น่าชื่นชมยิ่งไปอีก
อีกทั้งยังเป็นการเขียนความรู้สึกตัวเองอย่างซื่อสัตย์และกล้าหาญ เช่น การบอกความโกรธ ความเกลียด ของตัวเองต่อเพื่อนน้องชาย ที่ยังคบหากับพรรคการเมืองที่ครั้งหนึ่ง วันเฉลิมเคยทำงานให้ แต่วันนี้กลับไม่ดูดายช่วยเหลือในการตามหาความจริง
หากไม่มีความจริงใจและความกล้าหาญเช่นนี้ คงไม่มีใครเปิดเผยความรู้สึกออกมาเช่นนี้ เพราะอาจทำให้ภาพของตัวเองดูไม่ดี หรือเป็นที่ชังของพรรคการเมืองพรรคนั้นได้
ราคาของความจริง คุณค่าของความจริง
คุณสิตานันตั้งชื่อหนังสือว่า ราคาของความจริง แต่เมื่ออ่านจบแล้ว ผมอยากเปลี่ยนชื่นหนังสือ ให้เป็น คุณค่าของความจริง บันทึกการตามหาน้องชายชิ้นนี้ เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า สำหรับผู้สูญเสียคนที่รักเพราะถูกอุ้มหายนั้น ไม่มีใครทำใจยอมรับได้โดยง่าย ความเสียใจ ความโกรธในความไม่เป็นธรรมที่ประสบอยู่ในเบื้องลึกเสมอ หากแต่เงื่อนไขของผู้สูญเสียส่วนใหญ่ ไม่อาจทุ่มเทตามล่าหาความจริงได้ดังคุณสิตานันทำ ดังนั้นเสียงของคุณสิตานัน จึงแทนความสูญเสียของครอบครัวอื่นๆ ด้วย
จากประสบการณ์ที่ผมเคยทำวิจัยความทุกข์ทนของผู้ที่บาดเจ็บ พิการ หรือต้องคดีจำคุกจากความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองมาก่อน ผมพบว่า สิ่งหนึ่งที่ตรงกันระหว่างเหยื่อของความรุนแรงที่ผมเคยพุดคุยด้วยและคุณสิตานันก็คือ ต้องการให้ความจริงปรากฏ
ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงด้วยกระสุนยางจนสูญเสียดวงตา หรือผู้ที่ต้องพิการต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตเพราถูกเจ้าหน้าที่รุมตี นอกจากค่าชดเชยเยียวยาความเสียหายแล้ว สิ่งสำคัญที่เหยื่อเหล่านี้ต้องการคือ การยอมรับว่า พวกเขาคือผู้กระทำอย่างไม่เป็นธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
ทำนองเดียวกัน คุณสิตานันและครอบครัว ต่างก็ต้องการรู้ความจริง เกี่ยวการถูกอุ้มหายของน้องชายใครคือผู้กระทำ ใครคือผู้สั่งการ และทำไปด้วยเหตุผลอะไร และสุดท้ายคือ วันเฉลิมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ การที่ต้องรอคอยด้วยความหวังที่หาความแน่ชัดไมได้ว่า น้องชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ คือความทุกข์ทนรูปแบบหนึ่ง
ในช่วงหลังของหนังสือ คุณสิตานันถ่ายทอดเรื่องราวจากการตามหาน้องชาย มาร่วมรณรงค์ให้รัฐสภาออก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย พ.ศ. 2565 อีกทั้งยังได้เรียนรู้ประสบการณ์ขอผู้สูญเสียจากเหตุการณ์อื่นๆ เช่น ผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญด้านบวกในหมู่ผู้ทุกข์ทนที่งานวิชาการหลายชิ้นกล่าวถึงคือ ความทุกข์ทนทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (altruism born of suffering) ในหมู่คนที่สูญเสียถึงจุดหนึ่งจะเกิดความเห็นอกเห็นใจคนที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน เกิดกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกัน และผลักดันให้เกิดการสรุปบทเรียน ป้องกันไม่ให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต กรณีของคุณสิตานันแรงผลักจากการสูญเสียน้องชาย การต้องการหาความจริง นำไปสู่การร่วมรณรงค์จนเกิดรัฐสภาออกกฏหมายข้างต้น
หนังสือบันทึกการตามหาน้องชายของคุณสิตานัน จึงทำให้ทำให้ความทรงจำส่วนตัง ความเจ็บปวดและการสูญเสียส่วนบุคคล กลายเป็นความทรงจำและการตระหนักรู้ของสังคม
จากราคามากมายที่ต้องจ่ายเพื่อตามหาความจริง และแม้ความจริงเกี่ยวกับวันเฉลิมยังไม่ปรากฏ แต่ท้ายที่สุด คุณค่าของการตามหาความจริงก็ก่อผลอย่างน่าชื่นชม
สำหรับผู้สนใจหนังสือ “ราคาของความจริง: บันทึกการตามหาน้องชายและเส้นทางรณรงค์ยุติการบังคับสูญหายของสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” สามารถสอบถามได้ที่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Facebook Page: Cross Cultural Foundation (CrCF)
