บุญเลิศ วิเศษปรีชา

บุญเลิศ วิเศษปรีชา เป็นนักมนุษยวิทยาเจ้าของวิทยานิพนธ์ดีเด่น จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดพรมแดน: โลกของคนไร้บ้าน
กรุงเทพฯ – โตเกียว – มะนิลา คือสนามศึกษาที่ บุญเลิศ พาตัวเองเข้าไปเป็นโฮมเลส กินแบบโฮมเลส นอนแบบโฮมเลส และคิดอ่านแบบโฮมเลส
นอกจากเรื่องเล่าและสีสันที่เก็บมาจากการศึกษาภาคสนาม คอลัมน์ ‘สายสตรีท: เรื่องเล่าข้างถนนจากมะนิลา’ ใน waymagazine.org คือความพยายามและทะเยอทะยานส่วนบุคคลของบุญเลิศ วิเศษปรีชา ที่จะเลือนและหลอมพรมแดนระหว่าง ‘งานวิชาการ’ กับ ‘วรรณกรรม’ เข้าไว้ด้วยกัน

บทสนทนาในค่ำคืนสุดท้าย

บทส่งท้ายของ 'สายสตรีท' บุญเลิศ วิเศษปรีชา ทบทวนความสัมพันธ์ในสนามการศึกษาเรียนรู้ที่มากกว่าความเป็นนักมานุษยวิทยา ผ่านมิตรภาพ เรื่องราวของคนไร้บ้าน ที่เป็นทั้งตัวละครและเพื่อน จนกลายมาเป็นเรื่องเล่า 'สายสตรีท' จากข้างถนนกรุงมะนิลา

งุ่มง่าม หัวร้อน สะท้อนตัวตนเราและเขา  

เรื่องเล่าของบุญเลิศ วิเศษปรีชา ความคมชัดที่สุดคือการที่นักมานุษยวิทยาคนหนึ่งลงไปในสนามที่ตนสนใจศึกษา เป็นการศึกษาผู้อื่นและสังคมอื่น แต่เรื่องเล่าหลายชิ้นของบุญเลิศก็บอกเป็นนัยว่า นี่คือศึกษาและทำความเข้าใจตัวเอง อาการ 'หัวร้อน' และการรู้เนื้อรู้ตัวก็น่าจะยืนยันสันนิษฐานที่ว่า ขณะที่เขาเรียนรู้ผู้อื่น เขาก็กำลังเรียนรู้ตัวเอง

คน (ไทย) ไร้บ้านในมะนิลา

ความไว้วางใจ น่าจะเป็นอัญมณีที่นักมานุษยวิทยาต้องการจากซับเจ็คต์ที่ตนศึกษา ไม่มีสูตรสำเร็จว่านักมานุษยวิทยาคนหนึ่งจะได้รับความไว้วางใจจากแหล่งข้อมูลหรือซับเจ็คต์ที่เขาศึกษาอย่างไร แต่บุญเลิศได้สาธิตให้เราดูมาหลายตอนแล้วว่า ความไว้วางใจระหว่างเขากับคนไร้บ้านที่กรุงมะนิลาก่อร่างขึ้นมาอย่างไร

จากตากาล็อก 101 ถึง ภาษาข้างถนน

'จากตากาล็อก 101 ถึง ภาษาข้างถนน' เป็นเหมือนบันทึกเบื้องหลังเรื่องเล่าและเรื่องราวใน 'สายสตรีท' เป็นเหมือนเบื้องหลังการถ่ายทำที่ทำให้เราเห็นวิธีการทำงานและวิธีคิดของผู้กำกับภาพยนตร์ บุญเลิศ วิเศษปรีชา ใช้เวลา 2 ปี เรียนภาษาตากาล็อกที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ก่อนลงสนามจริงที่ข้างถนนกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ คอลัมน์ 'สายสตรีท' คือผลลัพธ์ปลายทางที่พวกเราได้อ่านกัน

ยามเจ็บ ยามป่วย

สำหรับคนไร้บ้านในฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาและเหล่าคนจนแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงคือ การรักษาพยาบาล แม้กระทั่งยามเกิดเหตุฉุกเฉิน 'พวกเขา' ยังต้องซื้อสำลีและยาใส่แผลเอง ไม่นับรวมการถูกปฏิเสธการได้รับการรักษาตามสิทธิที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี นี่คือเรื่องราวเจ็บปวดอีกประการของเหล่าคนไร้บ้าน

ตาตายโฮเซ่ คนที่ร้อย

ตาตายโฮเซ่ หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ของ บุญเลิศ วิเศษปรีชา เป็นชายเก็บของเก่าที่มีเรื่องราวชีวิตแปลกกว่าคนอื่นๆ นอกจากคำบอกเล่าที่ว่า เขามีบ้าน มีครอบครัวฐานะดี แต่ชีวิตที่ไร้แก่นสารนำพาเขาไปพบกับคำสอนของพระเจ้า และคำสอนของพระเจ้านี่เองที่เบิกทางชีวิตใหม่ให้กับเขา

บ้านข้างถนนของครอบครัวคาเรล

คาเรล เป็นเสมือนผู้จัดการและผู้ดูแล ‘โอติสคอนโดมีนุม’ ที่อยู่ของบรรดาคนไร้บ้าน นิยามของ 'คนไร้บ้าน' นี้ควรเป็น 'housless' มากกว่า 'homeless' หรือเปล่า ยังไม่มีข้อสรุป แต่สำหรับคาเรล เธอไม่สงสัยคำวิชาการ เพราะคำว่า“feel at home” ก็สามารถอธิบายทั้งหมดได้แล้ว

ห่อเปี๊ยะจากถุงขยะของนกนก

หากห้องครัวคือหัวใจของบ้าน ถังขยะก็น่าจะเป็น 'หัวใจ' ของบ้านของคนไร้บ้าน เจโสนมีรายได้จากการขายห่อเปี๊ยะรีไซเคิล หรือห่อเปี๊ยะที่มาจากถุงขยะร้านเบเกอรีที่ทิ้งเจ้าขนมนี่ เพราะหมดอายุแล้ว บุญเลิศ วิเศษปรีชา คุ้ยลึกเข้าไปในหัวใจของบ้าน เจโสนมาอยู่บ้านหลังนี้ที่ริมถนนมะนิลาได้อย่างไร จากหัวใจของบ้านสู่หัวใจของคนในนั้น