Bobby Deerfield, The Humbling หนังไม่ทำเงินของอัล ปาชิโน กับ ความตายที่มาก่อนเวลา

อัลเฟรโด เจมส์ ปาชิโน เกิดเมื่อปี 1940 เป็นชาวแมนฮัตตันโดยกำเนิด เรียนการแสดงแบบ method จากลี สตราสเบิร์ก ด้วยการแสดงวิธีนี้นี่เองทำให้หนังเรื่องที่สองของเขา Panic in the Needle Park เข้าตาฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา แล้วคว้าบทไมเคิล คอร์เลโอเน ไปได้ในที่สุด

อัล ปาชิโนเล่นหนังเรื่องแรกเมื่ออายุ 29 ปี โดยปรากฏตัวเพียง 4-5 วินาทีในหนังปี 1969 เรื่อง Me, Natalie เขาแค่เดินเข้าไปขอแพ็ตตี้ ดุ๊ค เต้นรำ พูดอะไรกัน 2-3 คำแล้วทิ้งเธอไว้กลางฟลอร์ จากนั้นเราจะไม่เห็นอัล ปาชิโนอีกเลย ส่วนแพ็ตตี้ ดุ๊กคว้าลูกโลกทองคำปีนั้น

อัล ปาชิโนเล่นหนังเรื่องที่ 2 ปี 1971 เรื่อง The Panic in the Needle Park รับบทเป็นคนติดยา แสดงร่วมกับคิตตี้ วินน์ เล่าเรื่องกลุ่มคนติดยาเสพติดในแมนฮัตตันโดยมีศูนย์กลางที่มุมถนนหนึ่ง เขาฉายแววนักแสดงฝีมือดีมาตั้งแต่หนังเรื่องนี้ ท่าเดิน เหวี่ยงมือ วิธีพูด รอยยิ้ม จ้องตา ความเครียด ความโกรธ เขาทำได้ทุกท่วงท่าอย่างน่ามอง ซึ่งไม่น่าแปลกใจนักเพราะเขาผ่านละครเวทีโดยคว้ารางวัลมามากมายก่อนแล้ว

ถัดจากนี้เขาจึงเป็นไมเคิล คอร์เลโอเนแล้วตามด้วย Scarecrow, Serpico, Godfather II และ Dog Day Afternoon ที่เรารู้จักกันดี เป็นหนึ่งในนักแสดงชายที่ได้รับบทดีๆ ตลอดเส้นทางนักแสดง ทำเงินบ้างไม่ทำเงินบ้างสลับกันไป แต่คำชื่นชมมีอยู่สม่ำเสมอและสูงค่าเกินกว่ารางวัลทั้งหมดที่เขาได้รับ

วันนี้ชวนดูหนังไม่ทำเงินของอัล ปาชิโน 2 เรื่องที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มองข้ามไป หนังยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม  อัล ปาชิโนแสดงนำได้ยิ่งกว่ายอดเยี่ยม แต่ไม่ทำเงิน บทภาพยนตร์ไม่ถึงกับแย่ บางท่านว่าดีมากด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามก็ต้องการนักดูหนังที่ตั้งใจดู ต้องการได้รับสิ่งที่สื่ออื่นให้มิได้นอกจาก ‘ภาพยนตร์’

หนังถัดจาก Dog Day Afternoon หรือปล้นกลางแดด คือ Bobby Deerfield หนังปี 1977 ของซิดนีย์ พอลแล็ค (เช่น Out of Africa 1985) ใช้ทุนไป 6 ล้านกว่าเหรียญ ได้คืนมา 9 ล้านกว่าเหรียญ จะเป็นไปได้อย่างไรกับฝีมือซิดนีย์ พอลแล็ค แต่ก็เป็นไปแล้ว หนังตายเหมือนตัวละครที่เห็นในหนังตาย แต่ก็เป็นหนึ่งในหนังที่นักวิจารณ์ชื่นชมกันตลอดมา

อัล ปาชิโนตอนนั้นอายุ 37 ปี รับบทบ๊อบบี้ เดียร์ฟิลด์ นักขับรถแข่งชั้นนำ เขาเอาจริงกับงานที่ทำ จริงจังกับการแข่งขัน เตรียมพร้อมทีมงานอย่างเข้มงวด หนังเปิดฉากด้วยการแข่งรถครั้งหนึ่งในฝรั่งเศส รถแข่งสองคันพลิกคว่ำหลุดออกนอกสนาม เพื่อนคนหนึ่งตายทันที อีกคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสส่งโรงพยาบาล

บ๊อบบี้เดือดดาลกับเรื่องที่เกิดขึ้นแม้ว่าตัวเขาจะไม่เป็นอะไร เดือดดาลใส่ภรรยา เกรี้ยวกราดใส่ทีมงานและช่างเครื่อง หนังช่วยให้เราคนดูเห็นได้ว่าเวลาคนเราโกรธระดับนี้ที่แท้เขากำลังโกรธตัวเอง หรือที่จริงเขากำลังกลัวอะไรบางอย่าง

บ๊อบบี้คาดโทษทีมงานที่ดูแลรถแข่งของเขา “ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าผมจะไม่ตาย” จากนั้นเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าบอกลาภรรยาแล้วขับรถคนเดียวจากฝรั่งเศสไปเยี่ยมเพื่อนที่บาดเจ็บสาหัสนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเทือกเขาสวิตเซอร์แลนด์

เพื่อนที่รอดตายเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ บ๊อบบี้นั่งคุยกับเพื่อนแล้วลงมาที่ร้านอาหารข้างล่าง หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่คนเดียวเป็นฝ่ายทักเขาก่อน เธอขอบุหรี่ เธอช่างพูด เธอซักถาม บางทีคล้ายซักฟอก บ๊อบบี้เป็นฝ่ายนั่งฟังตามมารยาทเสียเป็นส่วนใหญ่ หญิงสาวชื่อลิลเลียน มอเรลลี่ รับบทโดย มาร์ธ เคลเลอร์  สวยน่ามองแม้จะไม่สวยมาก  ท่วงท่าและวิธีการพูดชวนมองไม่เฉพาะกับบ๊อบบี้แต่กับคนดูหนังด้วย พูดง่ายๆ ว่านี่เป็นหนังที่เล่นกันสองคนและชวนดูเพราะดูเพลิน

ลิลเลียนขอติดรถบ๊อบบี้ออกจากโรงพยาบาล ถึงตอนนี้คนดูน่าจะรู้แล้วว่าหล่อนเป็นผู้ป่วย บ๊อบบี้ก็ควรจะรู้แล้วเช่นกัน เขาปฏิเสธในตอนแรกแต่ก็ถอยรถกลับมาในตอนหลัง อันที่จริงคนดูน่าจะพอเดาได้ด้วยว่าเธอเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย แล้วก็ได้แต่สงสัยว่าบ๊อบบี้รู้มั้ย จะว่าไปผมก็ไม่แน่ใจว่านักดูหนังท่านอื่นจะรู้มั้ย และไม่เข้าใจว่าตัวเองรู้ได้อย่างไรว่าเธอเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย นี่คือฝีมือกำกับของซิดนีย์ พอลแล็ค

ลิลเลียนช่างพูด ร่าเริง แจ่มใส สองคนเดินทางด้วยกันไปถึงฟลอเรนซ์ บ๊อบบี้ส่งเธอถึงบ้านที่เธออยู่คนเดียว จากนั้นเขาจึงขับรถกลับฝรั่งเศส แล้วหันไปสนใจรถแข่งเหมือนเดิม

วันหนึ่งบ๊อบบี้เก็บของขึ้นรถกลับไปฟลอเรนซ์อีก เขาไปหาลิลเลียน ขับรถเที่ยวด้วยกัน ดินเนอร์ด้วยกัน สุดท้ายก็ใช้ชีวิตด้วยกัน เธอมิได้ทำให้เขาร่าเริงขึ้นแต่ตัวเธอเองร่าเริงอยู่เสมอ ใช้ชีวิตแต่ละวันให้คุ้มค่า ใช้ทุกนาทีให้สมควรแก่การที่มีชีวิต แต่บางครั้งก็มากไปจนบ๊อบบี้รับไม่ได้ก็บอกลากลับบ้านอีก

บ๊อบบี้รับอะไรไม่ได้ ดูเผินๆ คือรับไม่ได้ที่เธอช่างใช้ชีวิตได้คุ้มกับการมีชีวิตเสียจริงในขณะที่เขาทำไม่ได้ เขามีภรรยา มีงาน มีการแข่งรถที่ต้องกลับไปทำ ที่เขาไม่รู้คือเขามีความกลัวตายเกาะติดตัวอยู่ตลอดเวลา ที่แท้แล้วความกลัวตายคือความตาย กลไกทางจิตทำให้เขาห่างเหินภรรยา หงุดหงิดใส่ทีมงาน และสุดท้ายก็ระเบิดเอากับลิลเลียน

บางครั้งผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็อาจจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกมากไปถึงระดับที่เรียกว่า hypomania อย่างไรก็เป็นเรื่องของกลไกป้องกันตัวทางจิตที่ทำให้เกิดขึ้น

เป็นภรรยาของบ๊อบบี้ที่บอกเขาว่าลิลเลียนใกล้ตาย ที่แท้เธอรู้อยู่ตลอดเวลาว่าบ๊อบบี้หายไปไหน คนดูก็เพิ่งแน่ใจได้เหมือนกันว่าบ๊อบบี้ไม่รู้ว่าลิลเลียนเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย บ๊อบบี้จึงขับรถกลับไปฟลอเรนซ์อีกครั้ง และพบเธอในสภาพผู้ป่วยแท้ๆ เป็นครั้งแรก

โปรดหาตอนจบดูเองนะครับ นี่คือหนังแข่งรถที่แทบไม่มีฉากแข่งรถ หนังทำให้เรารับรู้ว่า “ความกลัวตายเท่ากับตายแล้ว” ชวนให้นึกถึงงานที่ผมทำอยู่ทุกวัน มีผู้สูงอายุมากมายที่กลัวตายจึงขอตรวจร่างกายทุกระบบตลอดเวลา ชีวิตที่เข้าออกโรงพยาบาลเจาะนั่นส่องนี่ตัดนั่นดูดนี่ไปตรวจทุกบ่อยๆ บางทีก็ดูเหมือนชีวิตได้หยุดลงก่อนแล้ว

อีกฉากหนึ่งที่เห็นบ่อยๆ คือญาติ ลูกหลาน หรือคู่สมรสของผู้สูงอายุหรือของผู้ป่วยโรคเรื้อรังใดๆ มักจะห้ามผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยมิให้ทำนั่นทำนี่ มิให้กินนั่นกินนี่ มิให้ไปนั่นไปนี่ ทำเอาเสียจนผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรังมีอารมณ์เศร้า มากกว่านี้คือเป็นโรคซึมเศร้าเต็มรูปแบบต้องมาพบจิตแพทย์ เหล่านี้อยู่ภายใต้หัวข้อเดียวกัน “ความกลัวตายเท่ากับตายแล้ว” แต่นี่เป็นความกลัวตายของญาติ

ผมเขียนแนะนำการเลี้ยงลูกเสมอว่า ช่วงเด็กอายุ 2-3 ขวบ อิริค อิริคสัน (Erik Erikson 1902 – 1994) เรียกว่าช่วงชั้น Autonomy คือเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ เด็กจะเดิน วิ่ง ทำ ทำ และทำนั่นนี่ทุกๆ อย่างที่ร่างกายพุ่งไปได้ การห้ามเด็กวัยนี้นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Shame&Doubt คืออับอายและแคลงใจตนเอง แต่ครั้นไม่ห้ามอะไรเลยเด็กวิ่งชนบริกรในร้านอาหารเกิดอุบัติเหตุได้

กับผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่พวกเขาต้องการคือการได้ใช้ชีวิต คือ Autonomy เช่นกัน เป็นไปตามที่ โจแอน อิริคสัน (Joan Erikson 1903 – 1997) ภริยาของอิริค อิริคสันได้เขียนบทเพิ่มเติม “ระยะที่เก้า” (the Ninth Stage of Development) ในหนังสือเล่มสุดท้ายของสามี Life Cycle Completed: Extended Version (with E.H. Erikson, 1997) อย่างสั้นๆ คือพวกท่านต้องการใช้ชีวิต พวกเราเอาแต่ห้าม

“ให้ท่านกินไปเถอะ” ลูกคนหนึ่งพูด เมื่อเห็นบุพการีกินกับข้าวที่ชอบ

“ได้ไง หมอห้าม กินมากๆ ตายนะ” ลูกอีกคนหนึ่งว่า “ไม่ให้กินๆ”

เป็นท่านจะทำอย่างไร?

ปี 2014 อัล ปาชิโนรับบทนักแสดงละครเวทีขาลงในหนังเรื่อง The Humbling ฝีมือกำกับของแบรี่ เลวินสัน (The Alto Knights 2025) นี่ก็อีกเหมือนกัน เป็นผู้กำกับประเภทเห็นชื่อก็ดูได้ไม่ว่าเรื่องอะไร เรื่องนี้ลงทุนไป 2 ล้านเหรียญได้คืนมา 4 แสน

ตอนนั้นอัล ปาชิโนอายุ 74 ปี สองเท่าของอายุ 37 ตอนที่เล่นเป็นบ๊อบบี้ เดียร์ฟิลด์ เขารับบทไซมอน แอ็กซเลอร์ นักแสดงละครชื่อเสียงโด่งดังที่ไม่รับงานแสดงละครเวทีอีกเหตุเพราะแสดงไม่ออก อาจจะเพราะเริ่มมีอาการของดีเมนเชีย เขาดื่มและสูบ มีชีวิตกับชื่อเสียงมากมายที่คงอยู่ มีสัมพันธ์กับเพื่อนเลสเบี้ยนของลูกสาว วางแผนฆ่าตัวตายแบบเฮมิงเวย์ เข้าออกโรงพยาบาลพบจิตแพทย์ และพบปะผู้ป่วยจิตเวชคนอื่นๆ ในที่สุดเขาตัดสินใจขึ้นเวทีอีกครั้งเพื่อเผชิญความกลัวและความตายเสียที แล้วเขาก็แทงตัวตายกลางเวที ผู้กำกับและผู้ชมที่กลับมาดูเขาล้นหลามเต็มโรงลุกยืนส่งเสียงด้วยความตกตะลึง ไม่เคยมีบทนี้ในละครเรื่องนี้

ยังไปหาดูได้ครับ มิได้สปอยล์ตอนจบจริงๆ แค่ดูอัล ปาชิโนคนเดียวก็เกินคุ้ม

เราทุกคนต้องตายแน่ แค่ไม่รู้เวลา เรื่องยากคือเราควรใช้ชีวิตอย่างไร และใครเป็นผู้มีสิทธิกำหนดว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไรในช่วงสุดท้ายนี้

Author

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
แพทย์จิตเวช ผู้หลงใหลศิลปะ วรรณกรรม การ์ตูน ภาพยนตร์ สนใจประเด็นการศึกษา ปัญหาสังคม การเมือง และพัฒนาการเด็ก อย่างลงลึก
ใช้ความสนใจดังกล่าว สื่อสารด้วยท่วงทำนองเรียบง่ายและเป็นมิตร กลายเป็น Influencer วงการเลี้ยงลูก จนหลายครั้งผู้คนหลงลืมว่าหมอประเสริฐเป็นมากกว่านั้น