“ชีวิตของเขาเองนั่นแหละที่เป็นนวนิยาย” มิชิม่าเป็นแบบนั้น กล่าวคือเขาเขียนชีวิตของเขาเอง รวมทั้งตอนจบ หากจะมีบางคนที่คล้ายๆ กันน่าจะเป็นเฮมิงเวย์ แต่ดูเหมือนสองคนจะอยู่คนละปีก
ยูโกะ มิชิม่า (Yukio Mishima) เป็นนามปากกาของคิมิตาเกะ ฮิราโอกะ (Kimitake Hiraoka) ข้อเขียนนี้ขอใช้คำอ่านว่ายูโกะ มิชิม่า ตามที่หนังสือ คืนฝั่ง ใช้เมื่อ 50 ปีก่อน

ผมเคยอ่านหนังสือของเขาเพียงเล่มเดียว คือ คืนฝั่ง The Sailor Who Fell from Grace with the Sea หนังสือจากสำนักพิมพ์ดวงกมล พ.ศ.2520 ช.ชาลีแปลจากภาษาฝรั่งเศส อรุณ วัชระสวัสดิ์ ออกแบบปก ซื้อจากร้านดวงกมล สยามสแควร์ ตอนนั้นตัวเองอายุ 18 ปี อ่อนหัดเกินกว่าจะอ่านรู้เรื่อง
ตอนที่ตัวเอกเด็กชายโนโบรุแอบดูแม่กับชายคนรักร่วมรักกัน “เมื่อเห็นหอระฆังโบสถ์โผล่ออกมาจากป่าทึบที่ท้องน้อยแล้วชูขึ้นอย่างมีชัย” อ่านไปก็ไม่สะดุดใจอะไร แต่จำตอนจบได้ว่าแก๊งเด็กชายหลอกชายคนรักของแม่ไปฆ่า และแหวะเครื่องในออกมาเป็นชิ้นๆ ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า พ่อทุกคนเป็นคนเลว ก่อนหน้านี้พวกเขาซ้อมแหวะท้องแมวมาก่อนแล้ว คือแมวบนหน้าปกหนังสือนั่นแหละ
วันนี้กลับมาอ่านใหม่จึงพบข้อความต่อไปนี้สะดุดใจตั้งแต่บทแรก “ความตายเริ่มลงรากของมันก็ตั้งแต่เมื่อคนเราเกิด และมนุษย์เรามีหน้าที่เพียงปลูกและรดน้ำต้นไม้นี้” ทารกควรเกิดมาพร้อมชีวิตใหม่ที่เติบโต แต่สำหรับเด็กชายโนโบรุชีวิตเกิดมาพร้อมความตายที่นับถอยหลัง “ดังนั้นมรณกรรมของบิดาโนโบรุเมื่อตอนเขาอายุได้ 8 ขวบจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ยังความปลาบปลื้มใจให้แก่เขา”
อายุเท่านี้อ่านซ้ำยอมรับว่าหนังสือเขียนดี แปลดี และมีอะไรมากมายซ่อนอยู่ ซึ่งพูดได้บ้างพูดไม่ได้บ้าง นี่แค่นวนิยายขนาดกลางเล่มเล็กๆ เล่มเดียว
“…living is merely the chaos of existence…” การมีชีวิตเป็นได้แค่ความยุ่งเหยิงของการมีอยู่ – ข้อความตอนหนึ่งจาก คืนฝั่ง
ยูโกะ มิชิม่า เป็นนักเขียน นักแสดง นักเพาะกาย เขาฝึกศิลปะป้องกันตัว สามารถร้องเพลง แสดงละคร ผลิตหนัง กำกับหนัง และเป็นนักการทหาร เขาสร้างกองกำลังส่วนตัว เป็นที่เคารพและมีเกียรติ เขาเขียนนวนิยาย 35 เรื่อง บทละคร 25 เรื่อง เรื่องสั้น 200 เรื่อง และความเรียง 8 เล่ม อีกทั้งได้รับการเสนอชื่อรางวัลโนเบล 5 ครั้ง
Mishima: A Life in Four Chapters มิชิม่า: ชีวิตในสี่บท เป็นหนังปี 1985 ของผู้กำกับ พอล ชเรเดอร์ อำนวยการสร้างโดย ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และ จอร์จ ลูคัส เล่าชีวิตและงานของยูโกะ มิชิม่า ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเขาจบชีวิตด้วยการทำเซปปุคุ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1970

พอล ชเรเดอร์ คือผู้เขียนเรื่อง Taxi Driver หนังปี 1976 กำกับโดยมาร์ติน สกอร์ซีส นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร และ โจดี ฟอสเตอร์ เขาจะร่วมงานกับมาร์ติน สกอร์ซีส และ โรเบิร์ต เดอ นีโร อีกหลายเรื่อง เป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา
หนังชีวประวัติมิชิม่าเรื่องนี้แบ่งเป็น 4 บท 3 บทแรกสร้างจากหนังสือที่เขาเขียนคือ The Temple of the Golden Pavilion, Kyoko’s House และ Runaway Horses บทสุดท้าย Harmony of Pen and Sword จึงเป็นเหตุการณ์ในวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งน่าจะประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ
ส่วนแรก คือส่วนที่มีผู้รู้เห็นกันหลายคน มีภาพข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจักษ์พยาน แต่ที่คนอยากรู้อยากเห็นกันมากกว่าคือ ส่วนที่สองซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องที่มิชิม่าและลูกศิษย์ 4 คน จับนายพลผู้บังคับบัญชากองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเป็นตัวประกัน ที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้นกันแน่ ก่อนมิชิม่าลงมือทำเซปปุคุ
ใครทำอะไร พูดอะไร ท่านนายพลพูดอะไร พยายามทำอะไร ลูกศิษย์ 4 คนมีสีหน้าอย่างไร ทำอะไร หรือพยายามทำอะไร มีแต่คนในห้องที่รอดชีวิตจะพูดได้ แต่เชื่อได้หรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ภาพรวมหนังค่อนข้างดูยาก แม้ว่าผู้กำกับพยายามจะทำให้ง่ายขึ้นด้วยการใช้สี ส่วนที่เป็นอดีตของมิชิม่าจะทำเป็นหนังขาวดำ ส่วนที่สร้างจากหนังสือ 3 เล่มจะเป็นหนังสีฉูดฉาด ถ่ายทำในโรงถ่ายประหนึ่งละคร ส่วนที่เป็นเหตุการณ์ปัจจุบันคือวันสุดท้ายของชีวิตจะเป็นหนังสีสดใส ถ่ายนอกสถานที่และบางส่วนจากสถานที่จริง เราจะได้เห็นสภาพบ้านเมืองโตเกียวและการจราจรปี 1970 วันนั้นเป็นวันที่แดดดีท้องฟ้าแจ่มใส เป็นที่เชื่อกันว่าเขาวางแผนที่จะตายตั้งแต่แรก อย่างน้อยก็ 1 ปีก่อนหน้านั้น
เคน โอกาตะ รับบท ยูโกะ มิชิม่า ในหนังเขาก็เหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง ยิ้มแย้ม มีครอบครัว มีลูก มีงาน มีอุดมการณ์ส่วนตัว ความเป็นอยู่ส่วนตัวก็ถือว่ามีฐานะ มีงานเขียนหนังสือประสบความสำเร็จหลายเล่ม เขามีชีวิตส่วนตัวเป็นเกย์ทั้งก่อนและระหว่างแต่งงาน
หนังเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เขาอยู่กับยาย หนังบอกเป็นนัยว่ายายกับแม่ไม่ถูกกัน ตอนหนุ่มเขาหาเหตุไม่เป็นทหารซึ่งนำความเสียใจให้แก่เขาในเวลาต่อมาและนำไปสู่การสร้างร่างกาย ฝึกศิลปะป้องกันตัว และสร้างกองกำลังส่วนตัว ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้จากในหนังมีเท่านี้
บทที่หนึ่ง ให้ชื่อว่า ความงาม (Beauty) จากหนังสือเรื่อง The Temple of the Golden Pavilion เล่าเรื่องตัวเอกเป็นนักศึกษาพูดติดอ่าง ไม่ประสีประสาเรื่องทางเพศ หนังเน้นความงดงามสมบูรณ์แบบของศาลเจ้าทองคำแห่งหนึ่ง ซึ่งจะถูกนักศึกษาคนนั้นเผาในตอนท้าย
บทที่สอง ให้ชื่อว่า ศิลปะ (Art) จากตัวละครคู่หนึ่งของหนังสือเรื่อง Kyoko’s House เล่าเรื่องความรักสีฉูดฉาดระหว่างหญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าหนี้กับชายหนุ่มผู้เป็นลูกหนี้ เป็นบทรักในลักษณะที่เรียกว่าทำร้ายทั้งตัวเองและทำร้ายกันและกัน (sado-masochistic) หรือว่าความรุนแรงคือศิลปะ
บทที่สาม ให้ชื่อว่า ลงมือ (Action) จากหนังสือเรื่อง Runaway Horses เล่าเรื่องนักศึกษาหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งที่วางแผนต่อต้านรัฐบาลและทุนนิยม สุดท้ายลงเอยด้วยการทำเซปปุคุ เรื่องนี้จะดูสนุกและรู้เรื่องมากที่สุด
สามบทแรกนี้เริ่มจากนวนิยายเหนือจริงในบทที่ 1 มาถึงเรื่องใกล้ความจริงในบทที่ 3 แล้วจึงมาถึงบทที่ 4 อันเป็นบทสุดท้าย
Harmony of Pen and Sword เล่าเรื่องวันเกิดเหตุ ถึงตอนนี้เรารู้แล้วว่ามิชิม่าเป็นนักเขียน ใช้ปากกาเป็นอาวุธ รักงานศิลปะ และสะสมประติมากรรมที่แสดงให้เห็นความงามของกายวิภาคมนุษย์ หลงใหลการเพาะกายให้ร่างกายของตนเองงดงาม และฝึกศิลปะป้องกันตัวรวมทั้งเคนโด เขาไม่พึงใจที่ญี่ปุ่นหลังสงครามหมกมุ่นกับวัตถุนิยม ละทิ้งคุณค่าดั้งเดิมของญี่ปุ่น และเห็นว่าญี่ปุ่นควรคืนอำนาจสูงสุดให้แก่จักรพรรดิ เขาสร้างกองกำลังของตนเอง มีค่ายฝึก มีเครื่องแบบที่ออกแบบกันเอง และมีวินัยแบบทหาร
กองกำลังเล็กๆ ของเขามีจำนวนมากกว่าร้อยคน เขามีลูกศิษย์ใกล้ชิด 4 คน คุยกันอยู่เสมอว่าควรทำอะไรเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้เขารู้วิธีอยู่กลางเวทีแถลงข่าว และเป็นมิตรกับผู้สื่อข่าวเสมอ
เช้าวันที่ 25 พฤศจิกายน 1970 เขาและลูกศิษย์ 4 คนแต่งเครื่องแบบเต็มยศของกองกำลังส่วนตัว นั่งรถไปที่กองบัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองเพื่อขอพบนายพลผู้บัญชาการ ทันที่ที่ทั้ง 5 คนเข้าไปในห้องทำงานของผู้บัญชาการได้ก็จับผู้บัญชาการมัดเป็นตัวประกัน ย้ายตู้และเฟอร์นิเจอร์มาขวางประตูขนาดใหญ่ 2 บานเสียงดังโครมคราม และเรียกร้องให้ผู้บัญชาการออกคำสั่งเรียกทหารทุกคนมาชุมนุมที่สนามเพื่อเขาจะได้ประกาศอุดมการณ์
นั่งดูหนังแล้วก็อดสงสัยมิได้ เรื่องอะไรจะง่ายขนาดนั้น การยึดอำนาจอะไรจะโฉ่งฉ่างอย่างนั้น ทำไมผู้บังคับบัญชาระดับรองหลายคนทั้งกองบัญชาการยอมเขาง่ายๆ แล้วพวกทหารก็มารวมตัวกันจริงๆ รอเขาขึ้นไปปราศรัยอุดมการณ์ของตัวเองบนระเบียงตึก
หรือว่าเวลาประเทศอื่นยึดอำนาจมันจะง่ายกันขนาดนี้จริงๆ
มิชิม่ายืนปราศรัยข้างบน แต่ที่เบื้องล่างนั้นไม่มีใครฟัง นอกจากไม่ฟังยังตะโกนไล่ หรือหัวเราะ พอถึงตอนสำคัญมีเฮลิคอปเตอร์บินผ่านมากลบเสียงเขาเสียหมดอีก ระหว่างนั้นมีการถ่ายทอดสดคนทางบ้านที่เปิดทีวีดูก็ได้ยินแต่เสียงใบพัด ภาพเฮลิคอปเตอร์ผ่านมานี้จะปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ในวันต่อมา หนังฉายส่วนนี้ได้เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมีประจักษ์พยานรู้เห็นจำนวนมาก มิชิม่าตัวจริงบนหน้าหนังสือพิมพ์ดูตัวเล็ก และเคร่งเครียดกว่าเคน โอกาตะ
มิชิม่าและลูกศิษย์กลับเข้าไปห้องผู้บัญชาการ ด้วยความผิดหวังในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขานั่งลงเตรียมทำเซปปุคุโดยกำหนดให้ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือด้วยการใช้ดาบรอตัดหัว หนังน่าจะจบลงด้วยความงุนงงสำหรับคนดูส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ศึกษาประวัติและงานเขียนของมิชิม่าอย่างลึกซึ้งมาก่อน ลำพังบทนำ 3 บทแรกที่หนังฉายนำมาก่อนนั้นน่าจะไม่พอ มิชิม่าจะฆ่าตัวตายแลกกับเรื่องเหล่านี้ทำไม ทำไมเขามีกองกำลังส่วนตัวเป็นร้อยได้ และทำไมลูกศิษย์ใกล้ชิดถึงจงรักภักดีเพียงนั้น ไม่นับว่ามีเรื่องเล่าว่าการทำเซปปุคุของเขากับลูกศิษย์ที่ช่วยตัดหัวให้เขาค่อนข้างทุลักทุเลกว่าจะสำเร็จ
ว่ากันว่า มีความไม่เข้าใจเกิดขึ้นมากจริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นไม่พูดเรื่องนี้กันอีกเลย พอล ชเรเดอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่เขาพยายามหาข้อมูลก็สัมผัสได้ว่า ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงมิชิม่าเท่าไรนัก

ถ้าหนังเรื่องนี้จะมีจุดอ่อน น่าจะเป็นเพราะคนดูอ่านหนังสือที่เขาเขียนไม่มากพอมากกว่าเหตุอื่น หนังสือ 3 เล่มที่พอล ชเรเดอร์ เอามาสร้าง 3 บทแรกเขาก็ไม่ได้เอามาทั้งหมด ส่วนใหญ่จะตัดมาใช้เพียงเสี้ยวเดียวแล้วพยายามสื่อสารด้วย ‘สี’ มากกว่าเนื้อหา ทำให้พลังของบทที่ 4 ลดลงจนเกือบจะเป็นเรื่องตลก แม้ว่ามีคนตายจริงๆ มากกว่า 1 คน
แผ่นบลูเรย์ criterion collection ส่วนสเปเชียลฟีเจอร์มีบทสัมภาษณ์ช่างภาพ จอห์น ไบลีย์ (John Bailey) โปรดักชั่นดีไซเนอร์ เอโกะ อิชิโอกะ (Eiko Ishioka) และผู้ประพันธ์ดนตรี ฟิลิป กลาสส์ (Philip Glass) รวมทั้งผู้อำนวยการสร้างอีก 2 คน ทอม ลุดดี (Tom Luddy) และ มาตะ ยามาโมโต (Mata Yamamoto) ทั้งหมดเล่าถึงความยากแสนเข็ญในการหาทุนและการถ่ายทำที่สตูดิโอของโตโฮซึ่งก็ไม่ได้รับการต้อนรับเช่นกัน อีกทั้งมีการคุกคามจากภรรยาหม้ายของมิชิม่ารวมทั้งฝ่ายขวาอยู่ตลอดเวลา
หนังคว้ารางวัลด้านกำกับศิลป์ที่เมืองคานส์ มาร์ติน เป็นฝีมือชั้นเลิศของทีมงานโดยแท้ มาร์ติน สกอร์ซีส กล่าวว่าเป็นการยากที่ใครจะเก็บทุกส่วนประกอบของมิชิม่าไว้ในหนังเรื่องเดียว พอล ชเรเดอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาจำความชื่นชมล้นหลามที่เขาได้รับตอนฉายที่คานส์ได้เสมอ แต่รู้ตัวดีว่าหนังไม่ทำเงินแน่ คอปโปล่าและลูคัสพูดว่าขาดทุนแน่นอน หนังทำรายได้ 5 แสนดอลลาร์จากทุนสร้าง 10 ล้านดอลลาร์
หนังไม่เคยได้ฉายในญี่ปุ่น เพราะถูกประท้วงทั้งจากภรรยาของมิชิม่าและฝ่ายขวา หนังฉายครั้งแรกที่คานส์ ปี 1985 นั้นเอง ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ที่มีชื่อเสียงฝั่งตะวันตกมากมายหลายคนเวลานั้น แผ่นบลูเรย์ criterion collection ที่ออกมาก็ได้รับการต้อนรับมาก แต่ที่แท้แล้วทุกวันนี้คนรุ่นใหม่คิดถึงมิชิม่าอย่างไร
หรือว่าที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรมากนัก ฝ่ายขวาบ้านเราก็เคยสร้างกองกำลังของตนเองมาแล้ว และเคยพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย ทำสำเร็จอีกต่างหาก ถึงวันนี้ก็ยังอยู่ดีกินดีทุกคน
“The special quality of hell is to see everything clearly down to the last detail.” จาก The Temple of the Golden Pavilion
“เราจะเห็นชัดที่สุดเมื่อมองจากนรก” ผมว่าเอง
