The Missing Picture ยูโทเปียที่หายไป

หนังสารคดีร่วมทุนระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศส ปี 2013 กำกับการแสดงโดยชาวกัมพูชา Rithy Panh กวาดคำชมหลายเวทีและคว้ารางวัลบางเวที เล่าเรื่องค่ายแรงงานในเขมรแดงภายใต้การนำของพอล พต

หนังใช้หุ่นดินเผาเป็นตัวเดินเรื่อง ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพนิ่งที่เคลื่อนไหวได้ด้วยการแพนกล้อง แต่ก็มีหลายตอนที่เป็นภาพเคลื่อนไหว (animation) เช่น ฉากนั่งรถไฟไปค่ายแรงงาน ฉากนั่งซาเล้งในเมือง ฉากจับปลาซึ่งใช้ปลาจริงๆ มาเข้าฉากด้วย เป็นต้น เรียกว่าสารพัดวิธีที่จะทำได้ก็พยายามทำจนได้

หนังสลับฉากหุ่นดินเผากับหนังขาวดำซึ่งถ่ายเอาไว้ในเวลานั้น ส่วนใหญ่เป็นฉากทำงานกลางแจ้งในค่ายแรงงานนอกกรุงพนมเปญ ฉากสู้รบ ฉากบ้านแตก และฉากผู้นำเขมรแดงหลายคนยิ้มแย้มแจ่มใสบนหลายเวที รวมทั้งฉากพอล พต ต้อนรับและสวมกอดตัวแทนผู้นำจีนอย่างชื่นมื่น

ที่พลาดไม่ได้คือเพลงปลุกใจรักชาติในภาษาเขมร ทั้งภาพข่าวและท่วงทำนองคุ้นเคยกันดี

หนังเปิดเรื่องด้วยเสียงเล่าภาษาฝรั่งเศสประกอบดนตรีอ้อยอิ่ง ภาพมือเปื้อนดินใช้มีดแกะสลักหุ่นดินเผาแล้วทาสี เป็นหุ่นดินเผาจำนวนมากที่จะใช้ถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้

เรื่องเริ่มขึ้นในวันที่ 17 เมษายน ปี 1975 เมื่อเขมรแดงยึดพนมเปญ นั่นคือประมาณ 1 เดือนหลังจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และประมาณ 2 เดือนก่อนคึกฤทธิ์โกทูไชน่า

ยังไม่มีใครรู้ว่าความทุกข์ลำเค็ญจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกัน กำลังเริ่มต้นที่นอกกรุงพนมเปญ  

ชาวกัมพูชา 2,000,000 คนถูกกวาดต้อนออกนอกเมืองไปค่ายแรงงาน พอล พตตั้งใจรื้อสังคมเก่าทิ้งให้หมด ไม่มีครอบครัว โรงเรียน หนังสือ วัด ศาสนา ดนตรี ละคร ทีวีหรืองานศิลปะ ใครขัดขืนก็ยิงทิ้ง คนอื่นๆ ถูกลบชื่อ ใช้หมายเลขเรียกขาน เปลี่ยนเป็นชุดดำ มีทรงผมเดียวคือไม่ต้องทำผม ไม่มีเครื่องประดับ   

ภาพถ่ายทางอากาศฉายให้เห็นพนมเปญที่ร้างผู้คนอย่างสิ้นเชิง

ที่ค่ายแรงงาน หนังปลุกระดมให้ชาวกัมพูชาทั้งมวลทำงานเพื่อสร้างสังคมใหม่ สหายพอล พตกล่าวปราศรัยให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่นั่งเป็นระเบียบเต็มศาลาการประชุม เพลงปลุกใจเพื่อสังคมที่ดีกว่า ตราสัญลักษณ์รูปรวงข้าวและท้องนาที่อุดม แต่ในความเป็นจริงพวกเขาถูกกวาดต้อนเพื่อไปขุดดินที่แตกระแหง ขุดบ่อเพื่อหาน้ำที่ไม่มีวันเจอ ขนดินข้ามเนินเขาลูกแล้วลูกเล่า 

เวลาผ่านไป เพื่อมิให้หนังเศร้าและอึดอัดจนทนไม่ไหว หนังตัดสลับกับฉากในอดีตครั้งที่ครอบครัวเป็นสุข พ่อและแม่อยู่พร้อมหน้ากับลูกๆ ลูกคนโตชอบเล่นกีตาร์แต่เขาถูกนำไปฆ่าตั้งแต่วันแรก งานวัดงานบุญที่มีดนตรีครึกครื้นบัดนี้ไม่มีอีก ตลาดสดที่ผู้คนจ่ายตลาดขวักไขว่กุ้งหอยปูปลาอุดมสมบูรณ์ถูกทิ้งร้าง เด็กเล็กวิ่งแก้ผ้าตากฝนอย่างสนุกสนาน ยามนี้ต้องตากฝนในค่ายแรงงานไร้ที่คุ้มหัว ไม่ว่าอดีตจะชัดเจนเพียงไรในตอนแรก ไม่ว่าผู้เล่าจะพยายามจดจำมากเพียงใด บัดนี้เริ่มเลือนหายไป

พ่อตาย แม่ตาย ทุกคนตาย น้องๆ ตายทีละคน ผู้คนในค่ายแรงงานขาดอาหารอย่างรุนแรง ถูกหามเข้าค่ายพยาบาลที่มีเพียงแคร่ไม้นอนรอความตาย ยารักษาโรคมีอย่างเดียวคือน้ำมะพร้าวที่ใช้ได้ทั้งฉีดทั้งกิน พอล พตยกเลิกการแพทย์แผนปัจจุบันทั้งหมด แล้วเปิดงานวิจัยแพทย์พื้นบ้านเขมร มีภาพข่าวแสดงถึงการศึกษาในสัตว์ และในคน

เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ตาย ถูกล้างสมองให้เป็นสายลับ 

ครั้งหนึ่งเด็กอายุ 9 ขวบกล่าวหาแม่ว่าเป็นขโมย เธอขโมยมะม่วงมาจะแบ่งให้หลายคนกิน คืนนั้นทหารพาแม่เข้าไปในป่า ไม่เคยมีใครเห็นเธออีกเลย

เวลาผ่านไปหลายปี ผู้นำจีนเดินทางมาชื่นชม สังคมใหม่กำลังก่อตัว ภาพข่าวชาวนารุ่นใหม่แต่งตัวสะอาดสอ้านกำลังเกี่ยวข้าว แต่ที่นอกกรุงพนมเปญสถานการณ์เลวร้ายลงทุกที เมื่อถึงน้ำท่วมใหญ่ปี 1978 แรงงานต้องกินแมลงและสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดที่จับได้ ในขณะที่ทหารและผู้คุมยังมีข้าวให้อิ่มท้อง

เป็นหนังที่มีกระบวนการสร้างน่าสนใจและดูเพลินแม้ว่าเนื้อหาจะไม่เพลิน หากหนังฉายแต่หนังข่าวขาวดำคงน่าเบื่อ ฉากที่ทำด้วยหุ่นดินเผาจำนวนมากที่ใช้สลับกับภาพข่าวช่วยให้น่าติดตาม ที่สำคัญคือชวนให้รู้สึกว่าฝันร้ายนั้นไม่จริง อดีตที่เห็นในภาพข่าวดูตลกจนไม่น่าจะเป็นไปได้ ความเงียบของหนังเงียบนั้นไม่จริง ความสดใสร่าเริงที่เห็นจากหุ่นดินเผาต่างหากที่มีอยู่จริงๆ เสียงดนตรีและการร้องรำทำเพลงต่างหากที่เป็นของจริง   

มีตอนหนึ่งที่ฉายให้เห็นม้วนฟิล์มเก่าเก็บเชื้อราขึ้นสนิมจับจำนวนหลายม้วน เห็นแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าสามารถกู้ฟิล์มที่เสียหายเหล่านั้นกลับมาเปิดเผยให้โลกรู้ได้ หนังเล่าว่าช่างภาพที่ถ่ายภาพเหล่านี้ถูก พอล พตสั่งประหารไปก่อนแล้ว

ชื่อหนัง The Missing Picture มีหลายความหมาย หมายถึงภาพความทรงจำในวัยเด็กของผู้กำกับที่หายไป หมายถึงภาพข่าวที่หายไปจากการรับรู้ของชาวเขมร หรือหมายถึงภาพทั้งหมดที่หายไปจากการรับรู้ของชาวโลก ภาพทั้งหมดนั้นถูกปะติดปะต่อขึ้นมาใหม่เป็นหนังสารคดีกึ่งอะนิเมชั่นชิ้นนี้

แม้ว่าหนังจะบอกว่าทั้งหมดที่เห็นเป็นความพยายามที่จะ ‘ให้การศึกษาใหม่’ หรือ ‘สร้างสังคมบริสุทธิ์’ ขจัดเชื้อโรคร้ายที่เกาะกุมชาวเขมรมานาน แต่เนื้อแท้นี่คือการทรมานและสังหารหมู่โดยคนบ้ากลุ่มหนึ่ง

ปีที่เกิดเหตุนั้นผู้กำกับอายุ 13 ขวบ     

เขาเล่าว่าตนเองพยายามลืมอดีตตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าจะเคยพยายามทำสิ่งตรงข้ามคือจำเอาไว้ให้ได้ขณะอยู่ในค่ายแรงงาน เชื่อว่าเขาเป็นเช่นคนที่ผ่านสถานการณ์ร้ายแรงมาได้ นั่นคือไม่แน่ใจว่าความทรงจำช่วงไหนจริงและช่วงไหนไม่จริง แม้ว่าหนังสารคดีชุดนี้จะเป็นการขุดคุ้ยอดีตขึ้นมาเสมือนแรงงานที่ขุดดินแข็งกลางแดดร้อนอย่างยากลำบาก ครั้นขุดขึ้นมาได้ก็นำมาชุบน้ำปั้นหุ่นแล้วทาสีสวยงาม แต่ว่าจริงหรือที่เขากำลังตามหาอดีต เพราะที่แท้แล้วอดีตต่างหากที่กำลังตามล่าเขา

งานปั้นเป็นฝีมือของ Sarith Mang ซึ่งปั้นชาวบ้าน พระและบาตร ทหารแดงและปืนกล ควายและเกวียน รวมทั้งวัสดุชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมายหลายสิ่งเพื่อใช้ประกอบอดีต หุ่นชาวบ้านในชุดดำชุดเดียวจำนวนมากยืนเคียงข้างทหารแดงที่กระชับปืนกลไว้ดูเป็นฝันร้ายที่ห่างไกล สี เสียงเพลง และการร้องรำทำเพลงหายไปหมดสิ้น ทุกๆ คนเหมือนกันไปหมด วัตถุเดียวที่ทุกคนมีไว้ครอบครองคือช้อน แม้แต่ช้อนก็กลายเป็นสีดำในเวลาต่อมา

หนังให้เสียงภาษาฝรั่งเศสโดย Randal Douc และเสียงภาษาอังกฤษโดย Jean-Baptiste Phou เป็นตัวแทนของผู้กำกับในการ “ส่งมอบความทรงจำให้คุณ” อันเป็นประโยคตอนท้ายเรื่อง  

ระหว่างเดือนเมษายนปี 1975 ไปจนถึงมกราคมปี 1979 การปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ของพอล พตรู้จักกันในชื่อ ‘กัมพูชาประชาธิปไตย’ พวกเขาเรียกตนเองว่า ‘องค์การปฏิวัติ’ ซึ่งในหนังใช้ชื่อว่า Angkar และเรียกกัมพูชาว่า Kampuchea สิ่งกีดขวางการปฏิวัติและการสร้างสังคมบริสุทธิ์ใหม่คือศักดินา ครอบครัว และปัจเจกชนนิยม

การอพยพคน 2,000,000 คนออกจากพนมเปญ เป็นความลับที่แม้แต่เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์หลายคนก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อน มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมครอบครัวและคนงานกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องไปค่ายแรงงาน การล้างเมืองอาจจะมีเหตุผลด้านอาหารและการปกครองจริงๆ รวมทั้งความไม่ปลอดภัยของผู้นำเอง แต่ที่เป็นแรงจูงใจให้การอพยพครั้งนั้นไร้การต่อต้านในตอนแรกๆ เพราะชาวเขมรที่ยากจนจำนวนมากก็เชื่อว่า สังคมใหม่จะดีกว่าเดิมจริงๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่พวกเขาปราศจากสงคราม หลายคนยินดีกับความสงบที่ได้มา และเห็นว่าการทำงานในท้องทุ่งเป็นเสรีภาพ

เกือบ 1 ปีที่ชาวเขมรไม่รู้ชัดว่าผู้นำของตนเป็นใครกันแน่ รัฐธรรมนูญของกัมพูชาประชาธิปไตยออกมาในเดือนมกราคมปี 1976 พร้อมการปรากฏตัวของพอล พต เอียง ซารี ซอน เซน ฯลฯ ซึ่งมีภาพข่าวให้เห็นในหนังด้วย อย่างไรก็ตาม แผนการปลูกข้าวระดับชาติก็ไม่เป็นผล ชาวเขมรทำงานวันละ 12 ชั่วโมงตลอด 12 เดือนในสภาวะที่แห้งแล้งและขาดแคลนอาหาร ประกอบกับทุพพิกขภัยที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งหมดผ่ายผอมจนเหลือหนังหุ้มกระดูกและตายเป็นใบไม้ร่วง ทั้งนี้ยังไม่นับพวกที่ถูกประหารระหว่างทาง

แล้วยูโทเปียของกัมพูชาประชาธิปไตยก็ล่มสลายลงในปี 1979

The End

หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ พ.ศ.2558

Author

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
แพทย์จิตเวช ผู้หลงใหลศิลปะ วรรณกรรม การ์ตูน ภาพยนตร์ สนใจประเด็นการศึกษา ปัญหาสังคม การเมือง และพัฒนาการเด็ก อย่างลงลึก
ใช้ความสนใจดังกล่าว สื่อสารด้วยท่วงทำนองเรียบง่ายและเป็นมิตร กลายเป็น Influencer วงการเลี้ยงลูก จนหลายครั้งผู้คนหลงลืมว่าหมอประเสริฐเป็นมากกว่านั้น