
ก่อนจะได้ดู The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนลัน ปีหน้า ชวนดูโอดิสซีจากเรื่อง The Return หนังปี 2024 ราล์ฟ ไฟน์ เป็น โอดิสซิอุส จูเลียต บินอช เป็น เพเนโลป เชื่อว่าจะได้อะไรต่างจากฉบับของโนลันแน่นอน
หนัง The Return เล่าเรื่องตอนท้ายๆ ของโอดิสซี จับความเมื่อโอดิสซิอุสกลับมาถึงเกาะอิธาคาในเวลาที่เพเนโลปกำลังถูกกดดันจากขุนนางรอบด้านให้แต่งงานใหม่ เหตุเพราะทุกคนเชื่อว่ากษัตริย์โอดิสซิอุสน่าจะตายแน่นอนแล้ว
“ต่อให้ว่ายน้ำกลับจากทรอย ก็ควรมาถึงนานแล้ว” ใครคนหนึ่งพูด
เพราะหนังเล่าเรื่องเฉพาะตอนท้าย เราจะกลับไปที่ตอนเริ่มต้นก่อน หามิได้ มิใช่จะกลับไปเริ่มกันตั้งแต่ ศึกอนงค์ (Helen of Troy 1956) หรือ ยูลิซิสผจญภัย (Ulysses 1954) ที่ผู้เขียนเคยดูตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก (แต่จำไม่ได้ว่าดูในโรงหนังหรือดูพากย์ไทยในโทรทัศน์) เราจะกลับไปดูว่า ราล์ฟ ไฟน์ กับ จูเลียต บินอช พบกันกี่ครั้งก่อนที่โอดิสซิอุสจะได้กลับมาพบเพเนโลปในตอนจบของหนังเรื่องนี้


ราล์ฟ ไฟน์ (1962-) นักแสดงอังกฤษ อายุ 30 ปี เล่นหนังใหญ่ครั้งแรกร่วมกับจูเลียต บินอช (1964-) นักแสดงฝรั่งเศส อายุ 28 ปี ในหนังปี 1992 เรื่อง Wuthering Heights สร้างจากหนังสือปี 1847 ของ Emily Bronte กำกับโดย Peter Kominsky

4 ปีต่อมา นักแสดงยุโรปทั้งสองคนพบกันอีกครั้งในหนังยิ่งใหญ่ปี 1996 เรื่อง The English Patient สร้างจากหนังสือปี 1992 ของ Michael Ondaatje กำกับโดย Anthony Minghella ร่วมด้วยคริสติน สกอต โธมัส คอลิน เฟิร์ธ และวิลเลียม เดโฟ หนังเป็นที่ชื่นชมสูงสุดอย่างกว้างขวางกวาดรางวัลจากหลายเวทีทั่วโลกจำนวนมาก แม้ว่าหลายคนจะรับรู้ว่าคริสติน สกอต โธมัส รับบทเด่น แต่อีกหลายคนจับตาที่จูเลียต บินอช ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว
ดูเรื่องแรกกันก่อน หนัง Wuthering Heights เล่าเรื่องความรักความแค้นระหว่างแคธเธอรีน เอิร์นชอว์ กับ ฮีธคลิฟ ชายหนุ่มที่พ่อของแคธเธอรีนเก็บมาเลี้ยง จูเลียต บินอช ในบท แคธเธอรีน ยังสาวใสและดูดีมากมาย ในขณะที่ ราล์ฟ ไฟน์ ดูเถื่อนเกินอายุตั้งแต่หนังเรื่องแรก หนังดี ดูสนุก เร้าอารมณ์ แต่ไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์เท่าใดนัก เหตุผลน่าจะเป็นเพราะวิธีเล่าเรื่องที่ง่ายเกินไป
หนัง Wuthering Heights ถูกสร้างเป็นหนังทั้งหนังใหญ่และหนังทีวีหลายครั้ง มิได้มีที่มาจากเทพปกรณัมเรื่องใด เป็นหนังแนวโกธิคมีบรรยากาศลึกลับ กดดัน และน่ากลัว ผสมผสานกับแนวคิดจิตวิเคราะห์เรื่อง Shadow ของคาร์ล จุง อธิบายอย่างง่ายคือ เงามืดหรือด้านมืดของคนเราเป็นของจับต้องได้และมอบให้แก่คนรุ่นต่อไปได้เหมือนมอบมรดก ฉะนั้นฮีธคลิฟพยายามจะทำเช่นนั้นจริงๆ
ต่างจาก The English Patient หนังสร้างคำถามไว้มากกว่าภาพที่เห็นกับเนื้อเรื่องที่บอก แม้ว่าหนังจะเป็นเมโลดรามากระชากใจ แต่เชื่อได้ว่านักดูหนังจะมีความเห็นแตกต่างกันต่อพฤติกรรมชู้สาวไปจนถึงขายชาติของตัวเอก ‘คบชู้’ และ ‘ขายชาติ’ เนี่ยนะจะให้เรียกว่าพระเอกนางเอกได้อย่างไรกัน แต่ผู้เขียนบทและผู้กำกับโน้มน้าวคนดูให้หลงลืมประเด็นนี้แล้วเป็นปลื้มกับความรักของคนทั้งสองได้ขนาดนั้น บางคนอาจจะว่าตายอนาถอย่างทุกข์ทรมานทั้งสองคนก็สมควรแล้ว จูเลียต บินอช กลับดูโดดเด่นขึ้นมามากมายด้วยบทบาทนางพยาบาลธรรมดาๆ ที่มิเพียงทำหน้าที่ของตัวแต่ ‘รับฟัง’ ผู้ป่วยชาวอังกฤษคนนั้น

เทพปกรณัมเบื้องหลัง The English Patient คือ Candaules &Gyges
เรื่องมีอยู่ว่ากษัตริย์แคนดอเลสคะยั้นคะยอให้คนสนิทคือไจเจสแอบดูราชินีในร่างเปลือยเปล่า ด้วยความอยากอวดว่ามเหสีของตัวงดงามเพียงใด เมื่อราชินีจับได้จึงให้ไจเจสเลือกว่าจะให้นางสังหารเดี๋ยวนั้นหรือไปสังหารกษัตริย์ ไจเจสเลือกประการหลัง ลองเทียบเคียงกับหนังดูว่าเข้าเค้าตรงไหน อย่าลืมว่าเทพปกรณัมทำงานในระดับจิตใต้สำนึกเสมอ เจ้าตัวย่อมกระทำไปด้วยความไม่รู้
จากปี 1996 ถึง 2024 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี กว่าที่ราล์ฟ ไฟน์จะได้พบกับจูเลียต บินอชอีกครั้งหนึ่ง เป็นการเดินทางยาวนานเสมือนโอดิสซิอุสเดินทางกลับบ้านฉะนั้น วันนี้ราลฟ์อายุ 62 ปี จูเลียตอายุ 60 ปี ตามตำนานโอดิสซิอุสจากบ้านไปนาน 20 ปี

The Return เป็นหนังน่าดูเพราะคนดูไม่อาจแน่ใจได้ว่าโอดิสซิอุสกับเพเนโลปคิดอะไรในใจ คำพูดที่จำกัด น้ำที่ท่วมปาก สีหน้าที่แสดงเหมือนไม่แสดง แสงเงาจากไฟในบ้านหินที่มืดสลัว แรงกดดันที่รุมล้อมจากรอบข้าง เหล่านี้เป็นฝีมือเล่าเรื่องของผู้กำกับ Uberto Pasolini (The Full Monty 1997, Still Life 2013) และนักแสดงชั้นนำของยุโรปทั้งสองโดยแท้ เราไม่อาจแน่ใจได้ด้วยว่าเพเนโลปจำโอดิสซิอุสได้ที่ฉากไหนแน่
หนังเปิดเรื่องเมื่อโอดิสซิอุสถูกซัดขึ้นมาบนชายฝั่งในสภาพเกือบเปลือยเปล่าและบาดแผลเต็มตัว เขาถูกชายเลี้ยงหมูพาไปกบดานรักษาตัว เหตุเพราะมีหน่วยลาดตระเวณคอยสังหารบุรุษทุกคนที่ขึ้นฝั่ง คนเหล่านั้นต้องการแน่ใจว่ากษัตริย์ของตัวจะไม่ได้กลับบ้าน ชายเลี้ยงหมูชื่อยูเมอัส (Eumaeus)

เมื่อโอดิสซิอุสฟื้นขึ้นมาจึงรู้ว่าที่นี่คือเกาะอิธาคาบ้านเมืองของเขาเอง เขาจากบ้านไปรบศึกเมืองทรอยเมื่อนานมาแล้ว และใช้เวลานานยิ่งกว่า กว่าจะรอดกลับถึงบ้านตัวคนเดียว ยูเมอัสเล่าให้ฟังว่าเหล่าขุนนางรุมกดดันราชินีเพเนโลปให้อภิเษกสมรสใหม่ บ้านเมืองจะได้มีกษัตริย์คนใหม่เสียที เพเนโลปใช้ข้ออ้างว่ากำลังถักผ้าคลุมให้แก่อดีตกษัตริย์คือพระบิดาของโอดิสซิอุส หากทอเสร็จเมื่อไรจึงจะตัดสินใจอีกครั้ง เธอทอผ้ากลางวันแล้วแก้เส้นด้ายออกในตอนกลางคืน
ไม่เพียงขุนนางที่รุมกดดัน แม้แต่ลูกชายเทเลมาคัส (Telemacus) ก็เฝ้าบอกว่าโอดิสซิอุสตายแน่นอนแล้ว เมื่อมารดาไม่เชื่อ เทเลมาคัสจึงเดินทางออกจากเกาะเพื่อตามหาร่องรอยและเบาะแส จนกระทั่งวันที่อดีตกษัตริย์ตาย บัดนี้เพเนโลปไม่มีข้ออ้างอีกแล้ว เธอต้องเลือกคู่ครองใหม่เดี๋ยวนี้
นักดูหนังอาจจะคาดหวังได้เห็นพระราชวังอิธาคาอันสวยงาม อาณาจักรที่รุ่งเรือง ราชินีและขุนนางในชุดเลิศหรูอลังการ บ้านเมืองราษฎรใหญ่โตเหมือนที่เห็นในหนังตำนานกรีกทั่วไป แต่มิใช่เลย อิธาคาในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงเกาะแห้งแล้ง เพเนโลปอาศัยบนปราสาทหินผุพังบนยอดเขา ชาวบ้านยากจนอาศัยในบ้านก่อด้วยหินเป็นก้อนๆ ขุนนางบางคนเท่านั้นที่มีผ้าคลุมเต็มตัว ขุนนางคนอื่นๆ และชาวบ้านที่เห็นใส่ชุดเปลือยท่อนบน ผู้คนเลี้ยงหมา แพะ แกะ และหมูอยู่ท่ามกลางแผ่นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น แม้แต่ห้องส่วนตัวของราชินีก็ไม่มีเครื่องประดับอะไรเลย
ไม่มีใครจำโอดิสซิอุสได้เมื่อเขาฟื้นตัวและเข้าเมือง หนังมิได้ให้เหตุผลอะไรนอกจากแสดงให้เห็นว่าเขาทรุดโทรมและชรามาก (ตามตำนานเทพีอะธีนาช่วยเขาแปลงกาย) ราล์ฟ ไฟน์ยังคงยิ่งใหญ่เสมอในบทแบบนี้ น้ำเสียงของเขาและสีหน้าที่เปี่ยมพลังไม่เสื่อมคลายแม้เป็นชายชราพเนจร แต่ส่วนที่ดีที่สุดคือฝีมือการปรากฏตัวของจูเลียต บินอช เธอซ่อนความรู้สึกคับอกในทุกฉากด้วยใบหน้าที่งามสมวัย ดึงความสนใจระคนเกรงขามได้จากทุกๆ คนทั้งในหนังและคนดู
“พาทหารทั้งกองทัพไปรบ รอดชีวิตกลับมาได้คนเดียว จะสามารถพบใครได้” ใครอีกคนพูด
คิดดูแล้วก็เห็นจริง ที่ถูกเกณฑ์ไปรบเมืองทรอยก็สามีหรือลูกชายของพลเมืองทั้งนั้น ทุกคนตายหมดไม่ได้กลับมา ผู้นำจะรับผิดชอบอย่างไร ไม่นับว่าในตอนที่อะกาเมมนอนป่าวร้องให้ทัพชาวกรีกทั้งมวลไปช่วยรบ โอดิสซิอุสมิได้อยากไป เขาแกล้งเป็นบ้าให้ดูแต่เพราะลูกชายเทเลมาคัสซึ่งตอนนั้นยังเป็นทารกถูกจับขู่ฆ่าจึงจำเป็นต้องหายบ้าจำใจไปรบด้วย
“เราไม่ได้เป็นเอกราช เราเป็นเมืองขึ้น” โอดิสซิอุสก็คงอยากจะพูดอะไรแบบนี้ ผ่านมาเป็นพันปีเพิ่งจะได้ยินใครกล้าพูดอะไรแบบนี้กลางสภาจะๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในที่ประชุมบ้านเราส่วนใหญ่มักได้ยิน “เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร” เสียมากกว่า
ฉากจบของหนัง The Return เป็นไปตามที่เขียนไว้ในตำนาน พลาดไม่ได้เลยและน่าเชื่อว่าฉบับของโนลันปีหน้าจะยิ่งกว่าห้ามพลาด เลือดไหลนองสภาเลยทีเดียว
มีฉากหนึ่งตอนกลางเรื่องที่ควรเอ่ยถึง เมื่อโอดิสซิอุสเดินผ่านหมาอาร์กัสของตนเองที่บัดนี้แก่ชรามากมายทำได้เพียงผงกหัวมองนายของมัน แล้วก็สิ้นใจ โอดิสซิอุสในหนังหยุดดูมันครู่หนึ่ง ในขณะที่บางตำนานเขียนว่าโอดิสซิอุสไม่สามารถเหลือบมองมันได้เลย เพราะเกรงว่าจะถูกจับได้ว่าเขาเป็นใคร ที่น่าสนใจคือหมาตัวนี้มีอายุอย่างน้อยก็ 20 ปี

เพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง ตำนานเขียนต่อไปว่าระหว่างที่โอดิสซิอุสเดินทางกลับบ้าน มีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาติดเกาะใต้การดูแลของนางเซอร์เซ (Cerce) นางเซอร์เซสาบทหารของโอดิสซิอุสทุกคนเป็นหมู แล้วอยู่กินกับโอดิสซิอุสจนมีบุตรด้วยกัน
ในช่วงท้ายของชีวิตโอดิสซิอุส เทเลกะนัส (Telegonus) บุตรของเซอร์เซที่เกิดจากโอดิสซิอุสเดินทางมาถึงเกาะอิธาคาได้ฆ่าโอดิสซิอุสในวัยชราโดยไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ต่อมาเทเลกะนัสแต่งงานกับเพเนโลปผู้เป็นแม่เลี้ยง และมากไปกว่านั้นเทเลมาคัสแต่งงานกับเซอร์เซ
จะเห็นว่าปมอิดิปัสหลอกหลอนมนุษยชาติมาแต่โบราณ เป็นดังที่บอกอพ่อหล่อว่า “ถ้าจะสร้างใครขึ้นมาก็อย่าลืมใส่ความรักลงไปด้วย”
