นั่งฟังสมรักษ์นอนโม้

สมรักษ์ 01

 

เรื่อง :  วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

ภาพ : อนุช ยนตมุติ

 

สมรักษ์เป็นคนขี้อาย – ภรรยาบอก หญิงสาวผู้ได้รับการประดับเกียรติให้เป็น ผบ.ทบ. จากผู้เป็นสามี

สมรักษ์ คำสิงห์ นอนเอกเขนกบนเปลที่แขวนเรี่ยพื้นระหว่างเสาสองต้นข้างเวทีมวย กระสอบทรายส่ายไหวด้วยสะเทือนจากแรงเตะน้อยๆ ของลูกชายคนเล็ก เสียงสาดแข้งดังแน่นๆ เหมือนเด็กเป็นมวย ไอ้หนูวิ่งไปเตะขาหญิงสาวผิวพรรณขาวเหมือนใช้ทั้งชีวิตเฉพาะยามราตรี – หล่อนมาเรียนมวยไทยกับสมรักษ์ที่ค่าย ส.คำสิงห์

“น้องโบ๊ท…แม่สอนว่ายังไง อย่ารังแกผู้หญิง ขอโทษพี่เขาซะ” เธอว่า

“ก็โบ๊ทอยากลองทำบ้าง” ไอ้หนูผู้มีส่วนสูงเท่าเอวหญิงสาวประท้วง

“สมรักษ์ขี้อายตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนเงียบๆ” เธอหันกลับมาบอกถึงตัวตนของสามี “แต่ถ้าโดนหาเรื่องก็ไม่กลัวใครเหมือนกัน เขาเป็นคนใจนะ โดยเฉพาะเรื่องมวย”

สมรักษ์ในสายตาภรรรยาตรงข้ามและแตกต่างจากสายตาคนที่มองจากภายนอก ลีลาบนเวทีที่ว่าแน่แล้ว ลีลาการพากย์มวยสากลสมัครเล่นในลอนดอน เกมส์ ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเรียกเสียงฮาชนิดที่ฮาจนลำไส้เล็กพันลำไส้ใหญ่

ความจริงแล้ว เขาควรจะได้นอนกระดิกเท้านอนดูมวยอยู่บ้าน แต่ เจี๊ยบ จอมบึง แห่งสยามกีฬา ชักชวนไปพากย์ร่วม แต่สมรักษ์บอก “ผมไม่ได้ไปพากย์ ผมไปเชียร์คนไทย มันไม่ใช่การพากย์ มันคือการเชียร์ เรื่องข้อมูลอะไรก็เป็นประสบการณ์ของเรา ให้ผมมีส่วนร่วมในโอลิมปิกถือว่าให้เกียรติผมแล้ว”

เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง เหมือนไม่ใช่สมรักษ์ และไวเท่าความคิด เขาเอ่ยขึ้น “พี่เจี๊ยบเป็นนักข่าวสยามกีฬาอยู่แล้ว พากย์มวยมาตลอด แต่ไม่ดังนะ ผมไปพากย์ร่วมวันเดียวแกดังเลย”

อืม…นี่สิ ค่อยคุ้นหน่อย

 

สมรักษ์ 02

 

ชีวิตปกติของสมรักษ์จะอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ค่ายมวย ส.คำสิงห์ “ถ้าไม่มีอะไรทำก็อยู่ค่ายมวย นอนเล่นอยู่ตรงนี้ ตกเย็นดูเด็กซ้อมมวย ถ้ามีงานราชการก็ไป ก็เรียบง่ายนะ…ชีวิตผม”

งานราชการที่ว่า เขามียศเรือเอก เดินสายไปเป็นวิทยากรตามกิจกรรมต่างๆ ของกองทัพเรือ

4 ตุลาคม 2556  สมรักษ์มีไฟท์ชกกับ วันเผด็จ ภูทองฟ้า ด้วยเงินเดิมพัน 3 ล้านบาท

“ผมต่อเงินเขา ผม 1 ล้าน 6 แสน เขา 1 ล้าน 4 แสน แต่เขาต่ออายุให้ผม เขา 51 ผม 39 เขาเป็นยอดมวยเก่า”

เดือนหน้า ฌอง คล็อด แวน แดมม์ จะเดินทางมาทำสัญญาขึ้นชกกับสมรักษ์อีกครั้ง หลังพระเอกกล้ามโตจากฮอลลีวู้ดเพียรท้าชกฮีโร่โอลิมปิกมากว่า 2 ปี และเลื่อนแล้วเลื่อนอีก มีคนอยู่ 2 ประเภทที่ท้าชกสมรักษ์ คำสิงห์ ประเภทแรก ชื่นชม ถือเป็นเกียรติประวัติที่ได้ชกกับวีรบุรุษโอลิมปิก แต่อีกประเภท…สมรักษ์บอกว่า ประเภทหลังจะหมั่นไส้ โม้ดีนัก เดี๋ยวจะเชือดคาเวที แต่ “ไม่เป็นไรครับ เป็นเกมกีฬา ถ้าอายุไม่เกินผมอยากไปโอลิมปิกอีกครั้ง ถ้าเขาวัดจากหน้าตาน่ะผมไปได้ แต่อายุไปไม่ได้ มันไม่ผ่าน”

“ไฟท์ที่กำลังจะถึงนี้ คุณเตรียมร่างกายยังไง” ช่างภาพ ผู้มีความใฝ่ฝันอยู่ลึกๆ ว่าบางเวลาหากเหมาะสม จะวางกล้องสักขอลอง 5 ยก ท้าชกสมรักษ์สักครั้งในชีวิต เป็นผู้ถาม

“โอ้ย…เดี๋ยวค่อยซ้อม” เขาตอบพลางหัวเราะพลาง “ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่ซ้อมนะ เดี๋ยวค่อยซ้อม”

“รอเงินมัดจำ เงินมัดจำมาซ้อมเลย” ภรรยาตะโกนแทรกมา

“ให้เขามัดจำก่อน เดี๋ยวเขาเห็นผมตอนนี้เพรียวลมเขาก็ถอดใจสิ รอให้อ้วนฉุก่อน 10 วันผมใสปิ๊งเลย” สมรักษ์ว่า

“คุณทำตลกโปกฮา แต่เวลาซ้อมนี่เอาจริงเอาจังแค่ไหน?”

 

“ผมนี่น่า ถ้าผมซ้อมโอลิมปิก ผมก็ซ้อมเอาเหรียญทอง ใน 1 ปีนักมวยต่อยไม่ต่ำกว่า 5-6 แมทช์ แต่ผมจะซ้อมแมทช์ที่มีเงินรางวัลเยอะ เหรียญทองโอลิมปิกเหรียญละ 5 ล้าน ผมซ้อมตายเลย เหรียญทองได้แสนได้หมื่น ผมก็ซ้อมตามราคา” เขาบอก และย้ำอีกครั้ง “จริงๆ”

 

“คุณเชื่อในเรื่องพรสวรรค์ขนาดไหน?”

“โอ้ย ผมเชื่อมาตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะผมไม่ค่อยซ้อม พรสวรรค์ผมแน่น” เขาว่า ตอกย้ำฉายาอันอมตะของตัวเอง

เขาสลัดใบหน้าจนหมาดรอยยิ้ม เริ่มเข้าประเด็น “ผมว่านักมวย…คนคุมมันเปลี่ยนได้ แต่นักมวยมันหายาก มันไม่เหมือนประเทศคิวบา เป็นคอมมิวนิสต์ จีนก็แผ่นดินใหญ่ คนแข่งกันเยอะ บ้านเราแผ่นดินเล็ก ตัวเลือกมันน้อย

“อย่างบ้านเรา-นักมวยมีพื้นฐานมาจากมวยไทย ใครมีแววจะถูกดึงตัวมาชกสากลสมัครเล่น เขาก็ไม่อยากจะมา เพราะไม่ค่อยมีแมทช์การแข่งขัน ซ้อมเอาเบี้ยเลี้ยงวันละ 150 วันละ 200 เหรอ สมัยก่อนผมหนีแล้วหนีอีก…ทีมชาติน่ะ ให้ผมเป็นทีมชาติผมไม่เอาเพราะเบี้ยเลี้ยงวันละ 150 ผมชกมวยไทยค่าตัว 1 แสน 8 หมื่น แบ่งแล้วได้ 9 หมื่น คุณจะเอาทางไหน? นักมวยก็ต้องเรียนหนังสือ ต้องเลี้ยงครอบครัว ผมชกมวยไทยจนระยะหลังผมไม่มีคู่ชก ผมตกงาน 6-7 เดือนไม่มีใครชกกับผม ก็เลยเข้าสังกัดทหารเรือมาต่อยมวยสากลสมัครเล่น”

 

สมรักษ์ 03

“คุณว่ายน้ำไม่เป็น ทำไมเลือกสังกัดกองทัพเรือ?” ข้อเท็จจริงหนึ่งก็คือเขาว่ายน้ำไม่เป็น

“ตอนนั้นมวยกองทัพเรือไม่มีตัวเก่ง ตอนนั้นทุกเหล่าทัพมาติดต่อผมทุกเหล่า แต่ทหารเรือไม่มีใครเก่ง ทหารบกมีแต่ซูเปอร์สตาร์ ผมก็ต่อรอง อยากให้ผมเข้าสังกัดใช่มั้ย เอาเพื่อนผมเข้าไปด้วยได้มั้ย เพื่อนผมที่เรียนมาด้วยกัน 5 คน บรรจุผมแล้วบรรจุเพื่อนผมด้วยได้มั้ย สอง…ผมซ้อมอยู่บ้านนะ สาม….ผมไม่ทำงานนะ เพราะทำงานไม่เป็น ถ้าเอาก็เอา…ผมเล่นตัว เพราะผมเก่ง”

“คุณไม่เชื่อหรือว่านักกีฬาควรอยู่ในกฎระเบียบ มีวินัย?”

“กฎหรือทฤษฎีกับการปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน” เขาว่า “ต้องบอกว่าลักษณะโค้ชคนไทยปกครองผมไม่ได้”

หนึ่งในไม่กี่คน นอกจาก ผบ.ทบ. ประจำบ้าน เขาเอ่ยอีกชื่อหนึ่งที่ให้ความเคารพ และเกรงอกเกรงใจ – ฮวน ฟอนตาเนียล โค้ชมวยชาวคิวบา

“ฟอนตาเนียลสุดยอด จิตวิทยาดีมาก ฟอนตาเนียลนี่นะเขาไม่สนใจว่าทัพบกทัพเรือตำรวจ นิสัยคนไทยเราก็คือ ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน นักกีฬาเลยไม่ค่อยนับถือ แล้วเวลาคัดตัวนักกีฬาถ้าใครเชื่อฟังโค้ช ก็เด็กกูเด็กมึง นี่คือคนไทย มันแก้ไม่ตก เป็นสันดาน”

แสดงว่า ฮวน ฟอนตาเนียล เอาสมรักษ์อยู่

“ไม่อยู่ ก็มีไปบ้าง แต่ทุกอย่างผมขอฟอนตาเนียล ไม่ขอโค้ชคนไทย ฟอนครับ…ผมขออนุญาตไปร้องเพลงนะคืนนี้ โอเค…สมรักษ์ มอร์นิ่ง ซิกห์ โอคล็อก ซี ยู…คือจบ หกโมงเช้าเจอกัน”

“สำหรับฟอนตาเนียล คุณก็ต้องลุกให้ได้?”สมรักษ์ 04

“โอ้โห…เมาขนาดไหนก็ต้องลุก บางวันหลับ เมาหนัก เราก็คิดในใจ ไม่ไหวทำไงว้า หนักหัวฉิบหาย เอาวะ…เป็นไงเป็นกัน เราเลยแกล้ง เขามาเขย่าขาปลุกผม ผมยันเท้าออกไป และหลับต่อถึงประมาณเที่ยง บ่ายสองฟอนตาเนียลเดินเข้ามา ‘สมรักษ์ มอร์นิ่ง ยู โน เทรนนิ่ง, นาว เทรนนิ่ง’ หา! เที่ยงนี่นะ ‘นาว’ เราก็ครับ ซ้อมตัวต่อตัว วิ่งตากแดด สปีดอย่างเดียว แล้วมันตัวต่อตัว คำว่าตัวต่อตัวคืออู้ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย ทำให้เข็ด กลัวลูกนี้ เหนื่อยใจจะขาด ซ้อมเสร็จบ่ายสองโมงอาบน้ำพัก บ่ายสามครึ่งเอาอีกแล้ว ช่วงหลังๆ ไม่กล้าเลย”

“คุณจะเกิดอาการครั้นเนื้อครั้นตัวไหม เวลาเห็นนักกีฬาคนอื่นๆ อยู่ในกรอบอยู่ในวินัย?”

“ผมไม่เถียงนักกีฬาที่อยู่ในกรอบ แต่ถ้าคุณไม่อยากอยู่ในกรอบคุณต้องเก่งจริง ยกเว้นผม เก่งจริงหรือเปล่าล่ะ อย่างทหารเรือจะไปเก็บตัวที่โรงเรียนชุมพล บางทีเขาก็แอนตี้โวยวาย สมรักษ์ซ้อมบ้านได้ ทำไมพวกเราไม่ได้ นายก็เรียกประชุม ใครมีปัญหา มึงอยากซ้อมบ้านใช่มั้ย…ได้ แต่ถ้ามึงไม่ได้เหรียญทองมึงติดคุก 14 วัน มึงเลือกเอา แต่ไอ้บาสมันเอา มึงกล้าเอามั้ย มันไม่กล้าแต่ผมกล้า ฉะนั้นต้องวัดกัน ต้องรับผิดชอบในตัวเอง อย่างผมมีความรับผิดชอบในตัวเอง”

วันนี้สมรักษ์มีนักมวยในค่ายกว่า 20 คน ถามเขา-เมื่อยืนอยู่บนฝั่งเจ้าของค่ายที่ต้องปกครองนักมวย เขาใช้วิธีไหน บังคับไหม 4 ทุ่มนักมวยต้องเข้านอน

“ไม่ ตามสบาย เวลาซ้อมเต็มที่ใช่มั้ย ส่วนมากเราจะสอนให้นักมวยรู้จักรับผิดชอบ มึงอยากได้ตังค์ มึงต้องซ้อม ดูแลตัวเอง ซ้อมเช้าซ้อมเย็น เช้าตื่นมาหน้าที่นักมวยคือวิ่ง มึงจะให้กูขับรถตามไปวิ่งกับมึงกูไม่ไหว มึงจำไว้แค่ว่าเวลาชนะ มึงได้ตังค์

“พวกมวยเก่งมันจะมีพรสวรรค์ บางคนเราล่อเป้าเองคุมเอง พอขึ้นชกกลับแพ้ บางคนหนีฉิบหาย ไม่ยอมซ้อม เราก็ด่าแล้วด่าอีก กลางคืนหายไปเล่นไฮโลท้ายซอย พอไปชก…โอ้โห สุดยอดเหลือเกิน ถ้าต่อยชนะก็แล้วไปเพราะมันเก่ง มันก็เหมือนเรา แต่จริงๆ แล้วกีฬานี่นะ มันอยู่ที่พรสวรรค์คนมากกว่า ไอคิวและพรสวรรค์บนเวทีมันเก่ง เหมือนคุณถ่ายรูป ไอ้คนมีพรสวรรค์ มันถ่ายมุมไหนก็สวย”

บางทีก็พูดยาก เขาบอกเขาเชื่อมั่นในพรสวรรค์ ขณะเดียวกันเขาก็เห็นด้วย นักมวยต้องซ้อมหนัก แต่บังเอิญอยู่นิดเดียว ที่เขาเชื่อว่าตนมีพรสวรรค์ จึงเกกมะเหรกเกเรได้บ้างเท่าที่โอกาสอำนวย และต้องสำนึกที่จะกลับมาอยู่ตรงหน้ากระสอบทราย

ตอนที่สมรักษ์ตัวเท่าๆ ลูกชาย ในวัย 7 ขวบ พ่อพาเขาไปเปรียบมวย ใช้ชีวิตมา 7 ปีสมรักษ์ยังไม่เคยชกมวย น้ำตาจึงไหลพรากออกมาหลังจากรู้ว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงเขาต้องขึ้นไปชกบนเวที แต่เขาก็หยุดร้องไห้ทันที เมื่อพ่อยื่นฝ่ามือประทับที่บ้องหู เขาขึ้นชกโดยไม่มีน้ำตาสักหยด

“สมัยก่อนพ่อเราบังคับชกมวยเพราะพ่อไม่มีสมบัติให้ อยากได้อะไรไปหากระสอบ อยากได้รถ อยู่ในกระสอบ มึงอยากกินปลามั้ย บ้านผมแม่น้ำชีไหลผ่าน เพื่อนผมหาปลาเก่งมาก หาปลาแล้วหิ้วไปขาย เราก็อยากจะหาปลากับเพื่อน แต่กลับมาบ้านพ่อตี มึงไม่ต้อง อยากกินปลาใช่มั้ย…นู่น กระสอบ อยากกินปูใช่มั้ย…นู่น กระสอบ ให้ไปเตะกระสอบแล้วไปชกมวย ชนะก็เอาเงินไปซื้อปลากิน พ่อผมสอนแบบนั้น”

“คุณใช้วิธีแบบนั้นกับลูกไหม?”

เขาส่ายหน้า “ผมค่อนข้างจะยุคใหม่ ดูหน้าผมสิ ไม่โบราณเหมือนพ่อนะ (หัวเราะ) หน้าผมทุกวันนี้พัฒนาแล้ว ไม่บังคับลูก แล้วแต่ลูกจะสนใจด้านไหน เราเป็นผู้คอยส่งเสริม แต่แนะนำในสิ่งดีๆ ให้ลูก เล่นกีฬามั้ย ดูสิพ่อได้เหรียญทองโอลิมปิก อยากเป็นเหมือนพ่อมั้ย ลูกก็ดูเรา นี่เหรียญทองโอลิมปิกของพ่อนะ ลูกก็ดูเรา พ่อเก่ง ลูกอยากเป็นเหมือนพ่อมั้ย เราก็ถาม ลูกก็ตอบ…ไม่ ผมอยากเป็นดารา ผมอยากเป็นนักร้อง

“มันยังเด็กอยู่ แต่ถ้าโตขึ้นถ้าเขาชอบเราก็สนับสนุนเขา เขาอยากเป็นนักร้องเราก็สนับสนุน พาไปเรียนร้องเพลง ถ้าอยากเป็นดาราก็ฝากฝังให้พรรคพวกได้ เพราะหน้าตามันหล่อ…ใช่มั้ยล่ะ สมัยก่อนลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เป็นคำโบราณ แต่สมัยใหม่ลูกไม้หล่นแล้วกระเด็นไกลกว่าต้น”

“ถามจริงเถิดครับ นี่เป็นธรรมชาติของคุณใช่มั้ย พวกอารมณ์ขัน คำโม้เรียกเสียงฮา?”

“ผมเอาจริงเอาจังนะ ผมเป็นคนจริงคนจังนะเนี่ย ผมไม่เครียดนะ ก็อย่างนี้ เราอารมณ์ดี เป็นคนใจเย็น เชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าเรามั่นใจว่าคนดี ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ พ่อเราสอนไว้อย่างนี้ บางวันรู้สึกชีวิตสับสนมากๆ ก็มานอนอยู่ตรงนี้…เฮ้ย ทำไมชีวิตเรามันวุ่นวายแบบนี้วะ แต่เรามานั่งนึกๆ ว่าไปทำบาปที่ไหนบ้าง ก็ไม่มีนะ ด่าคนยังรดน้ำมนต์ 7 วัดเลย เด็กนักมวยถ้าพี่บาสด่าใครต้องไปรดน้ำมนต์ 7 วัด

“ผมสอนแบบจิตวิทยา แต่บางคนที่บางครั้งที่ผมไม่ร่วมงานด้วย…มันก็มี ไอ้พวกเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น แล้วสมรักษ์เป็นทรงจิ๊กโก๋กวนตีนอยู่แล้ว พวกสร้างภาพมันก็มี ไอ้เราไม่มีภาพจะสร้าง เราก็เป็นของเรา ธรรมชาติแบบนี้”

 

สมรักษ์ 05

ถ้าอนุญาตให้เปรียบเทียบ เรื่องเล่าของสมรักษ์มีความเหมือนเรื่องเล่าของ กาเบรียล การ์เซีย มาเกซ นักเขียนชาวละตินอเมริกา เล่าเรื่องในนวนิยายด้วยสไตล์เมจิคัล เรียลลิสม์ ผู้พยายามเล่าเรื่องจริงจังด้วยน้ำเสียงของคนเหลวไหล เล่าเรื่องเหลือเชื่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย เล่าเรื่องตลกด้วยความอาดูร

ในวัย 39 สมรักษ์ คำสิงห์ ยังคงโม้อย่างมีจุดยืน เชื่อได้หรือไม่ก็แล้วแต่คนฟัง

ว่าแต่ – มีใครเคยได้ยินสมรักษ์โม้บ้างไหมว่า ‘ผมเป็นคนดี’

 

***********************

(หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ Face of entertainment สิงหาคม 2555)

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

นักประพันธ์หนุ่ม (aka Content Maker) ผู้เขียนนวนิยาย 'อนุสรณ์สถาน' ปัจจุบันเป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร WAY ควบคู่กับทำหนังสารคดี ใช้แรงงานในครัวต้มเบียร์ และจัดกิจกรรมเชิงสันทนาการภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์นั่งฟังสมรักษ์นอนโม้

Related Posts

เรื่องโม้ๆ ของสมรักษ์

บ่ายวันหนึ่ง way เดินทางไปนั่งคุยกับเขาที่ค่ายมวย ส.คำสิงห์ ถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องว่า เราไปนั่งฟังเขานั่งโม้มากกว่า ไม่โม้ธรรมดาเสียด้วย สมรักษ์นอนโม้บนเปลที่แขวนระหว่างเสาสองต้นข้างเวทีมวย