ถนนสาย น้อย วงพรู - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

ถนนสาย น้อย วงพรู


 

เรื่อง : วรพจน์ พันธุ์พงศ์
ภาพ : ธวัชชัย พัฒนาภรณ์

 

“ใครนะ”  “น้อยไง น้อย วงพรู ที่มีเรื่องกับ เสก โลโซ”

รปภ.หน้าเกอเธ่กระซิบกระซาบบอกต่อกัน ถึงผู้ชายที่นั่งกินราดหน้าอยู่ตรงหน้าผม ‘น้อย’ กฤษดา สุโกศล แคลปป์ เป็นข่าวครึกโครมจริงๆ เมื่อคราวที่มีเรื่องขึ้นหน้าหนึ่ง พร้อมๆ กับ เสก โลโซ

ใครผิด ใครถูก หรือต้นสายปลายเหตุคืออะไร คงเก่าเกินไปที่จะนำมาพูดบนหน้ากระดาษนี้ และก็อย่างที่น้อยว่า มันก็แค่นาทีเดียวในชีวิต
น้อยในระยะประชิด เป็นผู้ชายที่ดูแข็งแรง บุคลิก ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน มองๆ ไปก็คล้าย ทาดาโนบุ อาซาโน่ ยอดนักแสดงชาวญี่ปุ่น ไม่เหมือนแบบฝาแฝด แต่พลังงานคล้ายกันในความเป็นกระดาษที่พร้อมให้ใครเติมวาดเป็นอะไรก็ได้ ทั้งผู้ร้าย พระเอก อาจรวมไปถึงกะเทย แม้กระทั่งผู้หญิง
เขาพูดเบาเสียจนต้องถามซ้ำบ่อยๆ ออกจะติดภาษาอังกฤษแบบที่นักเรียนนอกและพวกลูกครึ่งเป็นกัน แต่เป็นไปโดยธรรมชาติ ขอโทษ, ไม่กระแดะเหมือนพวกไม่มีความรู้ แต่อยากอวดภูมิรู้

หน้าตาเขาไม่ใช่ทั้งไทยและฝรั่ง ดูครึ่งๆ กันพอดี สมชื่อลูกครึ่ง แววตาบ่งบอกอารมณ์อ่อนไหวในแบบที่นักแสดงส่วนใหญ่เป็น

น้อยเป็นคนนิ่งๆ ครุ่นคิด พูดน้อย และสุภาพเสียจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นคนเดียวกันกับที่กระโดดโลดเต้นอยู่บนเวที

อะไรบางอย่างทำให้ผมคิดถึง ป๊อด โมเดิร์นด็อก ขานั้นก็คล้ายๆ กัน สงบเสงี่ยมเรียบร้อยในชีวิตจริง แต่แทบจะระเบิดบ้าคลั่งเมื่ออยู่ในแสงสีคอนเสิร์ต ว่าไป พวกเขาคล้ายใช้ชีวิตกึ่งจริงกึ่งฝันพอสมควร แต่ก็ดูเข้ากันดีกับงาน ‘นักเล่านิทาน’ และ performer ที่เขาเป็นอยู่ เลือดเนื้อเชื้อไขของเขามาทางสายมายาโดยตรง น้อยเองก็ชัดเจนมานานว่าเลือกที่จะ ‘กิน อยู่ หายใจ’ ในโลกของการแสดง แต่นั่นคงไม่รวมถึงบทสนทนาถัดจากนี้

เราคุยกันไม่มากนัก แต่ก็คงนานพอที่จะมองเห็นเส้นทางชีวิตและความคิดของผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้มีดีแค่การกระโดด และโดดเด่นเพราะเป็นลูกไฮโซ

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็นข่าวหน้าหนึ่ง  จากวันนั้นจนถึงนาทีนี้ อารมณ์ความรู้สึกของคุณเป็นยังไงบ้าง หลังมรสุมผ่านพ้นไปแล้ว

เป็นสิ่งแปลกใหม่จริงๆ ผมไม่เคยเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ไม่เคยลงแท็บลอยด์มาก่อน ไม่เคยวางตัวไปทางนั้นด้วย ก็ค่อนข้างยากทีเดียว ตอนกระแสแรงๆ โชคดีที่ผมอยู่กับคุณปู่คุณย่าที่อเมริกา คนหนึ่งอายุ 97 ปี กับอีกคน 91 ปี เหมือนเป็นครั้งสุดท้ายแล้วด้วยที่ผมได้เจอพวกเขา เวลามีเรื่องแบบนี้และได้อยู่กับคนซึ่งนิ่ง สงบ ผ่านโลกมานาน มันทำให้เรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความหมายดีเวลล็อป ทำให้รู้ว่าทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา มันมีส่วนสร้างให้เราเป็นเรา และชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า

 

ได้นั่งคุยในเชิงรายละเอียดกันไหม
ไม่ เพราะเขาอายุมากเกินไป ผมแค่นั่งมองนิ่งๆ ก็เข้าใจแล้วว่านี่คือชีวิต   ในเรื่องงาน หลังวงพรูเลิก ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าจะร้องเพลงต่อไปดีไหม ทำวงใหม่ หรือออกโซโล พอเกิดเหตุการณ์นี้ มันกลายเป็นว่ามาสร้างไดเร็คชั่นให้กับงานเราด้วย ผมรู้แล้วว่าผมไม่อยากให้ความทรงจำสุดท้ายเป็นเหมือนซีดาน (หัวเราะ) ผมต้องร้องเพลงต่อไป

คุณปู่คุณย่าของผมอยู่รัฐอินเดียนา ซึ่งเป็นชนบทมาก และนั่นเป็นครึ่งหนึ่งในตัวผม คือคนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นผมเกิดมาก็เป็น performer เป็นลูกกมลา สุโกศล เขาไม่รู้ว่าผมก็มีพ่อ เติบโตกลางนา อยู่ในเมืองเล็กมาก แต่เขาทำร้านอาหารด้วย เป็นเจ้าของร้านเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ ชีวิตซิมเพิลมาก ตอนนี้ผมจึงอยากทำเพลงโล่งๆ เพียวๆ เพื่อบอกเล่าถึงบรรยากาศครึ่งหนึ่งของชีวิตที่พ่อผมเป็น ที่ตัวผมเป็น ผมคิดว่าจะร้องเพลงเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเพลงของเราเล่านิทานเกี่ยวกับคนโน้นคนนี้ ไม่ค่อยร้องจากความรู้สึกตัวเองเท่าไร

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด การได้อยู่กับญาติผู้ใหญ่ มันช่วยดีเวลล็อปจิตใจผมในแง่การเป็นศิลปินด้วย และให้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองด้วยหลายอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นใครก็ต้องเสียใจ แต่เราต้องหาสิ่งที่ดีจากมันให้ได้ ซึ่งยากนะครับ แต่นั่นคือชีวิต และมันช่วยขัดเกลาให้ผมแข็งแรงขึ้น ที่จริง ชีวิตคงมีอย่างอื่นเกิดขึ้นเรื่อยๆ อาจร้ายแรงกว่านี้ก็ได้

That ‘s life เราต้องเดินไปข้างหน้า

 

คุณเคยบอกว่าชีวิตแต่ละวัน เหมือนการค่อยๆ วาดเขียนประวัติศาสตร์ มองแง่นี้ คุณคิดว่านี่เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากน้อยแค่ไหน

(นิ่งคิด) บางคนบอกผมว่า ยูเกิดวันนี้ ไม่ใช่ดัง หมายถึงเกิดเพื่อเดินสู่ขั้นตอนต่อไปในความเป็นคนและการเป็นศิลปินด้วย วงพรูแยกแล้ว ไม่มีค่ายเพลงเบเกอรี่แล้ว จะทำอะไรดี นี่เป็น chapter ใหม่สำหรับผมจริงๆ ผมต้องเดินไปข้างหน้า ค้นหาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน เพราะชีวิตไม่ควรอยู่นิ่ง เขาบอกว่าประสบการณ์นี้เหมือนทำให้ผมเกิดใหม่

 

ตอนเป็นข่าวแรงๆ คนรักของคุณพูดว่ายังไงบ้าง
ตอนนั้นเราอยู่ด้วยกันที่อเมริกา ผมโชคดีที่มีภรรยาดี คอยอยู่เคียงข้างเสมอ ก็ดีที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว ใครเจอแบบผมก็ต้องขอบคุณพระเจ้า มันเยี่ยมจริงๆ กับการที่มีใครคนหนึ่งพร้อมจะอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ว่าผิดหรือถูก ฉันจะรักคุณเสมอ

 

พูดแบบนี้ชัดเจน?

ไม่เคยพูด แต่ผมรู้สึกได้ว่าภรรยาผมเป็นแบบนี้  ผมก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน แต่เราทั้งคู่ไม่เคยอยากไปฆ่าใครนะครับ (หัวเราะ) แล้วก็ไม่ใช่แค่ภรรยา เพื่อนๆ ทุกคน รวมทั้งคนบนถนนด้วย ตอนผมกลับมาเมืองไทย เจอใครหลายคนเลยที่อยู่ดีๆ เขาเขียนโน้ตมาให้กำลังใจ ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก ส่งยิ้มให้ บอกว่าสู้ต่อไป ไม่ต้องห่วงนะ เรายังชอบยูอยู่ รอยยิ้มนั้น ผมมองออกว่าเขาคิดยังไง เวลาผมไปทานข้าวข้างนอก ไปเดินจตุจักร คนที่ร้านโน้นร้านนี้เจอผมก็ เฮ้ย ว่าไงน้อย มานั่งก่อน เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น

 

ไม่ถึงกับต้องเก็บตัว หรือหลบนักข่าว?
ไม่หลบหน้าคน แต่นักข่าวก็อีกเรื่องหนึ่ง (หัวเราะ) เราดำเนินชีวิตของเรา ยังไปจตุจักรเหมือนเดิม เป็นคนทำงานเหมือนเดิม คือการร้องเพลง การแสดง เหมือนคนอื่นๆ ที่ตื่นเช้าไปธนาคาร ผมเชื่อว่าคนเขาก็มองออกและให้เกียรติเราอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร เพื่ออะไร ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ คนอาจมองมากกว่าเมื่อก่อน ผมไม่ชิน แต่โอเค เวลาจะช่วยคนเสมอ

ความเจ็บปวด… ไม่ว่าเหตุการณ์นี้หรือแฟนเลิก ทุกคนคิดหนักอยู่แล้ว นอนไม่หลับ แต่ในที่สุดเวลาจะช่วยเราเสมอ คิดจนเบื่อแล้วก็เปลี่ยนไปหาอย่างอื่นทำ เหมือนที่ผมว่าพอผ่านไปนานๆ เราต้องคิดหาสิ่งที่ดีๆ จากมันให้ได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นแค่นาทีครึ่ง 2 นาที ขณะที่โชว์เล่น 3 รอบ เต็มทุกรอบ เราต้องมองส่วนอื่นๆ ด้วย ผมไม่เชื่อว่าคนจะสนใจแค่ตรงนี้ ระยะเวลา 2 สัปดาห์นั้น การทำงานกับทุกคน เป็นประสบการณ์ที่เจ๋งมาก แม้จะมีเรื่องที่ทำให้เราเจ็บ
ผมว่าเป็นละครที่ดี เสียดายว่าเล่นในเมืองไทยไม่ได้

 

ทำไม
กระทรวงวัฒนธรรมคงรับไม่ได้ จริงๆ เป็นแค่การนำเสนอศิลปะในอีกรูปแบบหนึ่ง ศิลปะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยบางส่วนยังคอนเซอร์เวทีฟ ผมเข้าใจ เพียงแต่เสียดาย เพราะเป็นโชว์ที่ดี

 

ที่คุณบอกว่าเป็น chapter ใหม่ และมีทิศทางแนวเพลงแล้ว รายละเอียดเรื่องนี้เป็นยังไง
วงพรูเลิกไปแล้วแน่ๆ แต่ก็ไม่พูดถึงขั้นว่าเลิกตลอดไป อาจมีสักวันที่กลับมาทำอีก แต่ตอนนี้ไม่ ผมเลยต้องคิดเรื่องงานของตัวเองซึ่งคงออกเดี่ยว เนื้อร้องทำเอง เขียนเป็นภาษาอังกฤษ มี บอย โกสิยพงษ์ ช่วยแปลเป็นไทยให้ ยังทำงานร่วมกับเขาเหมือนเดิม ทำนองผมทำเอง ส่วนตัวผมไม่ชอบเพลงกระโดดเท่าไร แม้ว่าตอนอยู่บนเวทีผมจะกระโดดเยอะ (หัวเราะ)

 

ขนาดไม่ชอบ…
ผมกระโดดเยอะกับเพลงช้าก็ได้ เราไม่อยากทำซ้ำกับช่วงก่อนๆ เป็นไปไม่ได้ด้วยเพราะอีก 3 คน ไม่อยู่แล้ว เลยต้องเป็นผมมากขึ้นโดยปริยาย หวังว่าคนดูยังอยากฟัง อยากดูอยู่ ตอนนี้มีผมคนเดียว ต้องหาทีมงานว่าจะปล่อยอัลบั้มยังไง ยังไม่มีค่ายด้วย วงการเปลี่ยนไปเยอะ หลายคนเริ่มทำกันเองเพราะไม่มีใครพึ่งเรื่องการขายซีดีแล้ว วงการเปลี่ยนไป

ศิลปินหลายคน ยิ่งพวกหน้าใหม่ ต้องคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์เนม เพราะอัลบั้มขายไม่ได้ ต้องพึ่งโชว์ ใครดังหน่อยก็อาจไปเป็นพรีเซนเตอร์ ยุคนี้ศิลปินต้องสร้าง identity ให้ชัดเจน เพื่อว่าคนจะได้จ้างมาเล่นคอนเสิร์ต จ้างไปทำโน่นนี่ นั่นเป็นทางออก ทุกคนหาทาง ผมอาจโชคดีที่มี 2 อัลบั้มแล้ว ศิลปินใหม่ๆ ต้องค้นหากันหนัก

การเล่นโชว์ทำให้มีรายได้ แต่เสียดาย วงร็อคดังๆ ของเรายังต้องเล่นตามคลับ โอเค เล่นที่สเตเดียมยังมีอยู่ โชว์ใหญ่ๆ นานๆ ที ยังมี แต่พอเป็นแบบนี้เหมือนกับว่าคนทั่วไปสามารถดูเราที่ไหนก็ได้ ดูฟรีก็ได้ ซึ่งสำหรับคนทำงานมันไม่น่าเป็นแบบนั้น แต่เราต้องทำมาหากิน อย่างบอย ที่ทำงานร่วมกับ true มีข้อตกลงกันในแบบหนึ่ง ก็แล้วแต่ศิลปินแต่ละคนจะหาทางออกยังไง

 

แล้วคุณเอายังไง เพราะยุคนี้ซีดีก็ไม่ขาย โชว์ประจำตามคลับบาร์ก็ไม่อยากเล่นเท่าไร

โอๆๆ ไม่เลย อยากเล่นครับ ผมแค่พูดว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้น ฝรั่งอาจมองว่าได้รางวัลนั่นนี่จากเอ็มทีวี แต่ยังต้องเล่นในผับ เขาไม่เข้าใจ เพราะตลาดบ้านเขาไม่เหมือนเราซึ่งมันเล็กมาก ช่องทางน้อยกว่า อย่าพูดแบบนั้น เดี๋ยวไม่มีคนจ้างผม มันจำเป็นต้องเล่นในคลับบ้าง ศิลปินต้องเมคมันนี่

 

แล้วมีช่องทางอื่นอีกไหม ตอนนี้ศิลปินคิดหาวิธีต่อสู้เพื่อความอยู่รอดกันยังไง

บางคนดีลกับสปอนเซอร์ ขายอัลบั้มให้เขาเอาไปให้คนดาวน์โหลด แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงเรานะ เป็นแค่ดีลนั้นๆ และให้สตางค์มาก้อนหนึ่ง ก็ถือว่าดีทีเดียว และไม่ใช่ศิลปินทุกคนที่ทำได้ ทางฝ่ายคนดู แฟนเพลงอาจไม่แฮปปี้บ้าง แต่มันต้องเลือกว่าจะเอายังไง สุดท้ายคงจะขึ้นอยู่กับคุณภาพเพลง ผมพูดเสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเพลง เพลงดีมันพาคุณไปเอง เหมือนถ้ามีคนบอกว่าชอบเพลงของน้อย วงพรู แต่ไม่ชอบตัวน้อย ผมขอบคุณเขานะ นั่นคือความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะเราไม่มีทางทำให้ทุกคนชอบเราได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเขาชอบงานเรา โอเค

 

โดยส่วนตัว คุณจะมุ่งไปในสายนักร้อง หรือนักแสดงมากกว่า
แล้วแต่โอกาส คือเรื่องเพลงเราสร้างเองได้ เขียนได้ หาทีมมาทำได้ แต่การแสดงต้องพึ่งคนอื่น และเราหวังว่าผู้กำกับจะชวนเราไปเล่น การแสดงเป็นงานที่เดินไปสมัครไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา เราได้แต่รอ และหวังว่าเขาอยากชวนเราไปเล่น โดยส่วนตัวเราก็อยากเล่นมาก อยากถ่ายทอด ผมโชคดีที่มีช่องทางปลดปล่อยอารมณ์หลายอย่าง โอเค ผมไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นนักร้องร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นนักแสดงร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมแค่เป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง ใครจะระบายสีไหนก็ได้ เช่น สีแดงอาจหมายถึงการแสดง สีเหลืองคือการร้องเพลง สีชมพูเป็นเรื่องของการเต้น ผมมีหน้าที่ถ่ายทอดอารมณ์ให้ดีที่สุด นั่นคืองานผม หนัง เพลง การเต้น เป็นแค่เครื่องมือให้ผมได้แสดงออก

 

Anthropology ที่คุณเรียนมา มีส่วนช่วยด้านการแสดงบ้างไหม
ช่วยมาก เพราะวิชานี้พูดเรื่องการเรียนรู้วัฒนธรรมของโลก ทำไมชาวอียิปต์คิดแบบนี้ ทำไมชาวบราซิลเป็นแบบนี้ เพราะวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างตัวตนของคนเรา มันทำให้ผมเข้าใจผู้คนมากขึ้น คล้ายๆ ก่อนที่เราจะรับบทแสดงเป็นตัวละครตัวหนึ่ง เราต้องศึกษาประวัติเขาก่อนว่าเป็นใครมาจากไหน ทำไมคิดแบบนี้ คิดแล้วจะมีปฏิกิริยาต่อสถานการณ์หนึ่งยังไง ถ้าไม่ทราบประวัติเขาชัดเจน บางทีเราต้องสร้างขึ้นมา เพื่อว่าจะสามารถสร้างชีวิตจิตใจคนจริงๆ ขึ้นมา มากกว่าในบทบนแผ่นกระดาษ วิชานี้คนเรียนไม่เยอะ เพราะทำเงินไม่ค่อยได้ คนเรียนจบส่วนใหญ่ไปเป็นครู หรือทำงานในพิพิธภัณฑ์ แต่ผมชอบนะ และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในานด้านการแสดงของผมจนถึงทุกวันนี้

 

ปีนี้คุณอายุ 35 เรียกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตแบบนั้นก็คงได้ ถ้าเรามองว่าช่วงวัยรุ่นเป็นวัยแสวงหา ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ณ วันนี้คุณพูดได้ชัดเจนหรือยังว่าจะให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง เรื่องไหนควรให้เวลามากที่สุด

ช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังเดินข้ามสะพานใหม่สำหรับผม ไม่มีวงพรูอีกแล้ว ผมเจอเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป ได้ลองเล่นหนังใหม่ๆ และอีกอย่าง ผมกำลังคิดว่าจะได้เป็นพ่อหรือไม่

 

หมายถึง…
ผมอยากมีลูก เพราะการมีลูกเป็นความรักที่มโหฬารจริงๆ เราไม่รู้เลยว่ายิ่งใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่มีครอบครัว และผมว่าขาดบางอย่างในชีวิต คิดว่านะครับ หลายคนพูดว่าการมีลูกเหนื่อย เป็นภาระมาก ไม่ไหวๆ ผมกลับมองว่ามันเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่จะสร้างคุณให้เป็นผู้ชาย สร้างคุณให้เป็นวีรบุรุษ เพราะมันเป็นการไม่เห็นแก่ตัว โดยสัญชาตญาณคนเราเห็นแก่ตัวแน่นอน ซึ่งไม่ผิดนะครับ แต่พอมีภรรยา มีลูก มันคือความเป็นวีรบุรุษจริงๆ นั่นคืออีกสเต็ปหนึ่งของชีวิต ผมกำลังคิดอยู่ว่าน่าจะมี เพราะภรรยาผมก็ 32 ปีแล้ว เราเตรียมย้ายไปอยู่ตึกเก่าอายุ 90 ปี พื้นไม้แผ่นเบ้อเร่อ เพดานสูง พยายามซ่อมมันขึ้นมาให้ดี เพราะตอนนี้โทรมมาก ถือว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยน-แปลงนะครับ ชีวิตเป็นเหมือนหนังสือ เราต้องเปิดหน้าใหม่ไปเรื่อยๆ …ถ้ามีลูกน่าจะดี

 

คนที่ไม่มีลูกเป็นวีรบุรุษได้ไหม
แน่นอนครับ (หัวเราะ)แต่ถ้ามี มันคล้ายๆ ว่าส่งเสริมคนให้เป็นวีรบุรุษอย่างสมบูรณ์แบบมากกว่า?  ผมหมายความเหมือนก็อดฟาเธอร์น่ะ (หัวเราะ) ต้องดูแลครอบครัว เกิดเป็นผู้ชาย คุณต้องดูแลคนอื่นด้วย ไม่เฉพาะแต่ตัวคุณเอง สำหรับผม วีรบุรุษคือคนที่ดูแลคนอื่น ถ้าดูแลแค่ตัวเอง คุณไม่ใช่วีรบุรุษในสายตาผม วีรบุรุษคือการให้คนอื่น ยกย่องในใจว่าคนอื่นสำคัญกว่าคุณ และการมีลูกเป็นแบบนั้น

ถ้ามีจริงๆ งานเพลงหรือการแสดงน่าจะลดลงไหม  น่าจะลด เพราะต้องให้เวลากับลูก

 

ขณะที่ศิลปินจำนวนไม่น้อยมีปัญหาเรื่องความรักและครอบครัวล้มเหลว เท่าที่อ่านข่าว ดูเหมือนคุณไม่มีปัญหานี้เลย ทำยังไงให้ความรักยังเป็นรักที่ดีอยู่เสมอ

ผมอาจโชคดีกว่าคนอื่น แฟนผมสุดยอด ตั้งแต่แต่งงานมา ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงคนอื่นแล้วอยากไปจีบ ไม่มีเลย เพราะว่าผู้หญิงอื่นสู้แฟนผมไม่ได้ ไม่ใช่เป็นคนไม่สวย ไม่ดี แต่ผมไม่ปิ๊ง บางทีอาจมีผู้หญิงสวยกว่า แต่ว่าผมมองเหมือนดอกไม้ หรือรูปภาพสวยๆ ไม่เคยนึกอยากจีบ และมันก็จะผ่านไป ผมรู้ว่าหลายคนไม่เวิร์คเพราะมีหลายแฟน ในที่สุดก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ จริงๆ คุณต้องให้เกียรติภรรยา ผมให้เกียรติ เพราะภรรยาผมเป็นคนดี open and giving เป็นคนที่งดงามจริงๆ ผมจะไปทำร้ายได้ยังไง อย่างที่บอก ผมก็เหมือนผู้ชายคนอื่น เห็นผู้หญิงสวย ก็มองบ้าง เออ สวยว่ะ แต่ผมไม่เข้าใจว่าผมจะทำให้ภรรยาผมเจ็บทำไม โง่เกินไปแล้ว เห็นแก่ตัวฉิบหาย (เขารีบป้องปากบอก-ขอโทษครับ) ชีวิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคอนโทรล หลายคนคอนโทรลตัวเองไม่ได้เพราะไม่ให้เกียรติภรรยาเพียงพอ

การพูดว่า ‘ไอ เลิฟ ยู’ มันง่าย แต่คุณต้องพิสูจน์ด้วย ต้องพิสูจน์เสมอ ทำทั้งชีวิต ไม่ใช่เอาใจแค่ตอนจีบ การพิสูจน์ต้องผ่านเวลายาวนานว่ารักคนนี้จริงๆ เป็นคนดี เป็นเพื่อนรักคุณ ใช่ๆๆ ค่อนข้างโชคดีฮะ ภรรยาผมสุดยอด…

 

แล้วถ้าเผื่อภรรยาคุณไปเจอคนใหม่ เธอจะยังสุดยอดในสายตาคุณอยู่ไหม

หนังที่ผมกำลังจะเล่นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเล่นเป็นคนที่แต่งงานแล้ว แต่ยังไปรักคนอื่น มองมุมเดียวกัน ถ้าคนรักของเราไปเจอใครอีกคน เธอชอบจริงๆ ซึ่งเป็นไปได้นะครับ เพราะหลายอย่างในโลกเราควบคุมไม่ได้ เป็นสัญชาตญาณ แต่งงานแล้ว แต่ชอบ คอนโทรลลำบาก เอ่อ… ผมว่าสุดท้ายก็คงขึ้นอยู่กับคอนโทรลว่าคุณคอนโทรลตัวเองได้แค่ไหน การมีชู้ เท่าที่ผมสังเกต มันเกิดขึ้นเพราะคนเราสร้างสถานการณ์ให้เจอกันบ่อย ในที่ทำงาน ในกองถ่ายหนัง ในฮอลลีวู้ดก็มี ซึ่งถ้าเจอ ง่ายๆ เลย คุณอย่าไปขอเบอร์เขา อย่าสร้างสถานการณ์ให้อยู่ในห้องเดียวกัน เพราะมันจะเริ่มคอนโทรลตัวเองลำบาก เคยมีหลายครั้ง ผมเจอผู้หญิงสวยมาก โอเค ถ้ายังเด็กกว่านี้หรือยังไม่มีแฟน ผมอาจอยากคุยเพราะหน้าตาเขาโดนเรา เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สำหรับผมคือ กูแต่งงานแล้วว่ะ คิดในใจเสมอ ผมจะไม่ไปหา ไม่สร้างสถานการณ์ให้เจอ ถ้าเจอก็แค่รู้สึก เออ สวยว่ะ ว้าว แต่จบแค่นั้น ปิด เพราะแฟนผมสุดยอด  การปิ๊งกันเหมือนกับสัตว์น่ะ อาจจะสวย แต่มันไม่จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังไม่ได้คุย คุยแล้วอาจไม่ชอบก็ได้ ฉะนั้น น่าจะปลอดภัยที่สุด ถ้าไม่ไปสร้างสถานการณ์ให้ได้คุย เดี๋ยวเกิดผู้หญิงคนนั้นสวยด้วย เจ๋งด้วย แล้วจะซวยไปกันใหญ่ (หัวเราะ)

ผมคิดว่าคนเราควรแต่งงานกับคนที่เป็นเพื่อนเราได้ เพราะเป็นธรรมชาติที่เราสองคน หรือคนเป็นแฟนกันอาจไม่มีเซ็กส์ด้วยกันเท่าตอนแรก คงน้อยลง แต่สำคัญจริงๆ ที่เราต้องนับถือกันในความสัมพันธ์ ยังโรแมนติกอยู่ แต่ดีเวลล็อปมาเป็นเพื่อน เป็นคนที่นับถือกัน นั่นคือชีวิต  แต่ตอนนี้ผมตื่นขึ้นมาทุกเช้า เห็นภรรยาผมแต่งตัว แต่งหน้า ผมไม่เคยเบื่อหน้าตาเขาเลยจริงๆ ผมนึกในใจเสมอว่าภรรยาผมสวยว่ะ ผิวโคตรดีเลย ผมชอบมาก สวยจริงๆ ผมชอบมองเขา

เชื่อไหม ผมตื่นเต้นกับหนังเรื่องใหม่มาก เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยแตะมือกับผู้หญิงคนอื่นเลย ดันมาเล่นหนัง มีบทต้องจับมือ กอดกับผู้หญิงคนอื่น คงรู้สึกแปลกๆ แต่ต้องทำ โอเค อย่างน้อยหนังไทยไม่ต้องแก้ผ้าเหมือนหนังฝรั่ง (หัวเราะ)ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ได้เจอผู้หญิงคนนี้

 

อยากถามประเด็นนี้ว่าคุณเชื่อเรื่องพระเจ้าแค่ไหน ศาสนามีผลต่อชีวิตยังไงบ้าง

ผมยังไม่แน่ใจว่าเชื่อเรื่องพระเจ้าไหม แต่เชื่อว่ามีอะไรใหญ่โตกว่าเรา ส่วนจะเป็นใคร ศาสนาไหน ไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใครด้วยซ้ำ ตอนเด็กๆ ช่วงที่พ่อยังอยู่กับแม่ พ่อพาผมไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ พ่อค่อนข้างเคร่งทางศาสนาคริสต์ ก่อนทานข้าวบนโต๊ะกลม พวกเราต้องจับมือกัน สวดมนต์ก่อนทานข้าว พอพ่อหย่ากับแม่ ช่วงนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบ พ่อแม่แยกทางกัน หลังจากนั้นพวกเราก็เลิกไปโบสถ์ พูดตามตรงผมก็โล่งอก เพราะวันอาทิตย์จะได้ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปโบสถ์ เด็กทุกคนก็คงรู้สึกแบบนั้น การไปโบสถ์มันน่าเบื่อ ไม่มีอะไรทำ
แต่ก็อีกนั่นแหละ การที่เราเคยไป ความรู้สึกนั้นอาจฝังอยู่ในตัวเรา ที่ผ่านมาผมสวดมนต์บ้าง อาจจะปีละ 5 ครั้ง สวดมนต์ในช่วงที่มีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น คงเหมือนคนทั่วไป สวดมนต์ในสถานการณ์ที่แย่ ทำให้รู้สึกว่าเราเห็นแก่ตัวนิดๆ หน่อยๆ คุยกับพระเจ้าเฉพาะเวลาเดือดร้อน ไม่เห็นคุยกับพระเจ้าเวลามีความสุข นี่คือความเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า ไม่รู้ ผมสับสนเหมือนกันในบางช่วงไม่แน่ใจเรื่องพระเจ้า

 

แต่ก็พูดได้ว่าใกล้ชิดทางศาสนาคริสต์มากที่สุด

ครับ แต่ว่าไม่ได้มีศรัทธาพอที่จะเชื่อมั่นว่ามีพระเจ้าจริงหรือไม่ แค่เป็นความเชื่อในใจว่ามีใครสักคนที่ใหญ่โตกว่าเรา แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร

 

พอพ่อแม่หย่ากันแล้ว เรื่องทางศาสนาก็หยุดไปเลย ?

ใช่ พวกเราไม่ไปโบสถ์ เลิกสวดก่อนทานข้าว เพราะลูกทุกคนอยู่กับแม่ พอพ่อย้ายออกจากบ้านไป ศาสนาก็หายไปเลย

 

หายไปพร้อมๆ กับพ่อ?

ไม่ครับ ผมยังเจอกับพ่ออยู่บ้าง สนิทกับพ่อ เขาเป็นอีกครึ่งหนึ่งของผมที่คนไม่รู้จักมักคิดว่าผมมีแต่แม่ มาจากครอบครัวฐานะดี ความจริงผมก็เหมือนทุกคนคือมีพ่อด้วย  ตอนผมย้ายไปเรียนเมืองนอก พ่อก็ไปด้วย เพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ ลูก พอกลับมาเมืองไทย เขาก็กลับมา ตอนนี้พ่อเกษียณแล้ว ใช้ชีวิตอยู่ที่หัวหิน

 

พ่อมีอิทธิพลทางความคิดต่อคุณยังไงบ้าง
ความผิด ความถูก ความเป็นนักสู้ โอเค ผมเรียนรู้จากแม่ด้วย แต่ตอนเด็กผมเล่นเบสบอลกับพ่อ ที่โรงเรียนมีลีกหนึ่ง ลีกสอง ตามอายุนะครับ ผมอยู่ลีกอายุ 8-12 ปี ซึ่งผมเล่นดีสุด ตอนนั้นอายุ 11 ปี พอเก่งสุด ผมก็ไม่อยากย้ายไปลีกใหม่ เพราะดีใจที่เก่งที่สุดตรงนี้ อาจจะกลัวด้วยถ้าต้องย้ายไปเล่นกับพี่ๆ และถ้าไปคงไม่เก่งที่สุดแล้ว แต่พ่อผลักดันให้ผมย้ายขึ้นไปเล่นกับคนเก่งกว่า พ่อบอกว่าจะได้พัฒนาตัวเอง อย่าพอใจกับการย่ำความสำเร็จอยู่กับที่ ถ้ามีโอกาสไปได้ น่าจะไปอีก และต้องทำใจให้ได้ว่าเราอาจไม่เก่งที่สุดแล้ว เมื่อต้องไปเจอคู่แข่งขันอีกกลุ่มหนึ่ง พ่อสอนผม เขามี moral สูง เคร่งศาสนา พยายามเป็นคนดีเสมอ เลยสอนลูกให้เป็นคนดี

 

มองย้อนกลับไป คิดว่าแม่มีส่วนปลูกฝังให้รักงานศิลปะการแสดงมากน้อยแค่ไหน
ผมเห็นแม่ร้องเพลงตั้งแต่เด็ก แม่พาผมไปดูละครเวที แต่แม่ไม่ผลักดัน นานๆ ที ถ้ามีโชว์ อาจให้ผมขึ้นไปร้องเพลง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบ ตอนเรียน ป.5-6 ผมมีวงร็อคกับสุกี้ ผมเล่นเบส มีนักร้องอีกคนหนึ่ง แต่เขาร้องไม่ดีเท่าไร ผมเลยร้องแทนเขา ผมร้องดีกว่า (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ร้องเพลงสากล พวกเราชอบ ‘ควีน’ มาก สุกี้เป็นหัวหน้าวง บางช่วงมือกลองเล่นไม่ดี สุกี้บอกให้น้อยไปเล่น ผมก็ไป แต่ใจผมไม่อยู่กับเพลงหรือดนตรีเท่าไร บ้ากีฬากับแฟนมากกว่า ไม่ได้บ้าสาว บ้าแฟนคนเดียว ผมไม่ชอบไปมีแฟนเยอะ แต่เป็นพวกบ้ากับการหลงรักตั้งแต่เด็ก เหมือนหนัง somewhere in time รักตลอดกาล สวยงาม บริสุทธิ์ ผมมองแบบนี้ ค้นหาเรื่องนี้ ไม่เหมือนเพื่อนๆ ที่ชอบคุยกันว่านอนกับผู้หญิงคนโน้นคนนี้แล้ว ผมไม่สนใจมากเท่าไร ผมอยากเก็บ virginity ไว้สำหรับคนที่รัก และเขารักเรา ซึ่งก็… ตั้งนานกว่าจะเจอ (หัวเราะ)

ผมมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยตามเพื่อนๆ เพื่อนสูบบุหรี่ ผมก็ไม่เอา ผมรู้สึกว่าผม cool กว่าด้วยซ้ำที่ไม่สูบคนเดียวในกลุ่ม คนเดียวที่ไม่ได้มีแฟนเยอะ หรือไปนอนกับคนโน้นคนนี้ ซึ่งก็ดีครับ ทำให้ผู้หญิงยิ่งอยากนอนกับผม เพราะเขารู้ว่าผมไม่ได้มั่วไปกับใครก็ได้  ไม่สูบ แล้วดื่มไหม  ผมเริ่มดื่มตอนก่อนจบมหาวิทยาลัย ก็ต้องถือว่าช้ามาก ใช่ไหม

 

ดื่มแล้ว cool ไหม
ไม่ใช่เพราะ cool แต่เพราะ… มันได้อารมณ์อีกแบบ ทุกวันนี้ผมก็ดื่มบ้าง แต่ไม่เยอะ เหมือนคนทั่วไป  ตอนเด็กๆ คุณสนิทกับคุณสุกี้ไหม เด็กผู้ชายสองคนนี้เหมือนหรือแตกต่างกันยังไง ชอบทะเลาะหรือว่ารักใคร่กันดี  สนิทกันมาตลอด เพราะพี่น้องของเรามีผู้หญิงสอง ผู้ชายสอง เป็นสองคนสุดท้องด้วย สุกี้มีความรู้สึกของพี่ชายมาก คุ้มครองน้องและภูมิใจในตัวน้องด้วย เป็นคนที่พยายามเสมอที่จะดูแลเปรียบเทียบกัน ผมค่อนข้างมีพรสวรรค์เยอะกว่า เล่นกีฬาได้ทุกอย่าง ร้องเพลงได้ อาจจะไม่เจ๋งมาก แต่ทำได้ ตีกลองได้ เล่นเบสได้ โดยไม่ต้องฝึกเยอะ สุกี้ไม่มีพรสวรรค์เท่าผม จะเล่นกีตาร์ต้องฝึกเยอะ เล่นกีฬาก็ซ้อมเยอะมาก แต่ผมทำได้ง่ายๆ สุกี้ภูมิใจมากที่น้องชายเขาเก่ง เขามักจะผลักดันผมด้วย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่

 

โดยธรรมชาติคุณเป็นคนยอมให้พี่ไหม
ไม่ได้ยอมทุกเรื่อง ตอนเด็กก็เถียงกันบ่อย แล้วกับพ่อ แม่ หรือครู เชื่อฟังไหม ดื้อหรือว่าเป็นคนหัวอ่อน  ผมเถียง ถ้าคิดว่าครูผิด เอ่อ…ไม่เชิงเถียง ผมแค่แสดงความคิดเห็น เป็นคนเชื่อมั่นมาก ถ้าคิดว่าถูก ถูกแล้วไม่กลัวใคร จนถึงตอนนี้ก็เหมือนเดิม สุกี้เหมือนกัน แต่เขากล้าพูดมากกว่าผม มั่นใจมากกว่า เขาเป็นพวก born leader ในกลุ่มเพื่อน ตอนสุกี้อายุ 12 ปี เขามีเพื่อนอายุ 17 ปี mature มาก แต่อ่อนไหวมากด้วย หลายคนว่าเขาน่ากลัว ตัวใหญ่ aggressive แต่จริงๆ เขาอ่อนไหวมาก ผมสงสารพี่ชายบ่อยๆ ที่คนอื่นไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด เขา sensitive ไม่แพ้ผม บางทีร้องไห้เก่งกว่าผม สุกี้ร้องไห้ง่ายมาก ตอนพ่อแม่หย่ากัน ผมไม่ร้องไห้ สุกี้ร้องไห้ จำได้ว่าผมก็ต้องกอดสุกี้

 

ใครเรียนหนังสือเก่งกว่า
พอๆ กันมั้งฮะ ไม่ต่าง พวกเราเคยเรียนที่กรุงเทพคริสเตียน และมีปัญหากับเด็กคนอื่น สมัยนั้นเด็กลูกครึ่งมีไม่เยอะ เรามักโดนล้อว่าฝรั่งดอง ก็มีเรื่องชกต่อยกันบ่อย ยังจำได้ว่ามีเด็กคู่กรณี 3 คน คือสมชาย มนตรี ขจรศักดิ์ ทะเลาะกันเรื่อย เราไม่มีความสุข เลยย้ายไปอยู่โรงเรียนนานาชาติซึ่งตอนนั้นมีอยู่ไม่กี่แห่ง ก็โอเค ที่นั่นมีเด็กหลากหลายมาก ทั้งคนไทย คนดำ คนยุโรป จากนั้นก็ไปอเมริกา

 

พอไปอเมริกา คุณรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกับเขาไหม
โอเคนะครับ เพราะในอเมริกาแทบไม่มีใครเป็นอเมริกันร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอะไรบ้างไม่รู้เต็มไปหมด ผสมผสาน แต่อยู่ในสังคมเดียวกันได้

ตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ ผมมักไม่ fit in กับสังคมอะไรได้พอดี เนื้อเพลงของวงเราก็มาทางนี้ ให้กำลังใจคนที่เข้ากับใครไม่ได้ เข้ากับสังคมไม่ได้ ขาดอะไรบางอย่าง

 

โดดเดี่ยว ไม่มีคนรัก?

ผมมีคนรักนะครับ (หัวเราะ) แต่บางทีอาจโดดเดี่ยวในความรู้สึกช่วงวัยรุ่น คุณมีภาพชัดเจนในใจไหมว่าเรียนจบแล้วจะทำงานอะไร

พื้นฐานผมเป็นนักกีฬา ทุกคนรู้จักผมว่าเล่นบอลเก่ง เป็นนักเบสบอล อยู่อเมริกา ผมก็เล่นกับทีมมหาวิทยาลัย ก็เก่งอยู่พอตัว ไม่ได้ชมตัวเองนะครับ ผมเล่นกีฬาได้ทุกชนิด มันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ผมเต้นได้ กระโดดสูง พลิ้ว หลายคนคิดว่าเรียนบัลเลต์มาเพราะเป็นคนมีฐานะ ไม่ใช่ ผมไม่เคยเรียน จนผมมีอัลบั้มแรกกับวงพรู อายุ 30 นั่นคือจุดเริ่มต้นการเต้นจริงๆ จังๆ แต่เนื่องจากพื้นฐานผมมาทางกีฬา เล่นอะไรได้ทุกอย่าง มีพรสวรรค์ แต่ไม่พอที่จะเป็นโปรฯ นึกออกไหมครับ ผมติดทีมมหาวิทยาลัยก็จริง เก่งในระดับหนึ่ง แต่รู้ว่าไม่เก่งสุดยอด โอเค ด้านจิตใจเรา แม้ถูกสอนมาว่าต้องสู้ แต่เอาเข้าจริง ใจเราก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ไม่มั่นคงเหมือนคนเก่งๆ

อย่างที่เขาพูดกันว่า นักเทนนิสระดับท็อป 30 พรสวรรค์เกือบเท่ากันหมด อยู่ที่ใจใครแข็งกว่า นั่นถึงจะขยับไปอยู่ท็อปไฟว์ ไม่นับเฟเดอเรอร์นะครับ (นักเทนนิสชาวสวิส มือหนึ่งของโลกคนปัจจุบัน) คนนี้เก่งที่สุดในโลกจริงๆ พรสวรรค์ด้วย หัวใจเด็ดขาดด้วย

ลึกๆ ในใจ ผมมักคิดถึงความมันในสนามกีฬา มันคล้ายๆ การเพอร์ฟอร์มต่อหน้าคนเป็นร้อยเป็นพันเหมือนโชว์ เล่นกีฬาก็เหมือนเล่นคอนเสิร์ตน่ะ ต้องอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ ตอนหลังจึงเลือกเรียนแอ็คติ้งเป็นวิชาโท เรียกว่า theatre art ฝึกด้านการแสดง ท้าทายด้วย ปลดปล่อยด้วย เรียนจบแล้วผมไปอยู่นิวยอร์ก ใช้ชีวิตเหมือนนักแสดงทั่วไปคือทำงานในร้านอาหารตอนกลางคืน กลางวันไปออดิชั่น หาละครเวทีเล่น

 

ทำหน้าที่อะไรในร้านอาหาร

เป็นบ๋อย เสิร์ฟ รับออร์เดอร์ คือถ้าอยากเป็นนักแสดง เราต้องหางานที่พร้อมจะเลิกง่ายๆ ไม่มีภาระผูกพันมาก ถ้าได้บท จะได้ไปเลย งานขนของเล็กๆ น้อยๆ งานเสิร์ฟ โอเค เงินดีทีเดียว ร้านที่ผมทำดารามาเยอะ ทิปดี ผมทำเงินดีกว่าตอนทำวงพรูอีกมั้ง (หัวเราะ) เสาร์อาทิตย์ได้ทิปคืนละ 50-100 ดอลลาร์ พอได้บท ก็ไปเล่นละคร

 

แล้วทำไมคุณถึงตัดสินใจกลับเมืองไทย
เบื่อการเสิร์ฟอาหารและไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการหางานแสดง ทำให้รู้ว่าเราต้องรักการแสดงจริงๆ อยู่ที่โน่น ผมเห็นบางคนอายุห้าสิบกว่าที่ยังรักการแสดงมาก เหมือนเป็นสิ่งเดียวของชีวิต ไม่ว่าจะต้องรอ 10-15 ปี เขาพยายามหางานแสดงไปเรื่อยๆ ไม่เคยท้อเราต้องเข้าใจว่าที่อเมริกา มีนักแสดงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ที่ทำมาหากินได้จริง เพียงแค่เล่นโฆษณาหรือละครเวทีบ้าง ส่วนโอกาสเข้าถึงฮอลลีวู้ด น่าจะมีแค่ 0.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยากมากที่จะไปถึงขั้นนั้น ต้องทำใจตลอดเวลาว่าอาจทำไม่สำเร็จ เพราะมันไม่ใช่แค่พรสวรรค์ หรือเก่ง ไม่เก่ง และไม่เหมือนกีฬาโอลิมปิก ที่ใครวิ่งเร็วที่สุด คนนั้นชนะ ในวงการแสดงยังมีเรื่องของโอกาส และอื่นๆ อีกมาก ผมเห็นหลายคนเก่งมาก เทคนิคไม่แพ้ดาราฮอลลีวู้ดเลย แต่เขาไม่เคยมีโอกาส ไม่มีรัศมีเท่า หลายครั้งผมไปทดสอบบท แค่เดินเข้าประตู ยังไม่ได้ลองอะไรเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ เพราะเขามองเราปุ๊บ เขารู้แล้วว่าไม่ใช่ ซึ่งเราต้องทำใจ และผมเองคงไม่ได้รักการแสดงพอที่จะรอถึงอายุ 40-50 ปี ไปหาอย่างอื่นทำน่าจะดีกว่า ตอนนั้นสุกี้เพิ่งเปิดเบเกอรี่กับบอยและสมเกียรติ ผมรู้ว่าถ้ากลับมาบ้าน มันย่อมมีโอกาสมากกว่าอยู่แล้ว ไม่เฉพาะการแสดงนะครับ อยู่นิวยอร์กมันยากที่สุด ยากทุกอย่าง เพราะคนเก่งที่สุดในโลกไปที่นั่นกันหมด นักธุรกิจ นักร้อง นัก… คนเก่งที่สุดในโลกอยู่นิวยอร์ก อย่างที่เขาว่าเป็นเมืองหลวงของโลก

การแข่งขันในบ้านเราไม่สูงเท่าที่นั่นแน่ๆ กลับบ้านมา ยังไงก็มีโอกาสได้แสดงหรือทำมาหากินง่ายกว่าอยู่แล้ว พอสุกี้ชวนกลับมา เขาบอกว่าถ้าอยากร้องเพลง ก็ได้ ผมรู้ว่าพอร้องได้ ไม่เก่งมากมายนะครับ แต่พอรู้และมีทักษะบ้าง โอเค ตัดสินใจกลับ ตอนนั้นอายุ 26 ปี ทีแรกว่าจะออกเดี่ยว สุกี้โปรดิวซ์ แต่เขาก็ยุ่งอยู่กับโมเดิร์นด็อก และ ริค ระหว่างนั้นผมเลยทำงานเบื้องหลัง

 

ทำอะไร

สื่อสารกับต่างประเทศ อัลบั้มของโจอี้ บอย โมเดิร์นด็อก ผมช่วยหามิกเซอร์ หาคนทำงาน โดยเขียนไบโอฯให้ศิลปินทุกคนในเบเกอรี่ ผ่านไปปีแรก ปีที่ 2 ปีที่ 3 นึกว่าจะมีโอกาสขึ้นเวทีบ้าง ก็ไม่มี ผมอายุมากขึ้นๆ 28-29 ปีแล้ว ช้ามากๆ สำหรับการเป็นศิลปินในเมืองไทย เพราะเดี๋ยวนี้อายุ 14-15 ปี ก็เข้าวงการกันแล้ว ผมเห็นศิลปินแต่ละคนเดินเข้าออกเบเกอรี่ ก็คิดในใจ เมื่อไรจะเป็นตาผมสักที เฮ้อ ไม่ไหวจริงๆ (หัวเราะ) จะออกไปค่ายอื่นก็ไม่ได้เพราะพี่ชายอยู่ที่นี่ ผมรักค่าย รักพี่ชายด้วย

ช่วงนั้นชีวิตผมแย่มาก ไม่มีความสุข หาคนที่รักไม่ได้ เข้ากับคนไม่ได้ เข้าสังคมไม่ได้ ตอนนั้นเหงามาก ค่ำลงไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ดื่มเหล้า เที่ยวๆๆ โดยความรู้สึก เราแค่อยากอยู่ใกล้ๆ ผู้หญิง ไม่มีแฟนนะครับ ไม่ชอบใคร แต่อยากอยู่ใกล้ผู้หญิง มันได้ความรู้สึก คงเป็นเหมือนสัตว์น่ะ ได้อยู่ใกล้
ผู้หญิงก็ดี  แค่โดนไหล่กันก็ดีแล้ว ไม่ได้รักเขานะ ไม่อยากไปนอนกับใครที่เราไม่รัก แต่อยากอยู่ใกล้ชิดเพราะรู้สึกดี เป็นแบบนี้บ่อยๆ เลยเศร้า ไม่เห็นมีผลงานอะไร จะสามสิบแล้ว ก็รอ โคตรทุเรศเลย ขอโทษ (หัวเราะ) รอพี่ชายว่างมาทำงานด้วยกัน ในที่สุดก็… สุกี้เริ่มอยากทำวง เพราะบอยมีอัลบั้มแล้ว สมเกียรติก็มี แต่สุกี้ยังไม่มีโอกาสขึ้นเวที เลยคิดว่าทำวงดีกว่า ผมก็ว่าดี เพราะออกเดี่ยว ความกดดันสูง ผมไม่ได้เป็นคนมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย พวกเราเลือกทำเพลงร็อค เขียนเพลงกันเอง สุกี้ทำดนตรีได้ ผมคิดทำนอง ร้องแล้วอัดลงบนเทป เพราะพอรู้โครงสร้างเพลงบ้าง เริ่มแต่งทำนองแล้วร้องให้สุกี้ใส่คอร์ด ก็ออกมาเป็นวงพรู  ต่อมาก็เริ่มรู้มากขึ้นว่าเราเขียนเพลงได้ เริ่มเคลื่อนไหว เต้น คนอื่นมีเครื่องดนตรีใช้ express ตัวเอง ช่วงโซโล ผมไม่รู้จะทำอะไร พอมองร่างกายตัวเองก็คิดว่าน่าจะเป็นเครื่องดนตรีได้ เลยลองใช้ร่างกายดู เริ่มเต้นจากจุดนั้น เต้นมากขึ้นๆ

 

น่าจะเป็นคนเดียวในบ้านเราที่เต้นแบบนี้ ?
หลายคนก็เต้นนะครับ แต่อาจไม่บ้าเท่าผม โดยเฉพาะในเพลงสไตล์ร็อค มันยากในแง่มุมหนึ่ง ผมรู้สึกเสมอว่าเราต้องพิสูจน์ตัวเอง นักร้องทุกคนก็รู้สึกแบบนี้ ผมไม่อยากให้ศิลปินในเบเกอรี่คิดว่ามาเป็นนักร้องได้เพราะเป็นน้องชายสุกี้ อยากให้เขาเห็นว่าเราเก่งเหมือนกัน ไม่ใช่แค่นึกจะตั้งวงก็ตั้งง่ายๆ เราเคยพยายามเป็นนัก-แสดงที่เมืองนอกหลายปี เคยพยายามมากกว่าหลายคนด้วยซ้ำ ผมรู้ว่า rejection คืออะไร การปฏิเสธคืออะไร ผมเจอมาหลายปีแล้ว คนไม่รู้อาจคิดว่ามาถึงก็ได้ร้องเลย มันไม่ใช่ ผมต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป ผมชินกับเรื่องแบบนี้มานานแล้ว   การเป็นศิลปินไม่ง่ายนะครับ ยิ่งกับคนมีฐานะมาร้องเพลง ไฮโซมาร้องเพลง คนมักมองว่าคนมีฐานะมาร้องเพลง มันไม่เจ๋งจริง คุณต้องติดดินแล้วมาร้องเพลง มันถึงจริงกว่า สมัยนี้เด็กหลายคนก็คิดแบบนี้อยู่ คงเกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเราด้วย ที่นี่ชัดเจนมากว่า คนนี้ไฮโซ คนนี้ชนชั้นกลาง คนนี้ไม่มีสตางค์ ทุกอย่างแบ่งกันชัดเจนมาก    บ้านเราไม่ให้โอกาสคนทั่วไป มีใต้โต๊ะเยอะด้วย การไม่ให้โอกาสคนทำให้สังคมไม่เท่าเทียม คนรวย รวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง และเป็นเหตุผลให้คนมองว่าคนนั้นไฮโซ คนนั้นโลโซ เอ่อ ขอโทษครับ ผมไม่ได้พูดเรื่องเสก… ทุกอย่างมีสาเหตุ วัฒนธรรมเราเป็นมาแบบนี้

 

งานพรูขายเยอะไหม

ชุดแรกแสนห้า ถือว่าดีนะครับ อินดี้ด้วย ชุดสองได้สามหมื่น หรือห้าหมื่น ผมไม่ทราบ เพราะเปลี่ยนมาเป็นโซนี่ บีเอ็มจีแล้ว แต่รู้ว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าชุดแรก แง่ยอดขาย ความดัง แต่ก็เป็นแบบนี้ มันยากจริงๆ วงการเทปซีดีไม่รู้จะไปกันยังไงแล้วอีกอย่าง นักร้องร็อคอาจไม่เต้นเยอะเหมือนผม คนคงหมั่นไส้ ไม่เฉพาะเมืองไทยหรอก ถ้าอยู่อเมริกา เต้นเยอะแบบนี้ก็คงโดนด่าเหมือนกัน ทำไงได้ มันเป็นธรรมชาติของเรา ผมชอบวิธีที่เป็นเธียเตอร์หน่อยๆ ทุกอย่างกลับไปที่เราชอบอยู่แล้ว  ผมชอบเป็นคนอื่นเมื่อยืนอยู่บนเวที เป็นการแสดง ไม่ได้อยากเป็นตัวเอง เหมือนแสดงหนัง  ผมชอบเล่าเรื่อง ความสนใจไปทางนั้น ผมไม่ได้อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากเป็นคนละคน แต่นั่นก็อาจเป็นเทคนิคที่ทำให้เราเป็นตัวเอง เป็นวิธีของเรา

 

ชีวิตจริงเงียบๆ ไม่แสดงออก แต่ตอนโชว์แสดงเต็มที่?

พูดแบบนั้นก็ได้ ชีวิตจริงผมนิ่งๆ เงียบๆ ค่อนข้างน่าเบื่อ ผมไม่ใช่คนที่น่าชวนไปปาร์ตี้ ไม่ตลก เล่าโจ๊กไม่เก่ง แต่กำลังพยายาม open มากกว่านี้ แฟนผมบอกว่าอย่ามัวแต่อยู่ในโลกส่วนตัวมาก ไม่ดี เหมือนเห็นแก่ตัวเกินไป ผมเห็นด้วยและอยากปรับให้เปิดตัวเองมากกว่านี้ในชีวิตจริง แต่บนเวทีสบายอยู่แล้ว เต็มที่เสมอ ตอนนี้ผมเริ่มคิดถึงเวทีคอนเสิร์ตบ้างแล้วเหมือนกัน

 

ในทัศนะคุณ วงการเพลงตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ชอบไหม หรือแย่ๆ
มีสิ่งที่ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยมีที่ให้วงใหม่ได้โชว์ มีงานแสดงดนตรีบ่อยๆ ที่แย่คือตลาดนี้ยังเท่าเดิมอยู่ ไม่โตขึ้น วงที่เป็นตัวของตัวเองทำมาหากินลำบาก มีช่วงหนึ่งอินดี้มาแรง ตอนนี้ก็เงียบๆ ไป เพราะวงการไม่สนับสนุน คนไม่ซื้อแผ่น มีแต่ค่ายยักษ์ใหญ่ที่อยู่รอด รสนิยมคนเปลี่ยนไปเยอะ มีวงเยอะ เปิดทีวี ผมเห็นวงใหม่เยอะแยะเลย แต่มันไม่เคยง่าย ตั้งแต่นานแล้ว ยากเสมอ ก็สู้กันไป ผมหวังว่าใครเก่งจริงก็น่าจะรอด ควรเป็นแบบนั้น เป็นธรรมชาติ

 

เป็นไปได้ไหมว่าวันหนึ่ง คุณอาจจะร้องเพลงลูกทุ่ง?
ออ ดีนะ เออว่ะ ตังค์ดี (หัวเราะ) …ไม่หรอกครับ ไม่ไหว ร้องยาก แต่นั่นคือศิลปินที่แท้จริงของบ้านเราใช่ไหม ไม่เน้นหน้าตาเท่าไรด้วย ร้องเก่ง แท้จริงสุด ออริจินัลสุด เพราะเพลงสากล วงไทยที่เราร้องๆ กันอยู่ เท่าที่ผมรู้ ฝรั่งทำมาหมดแล้ว ขณะที่ลูกทุ่งออริจินัลมาก และฝีมือต้องเก่งสุด ร้องดีจริงๆ น่านับถือเขา เพลงลูกทุ่งเป็นคล้ายสมบัติโบราณที่มีคุณค่า

 

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าเกิดในช่วงปี 1920-1930 คงจะดี เพราะชอบของเก่าใช่ไหม
ครับ

 

คุณชอบเฉพาะข้าวของโบราณ หรือรูปแบบ แนวคิดการใช้ชีวิตในช่วงนั้นด้วย
ผมสนใจด้านการใช้ชีวิต สมัยก่อนคนไว้ใจกันมากกว่านี้ บ้าน รถ อาจไม่จำเป็นต้องล็อคเท่าตอนนี้ คนเชื่อใจกันมาก โลกมันเป็นแบบนี้ เมื่อเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น แปลว่าคุณต้องมีสตางค์ ถึงมีเทคโนโลยีที่เจ๋งๆ ใช่ไหม สตางค์ทำให้กิเลสมนุษย์ออกมา สตางค์มันทำร้ายคนได้ ทำให้เชื่อใจกันยากขึ้น
สมัยก่อน… ไม่รู้นะ ผมว่าความผิด ความถูก เรามองเห็นง่าย สมัยนี้ผมอ่านคนไม่ออกจริงๆ อ่านคนลำบากมากขึ้น ยิ่งคนในเมือง เรื่องน้ำใจลดลง ทั่วโลกก็เป็นนะครับ ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ คนในเมืองนิสัยไม่ค่อยดี เพราะการแข่งขันสูง ทุกคนมุ่งเดินไปข้างหน้าๆๆ สมัยก่อนการใช้ชีวิตง่ายกว่า ช้ากว่า เชื่อใจกันมากกว่า

 

คนจำนวนมากมีเรื่องเงินเข้ามาเปลี่ยนชีวิต แล้วเรื่องเงินมีผลกับคุณแค่ไหน ต้องทำบางเรื่องที่ไม่อยากทำไหม
ถ้าทำ ก็เพื่อทำมาหากินของเรา หลายคนรู้ว่าเล่นละครเล่นเว่อร์ๆ คนว่าไม่ดี เฟค นักแสดงรู้ แต่ตังค์ดี ดีกว่าหนังเยอะเลย เขาก็ต้องเอาตังค์ไปเลี้ยงครอบครัวเขา ซื้อบ้านให้แม่ เป็นการดูแลตัวเองและครอบครัวมากกว่า มันไม่ผิดที่รับงานเพื่อเอาเงิน เพราะนักแสดงก็ไม่ต่างกับคนทั่วไป
ของผม ผมโชคดีที่หลังไม่ชนกำแพง พูดแบบนี้ดีกว่า และสำคัญกว่านั้นคือความพยายาม ถ้าคุณทำงานได้หลายอย่าง มันก็ดี ผมเห็นศิลปินหลายคนวงแตกแล้วไม่รู้จะทำอะไร ต้องเล่นตามคลับ เล่นเพลงอะไรไม่รู้ ซึ่งไม่รู้แฮปปี้ไหม ผมว่าถ้าทำอย่างอื่นให้เป็นงานได้ด้วย ก็ดีกว่า

 

เหตุผลลึกๆ แล้ว วงพรูเลิกเพราะอะไร

วงการเปลี่ยนไป สุกี้เขาก็ไม่สนใจเพลงเท่าไรแล้ว

เราเลิกง่ายๆ นะครับ เกิดขึ้นในวันหนึ่งที่เราซ้อมกันอยู่ ช่วงหลังจากออกชุดสองไม่นาน กำลังทำเพลงใหม่ เราบอกโอเค ชุดสองขายไม่ค่อยได้ พยายามก้าวหน้าในสิ่งที่ทำ เรารู้ว่าเพลงฟังยากขึ้น แล้วชุดสามทำไงดี ทำแบบชุดแรกไหม ดังๆ ขายโชว์ได้ด้วย ตอนนั้นมีฝรั่งชวนพวกเราไปเมืองนอก ทัวร์คลับก่อน มีรถตู้ให้ ขับไปเรื่อยๆ สร้าง following 3 เดือน ฟังทีแรกก็ เออ น่ามันว่ะ ขับรถไปเรื่อยๆ แต่สุกี้บอกว่าไออายุ 36 ปีแล้วนะ มีลูก ถ้ายังแค่ 20 ปี ไม่มีภาระ ทำได้ แล้วไปที่โน่น ถ้าไปได้ดี กระแสดี แปลว่าต้องอยู่ที่โน่นนะ แล้วเราก็รู้กันอยู่ว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะประสบความสำเร็จมีน้อยมาก มีแต่ความพยายามไปเรื่อยๆ   สุกี้มีลูกที่นี่ ไม่อยากทิ้งลูก ทุกคนก็เข้าใจ ถ้ายังเด็กๆ เหมือน ‘บอดี้สแลม’ พวกเราไปแน่

ผมถามหน่อยว่า วงที่ศิลปินมีอายุสามสิบกว่า มีวงไหนที่ยังทำเพลงอยู่ได้บ้าง น้อยมากนะครับ มี คาราบาว โมเดิร์นด็อก แบล็คเฮด แต่มันยาก เพราะตลาดเราเป็นแบบนี้ อายุมากขึ้น ภาระมากขึ้น อยากทำเพลงที่เราชอบ อยากก้าวหน้าก็ขายไม่ออกอีก ทำไงดี ไปอเมริกาก็ต้องทิ้งบ้าน ไม่ไหว งั้นกลับไปทำเพลงเหมือนชุดแรกดีกว่า เล่นป๊อป พอเล่นไป ก็ไม่สนุก ซ้ำซาก ไม่เติบโต ไม่ก้าวหน้า เอาไงดี …สุกี้บอกไม่สนุกแล้ว ก็ไม่สมควรทำ ถ้าต้องเล่นสิ่งที่ไม่อยากเล่น พอดีกว่า เบื่อ แค่นี้นะ เลิกเลย (หัวเราะ) แต่ยังเจอกันบ้าง เป็นเพื่อนกันอยู่คุณบอกว่าวงการเพลงชอบนักร้องหนุ่ม พูดกันตรงๆ คุณเองก็อายุไม่น้อย ซีดียุคนี้ก็ขายไม่ค่อยได้ แล้วทำไมยังอยากทำเพลงเพราะผมต้อง express ไม่ว่าจะด้วยการเต้น ร้องเพลง นั่นเป็นสิ่งที่ผมเป็น ถ้ามีคนอยากฟัง ค่ายเพลงอยากเซ็น ผมอยากทำเสมอ

 

คุณเป็นคนคิดไว้ไกลๆ ไหมว่า 7-10 ปีข้างหน้า จะทำอะไรต่อ
ศิลปินหลายคนอยากทำหน้าที่ของตัวเองให้นานที่สุด แต่น้อยคนจะทำได้แบบพี่แอ๊ด คาราบาว หรือแฟรงค์ ซิเนตรา หรือยูทู วันหนึ่งคงจบ ผมก็ทำไปเรื่อยๆ ทำเท่าที่รู้สึกว่ามีอะไรจะให้ เมื่อรู้สึกว่าเขียนเพลงได้ดี เพราะผมเขียนเพลงเอง ปีนี้เขียนไม่ได้ ไม่มีเพลงที่ดีพอ ก็ไม่ออกผลงานมันต่างกันนะครับ ระหว่างศิลปินที่มีคนช่วยดูแล สมมุติอย่างทาทา ยัง ผมว่าทุกอย่างค่อนข้างปลอดภัยน่ะเมื่อมองไปข้างหลัง เขามีทีมเขียนเพลงอาชีพ มีเพลงให้เลือกเยอะมาก คนนี้ไม่เอา อาจโยนไปให้อีกคน เหมือนกับว่าเพลงฮิตมันลอยไปลอยมาอยู่ในอากาศ อาจไม่เหมาะกับเขา คนนี้เอาแทน ขั้นตอนการทุกอย่างเลือกได้เป๊ะๆ เหมือนเครื่องจักรเลย

ผมกำลังบอกว่าโลกนี้มีศิลปินหลายแบบ มีทั้งแบบ… มีคนแต่งกายให้คุณ มีทีมงานข้างหลังเยอะ คุณสามารถทำงานไปได้เรื่อยๆ มีคนทำให้คุณต้องเป็นข่าวตลอด เพื่อไม่ให้แฟนเพลงลืมคุณ แต่อย่างผม ต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก เพราะผมชอบร้องเพลงที่ผมเขียนเองเท่านั้น มันเป็นเรื่อง personal มาก ไม่ชอบร้องเพลงคนอื่นเพราะผมไม่ connect ผมอยากเขียนเอง ร้องเอง แต่ผมไม่สามารถเขียนเพลงโดนๆ ได้เสมอ เลยนาน อาจ 2-3 ปี ถึงมีอัลบั้ม จะทำต่อเมื่อรู้สึกว่าเขียนได้ดีจริงๆ ทำต่อเมื่อเรามีอะไรให้คนฟัง

 

คุณมีวิธีเขียนเพลงยังไง เขียนได้ง่ายๆ ตามอารมณ์เลยไหม หรือต้องหาข้อมูล เลือกไปอยู่บางสถานที่
เวิร์คทั้งสองอย่าง อยู่ที่อารมณ์ บางทีเขียน 5 นาที จบ มาเร็วมาก คนทำงานหลายคนพูดตรงกันว่าเวลาตั้งใจเขียนเพลง มักไม่เวิร์คเท่าไร แต่ถ้าได้ไปประเทศโน้น เกาะนี้ ได้อยู่ในบรรยากาศดีๆ มันช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้  ปีที่แล้ว ผมนั่งอยู่บนชายหาดแห่งหนึ่ง เชื่อไหมว่ามีวันหนึ่งผมเขียนได้ 6 เพลง และคิดว่า 3 เพลง จากวันนั้นจะใช้ในอัลบั้มใหม่แน่ๆ คือมันแล้วแต่จริงๆ ว่าจะเขียนได้ตอนไหน เวลาเขียนกับวงก็อีกแบบ เขาเล่นไป บางทีเราต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาตอนนั้น ตอนนี้ออกเดี่ยว ก็พึ่งตัวเองมากขึ้น

 

คุณวางแผนเตรียมทำธุรกิจอะไรบ้างไหม
มีครับ ตอนนี้ผมกำลังสนใจของโบราณ ชอบมานานแล้ว แต่กำลังคิดว่าทำยังไงดี ที่จะสร้างให้มันทำมาหากินได้ ผมสะสมข้าวของมาเยอะ โกดังเต็มไปด้วยของโบราณ ปลายปีนี้ผมอาจเริ่มทำร้านขาย แต่ผมพูดมา 5 ปีแล้ว (หัวเราะ) ยังไม่ได้ทำสักที

 

 

สมมุติว่าถ้าเจอหน้า เสก โลโซ คุณจะคุยกับเขาไหม 

มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะถ้าคืนดีไม่ได้ ก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ต้องคุยกันครับ ผมมั่นใจว่าถ้าเจอกัน ต้องกอดกันแน่

author