ใคร่ครวญความตาย - waymagazine.org | นิตยสาร WAY
inner way 25,ธนิษฐา แดนศิลป์ฺ

ใคร่ครวญความตาย

inner way 25,ธนิษฐา แดนศิลป์ฺ

ธนิษฐา แดนศิลป์

 

 

เห็นเหตุการณ์บ้านเมือง เห็นชีวิตผู้คนแล้วก็พลันให้นึกไปถึง Life in Relation to Death  ของ ชักดุด ตุลกู รินโปเช (หรือ สู่ความตายอย่างสงบ แปลโดยบุลยา ในภาษาไทย) ที่พูดถึงเรื่องราวของความตายไว้อย่างง่ายงาม

“ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่น เป็นเฉกเช่นการพบปะกันโดยบังเอิญของคนแปลกหน้าสองคนบนลานจอดรถ พวกเขามองดูกันและกัน ยิ้มให้กันมันก็เพียงเท่านั้น ต่างคนต่างไป โดยไม่เคยเจอกันอีก ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น แค่เพียงวิบตา พบเจอ ผ่านไป แล้วก็จากลา

“ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ จะไม่มีเวลาเหลือสำหรับการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีเวลาเหลือสำหรับการด่าทอ ไม่มีเวลาเหลือสำหรับการทำร้ายผู้อื่น ไม่ว่าเราจะคิดถึงมันในบริบทของมวลมนุษยชาติ ประเทศ ชุมชน หรือปัจเจกบุคคล ไม่มีเวลาเหลือสำหรับสิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากชื่นชมช่วงเวลาอันแสนสั้นที่เราได้มาพบเจอกัน”

แล้วเราเล่าจะใช้ช่วงเวลาอันแสนสั้นสำหรับการพบเจอกันอย่างไร….เราจะมีท่าทีต่อชีวิตและความตายแบบไหน…

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาใหม่ ในบทพระธรรมยากอบ มีตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า

“นี่แน่ท่านที่พูดว่า “วันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในเมืองนี้เมืองนั้น และจะอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง และจะค้าขายได้กำไร” แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้ ชีวิตของท่านเป็นเช่นใดเล่า ท่านก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป แทนที่จะพูดเช่นนั้น ท่านทั้งหลายควรจะพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดเราจะมีชีวิตอยู่และกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” ยากอบ 4: 13-15

ช่างชัดเจนเหลือเกินว่าชีวิตเรานั้นก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ แต่เราหลงคิดไปไกลว่าจะมีชีวิตอยู่กันนานแสนนานบนโลกใบนี้…ดังนั้นชีวิตในแต่ละวันจึงถูกใช้ไปตามกิเลสตัณหาและความบ้าบิ่นของเรา…มากกว่าที่เราจะใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ได้ทบทวนถึงการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ และเตรียมพร้อมที่จะสละร่างกายนี้ไปเมื่อถึงเวลา ยามพระเจ้าเรียกคืนลมหายใจ

“เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน จงจำไว้ว่า ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้ได้ว่าขโมยจะมายามไหน เขาจะตื่นอยู่และระวัง ไม่ให้ทะลวงเรือนเขาได้ เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝัน บุตรมนุษย์จะเสด็จมา”มัทธิว 24: 42-44

จะว่าไปแล้วในบทนี้ก็ไม่ต่างไปจากแนวทางพุทธ อันเน้นย้ำให้เรามีชีวิตอยู่กับปัจจุบันหรือให้มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะนั่นเอง เพราะแท้จริงแล้วชีวิตเรานั้นก็สั้นนักเช่นเดียวกันกับคำพูดในพระธรรมยากอบ

ที่ธรัมศาลา ในชั้นเรียนปรัชญาทิเบต สิ่งหนึ่งที่เราถูกฝึกให้คิด ใคร่ครวญ อยู่ประจำสม่ำเสมอนั่นก็คือ เรื่องความตาย ไม่ใช่แค่เรื่องใครไหนอื่นที่ตาย แต่เป็นตัวเรานี่แหละที่จะต้อง “ตาย”

ฟังดูเหมือนง่ายๆ คล้ายเป็นเรื่องกินนอนขับถ่าย สืบพันธุ์ แต่กระนั้นยามที่ใคร่ครวญครุ่นคิดจริงๆ มันกลับไม่ง่าย ยิ่งถ้าต้องป่วยตาย  หรือตายแบบปัจจุบันทันด่วยด้วยแล้ว  อาการตายที่ดูคล้ายว่าง่ายๆ เหมือนหลับไปก็กลับไม่ง่ายอย่างว่า

ในทางทิเบตการปฏิบัติโพวา จึงถึงได้ว่าเป็นการปฏิบัติการบรรลุธรรมขั้นสูง เพราะว่ากันไปถึงเรื่องการเคลื่อนย้ายจิตไปสู่สภาวะของการบรรลุธรรมในยามใกล้ตาย ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติและรับการถ่ายทอดในเรื่องดังกล่าวนี้จะต้องมีการฝึกฝนอย่างหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับอาจารย์อย่างใกล้ชิด เพราะความสำเร็จขั้นสูงสุดของการปฏิบัติโพวาก็คือ การหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิดและความทุกข์ทั้งหลาย

แม้ว่าศาสนาอื่นจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการปฏิบัติที่ลงรายละเอียดอย่างสายทิเบต แต่กระนั้นก็มีการพูดถึงเรื่องกระบวนการ และการเข้าใจในเรื่องชีวิตและความตายไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่ฮินดู

อย่างฮินดูสายเวทานตะ ที่ว่าชีวิตคือมายา สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นมายา ดังนั้นสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญและคุณค่านั่นก็คือ สภาวะข้างใน การปฏิบัติทำกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อจะเข้าถึงพระเจ้า เช่นเดียวกันกับสายภัคติ โยคะ (ภักดี) ก็ให้ชีวิตทั้งชีวิตและทุกลมหายใจมีไว้เพื่อใคร่ครวญถึงพระเจ้า เพราะว่าวันหนึ่งเมื่อห้วงเวลาแห่งกายอันเป็นมายานี้ดับสิ้นก็ไม่ต้องหวาดกลัวความตายอีกต่อไป เพราะเราได้เตรียมจิตเตรียมใจกันมาแต่เนิ่นๆ แล้วว่า…ปลายทางนั้นเล่า…เราจะได้กลับบ้าน…อันมีเพียงจิตวิญญาณของเราที่จะเดินทางกลับไปสู่ปรมาตมัน

 

เรื่องความตาย…ที่เราหยิบยกมาให้ใคร่ครวญถึงจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า การได้หยุด…หยุดให้เวลากับจิตวิญญาณของตัวเอง…ตั้งสติ ดูจิต ดูความคิด ดูท่าทีต่อชีวิต
อะไรต่างๆที่เรากำลังต้องการ ที่เรากำลังไขว่คว้า…พอถึงเวลา…เมื่อประตูแห่งความตายมาถึง…จะมีสิ่งใดเล่าที่เราจะหยิบฉวยติดไม้ติดมือก้าวเข้าสู่ประตูนั้นไป…อำนาจวาสนา…ตำแหน่งทางการเมือง…ความมั่งคั่งร่ำรวยก็ล้วนแล้วแต่ถูกปลดวางอยู่ที่ปากประตูนั่น

 

ในทางคริสต์จึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้ แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกัดและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยจะขุดช่องลักเอาไปได้ เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใดใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” มัทธิว 6:19-21

ดังนั้นสำหรับใครที่ยังไม่เคยตาย และยังไม่เคยลองใคร่ครวญความตาย ท่านอาจจะลองใช้เวลาที่เหลือไม่มากนี้ได้ลองตายดู (แค่ทดลอง..ตาย) หรือหากดูแล้วมันเป็นนามธรรมเกินไปหน่อย…จะลองมาใช้วิธีง่ายๆ หาเวลาไปงานศพญาติสนิทมิตรสหายที่ได้เวลาเดินทางไปก่อนท่าน…หรือจะลองไปฝึกเป็นอาสาสมัครตามโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วย หรืออาสาสมัครกู้ภัย กู้ชีวิตต่างๆ มากมายก็จะสามารถทำให้เราๆ ท่านๆ ได้มีโอกาสตีสนิทใกล้ชิดกับความตายมากขึ้น

ก็ในเมื่อชีวิตคล้ายดั่งหมอกควัน…เราหายใจรดต้นคอกันไป…ด่าทอกันไป…แย่งชิงอำนาจกันไป… มิทันไร…พระเจ้าก็จะเรียกลมหายใจคืนแล้ว…

 

********************

(หมายเหตุ : ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Innerway พฤษภาคม 2552)

author
ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
หญิงแกร่งที่ทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านให้กับ WAY ถ้าเป็นนักฟุตบอลนี่คือผู้เล่นผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ในสายงานข่าว ทั้งคลุกคลี สัมภาษณ์ บันเทิง ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้การเป็นคุณแม่ซึ่งมีลูกสาวย่างเข้าวัยรุ่นยังช่วยส่งเสริมให้สามารถปั่นงานด้านเด็กและเยาวชนอย่างเชี่ยวชาญ