5 ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้

pills

สมาคม Consumer Healthcare Products Association เผยสถิติยอดขายยาโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ (over-the-counter: OTC) ในปี 2013 กว่า 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่คือตัวเลขที่ยืนยันว่าคนอเมริกันยังนิยมซื้อยาเพื่อบรรเทาอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเอง ขณะที่มีผลวิจัยยืนยันว่ายาส่วนใหญ่ที่สามารถซื้อเองได้ตามร้านขายยาทั่วไปนั้น ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการรักษาเท่าที่ควร และบางครั้งยังอาจเกิดผลข้างเคียงและอาการแพ้ตามมาได้

นี่คือยา 5 ชนิดที่ผู้บริโภคสมควรตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการรักษาเมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่าย

 

 

01Cough_medicine

1. ยาแก้ไอชนิดน้ำ

แต่ละปี ชาวอเมริกันต้องเสียค่าใช้จ่ายกว่าพันล้านดอลลาร์ไปกับผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการระคายคอ ปกติเวลาผู้ป่วยมีไข้ นอกจากยาลดไข้แล้ว พวกเขามักจะใช้ยาแก้ไอควบคู่กันไปด้วย ขณะที่มีงานศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่ายาแก้ไออาจไม่ได้มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้หยุดไอได้จริง

ดร.ริชาร์ด เออร์วิน จากวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์ส  (University of Massachusetts Medical School) และประธานกรรมการสมาคมแพทย์ทรวงอกอเมริกัน (American College of Chest Physicians: ACCP) ให้ข้อมูลว่างานวิจัยหลายชิ้นสรุปไปในแนวทางเดียวกันว่ายาแก้ไอแทบจะไม่แสดงผลการรักษา

ปัญหาของยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมที่สามารถซื้อได้ตามร้านยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ ก็คือมีปริมาณตัวยาต่ำเกินกว่าจะออกฤทธิ์ได้ ทาง ACCP จึงแนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการไอ เพราะตัวยาจะไปช่วยแก้ที่ต้นเหตุมากกว่า หรือจะผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ร่วมกับการดื่มน้ำมากๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน

 

 

02aspirin_tablets

2. ยาลดไข้สำหรับเด็ก

เวลาเด็กๆ มีไข้ พ่อแม่มักจะพยายามทำทุกอย่างที่จะช่วยให้ไข้ลดโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อสาเหตุของไข้คือไวรัส ซึ่งจะสามารถอยู่ในร่างกายเราได้ตั้งแต่ 1-3 สัปดาห์ ฉะนั้น การใช้ยาลดไข้อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง

ในสหรัฐ ยาลดไข้เด็กหลายตัวสามารถซื้อหาได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาเช่นกัน ในปี 2012 องค์การความร่วมมือคอเครน (Cochrane Collaboration) องค์กรอิสระนานาชาติด้านสุขภาพที่มีอาสาสมัครเข้าร่วมทบทวนงานวิจัยด้านการรักษาพบว่า งานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาลดไข้เด็กหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอจะสรุปว่ายาลดไข้เด็กใช้ได้ผลจริง

นอกจากนั้น เมื่อใช้ยาไปแล้ว ผู้ป่วยต้องสังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น อาทิ หัวใจเต้นเร็ว มีอาการง่วงซึม คลื่นไส้หรือวิงเวียน หากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ควรพิจารณาหยุดยาทันที

รายงานจากคอเครนชิ้นหนึ่งระบุว่า ยาแก้ไอแบบมีเสมหะ หรือยาขับเสมหะทั้งสองประเภทในท้องตลาด (1. expectorants ออกฤทธิ์ให้ร่างกายสร้างสารน้ำหล่อเลี้ยงทางเดินหายใจมากขึ้น และ 2. mucolytics ออกฤทธิ์ต่อเสมหะโดยตรงจนเสมหะลดความเหนียวข้นลง) ให้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกันและยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าใช้ได้ผลในเด็ก

 

 

03Mosquito

3. ยาทาแก้แมลงกัดต่อย

เมื่อถูกยุงกัด น้ำลายยุงจะถูกฉีดเข้าสู่ผิวหนัง และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดตุ่มแดงและอาการคัน ซึ่งหลายๆ คนจะต้องหาขี้ผึ้งแก้แมลงสัตว์กัดต่อยขึ้นมาทาแทบจะทันที

วารสาร Drugs and Therapeutics Bulletin ในอังกฤษให้ข้อมูลว่า ขี้ผึ้งแก้แมลงกัดต่อยที่มีวางขายในหลากหลายลักษณะล้วนมีประสิทธิภาพเพียงเล็กน้อยและบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ขึ้นได้

เมโทฟลูธริน (metofluthrin) คือหนึ่งในสารเคมีกันยุงหลายๆ ตัวที่วารสาร Consumer Reports โดยสมาคมผู้บริโภคแห่งสหรัฐให้ข้อมูลว่า หากได้รับในปริมาณมากๆ อาจส่งผลต่อระบบประสาท

ครั้งต่อไป ถ้าถูกแมลงกัดต่อยเป็นตุ่มหรือผื่นขึ้นเล็กน้อยและไม่เกิดอาการแพ้ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้คือสารละลายแอมโมเนีย แต่ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสวมถุงเท้า กางเกงขายาว หรือเปิดพัดลมจ่อบริเวณที่นั่ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือแชมพูที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้ผลไม้ตามฤดูกาล เพราะยุงและแมลงก็ชื่นชอบกลิ่นเหล่านี้เช่นกัน

 

 

04Sleeping

4. ยานอนหลับ

จากสถิติในสหรัฐพบว่า ร้อยละ 12 ของผู้ที่พักผ่อนน้อยกว่าคืนละ 6 ชั่วโมงมีแนวโน้มจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แม้การนอนหลับไม่เพียงพอจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าคุณเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ อย่าเพิ่งรีบไปหาซื้อยานอนหลับมาใช้เอง

ชาวอเมริกันมีสถิติการใช้ยานอนหลับค่อนข้างน่าตกใจ พวกเขาใช้จ่ายเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับนับร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration: FDA) ก็ออกมายืนยันว่า ยาบางตัวที่พวกเขาใช้นั้นไม่ได้ผล

เนื่องจาก Tylenol PM และ Excedrin PM โดยสรรพคุณแล้วเป็นยาแก้ปวด แต่ได้รับการขยายสรรพคุณให้ผู้บริโภครับทราบว่า สามารถช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ แม้ไม่ใช่ยานอนหลับโดยตรง แต่เมื่อสามารถซื้อหามารับประทานได้เอง จึงเป็นที่นิยมของคนทั่วไป

แม้จะเป็นยานอนหลับที่แพทย์สั่ง งานวิจัยโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ก็ให้ข้อมูลว่ายาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้หลับได้เร็วกว่ายาหลอกเพียง 13 นาที

ยิ่งกว่านั้น ยาช่วยหลับซึ่งมีสรรพคุณหลักเป็นยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของ อเซตะมิโนเฟน (acetaminophen) นับเป็นตัวยาอันดับแรกๆ ที่ทำให้เกิดอาการตับวายในผู้ป่วยชาวสหรัฐ

ก่อนตัดสินใจซื้อยารับประทานด้วยตัวเอง ลองสำรวจดูว่าสาเหตุของการนอนไม่หลับคืออะไรกันแน่ หากเป็นปัญหาชีวิตหรือการงาน  น่าจะปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเรา ซึ่งจะได้ผลมากกว่าการใช้ยา

 

 

05Weight_loss_meds

5. ยาลดความอ้วน

การมีน้ำหนักเกินถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่อาการป่วยนานาประการ หลายคนจึงพยายามหาทางลัดที่จะลดน้ำหนักด้วยการใช้ยา

แต่การใช้ยาลดน้ำหนักโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนัก หลายครั้งอาจเป็นอันตรายได้ การที่มันได้วางขายอยู่ในร้านขายยาทั่วไปไม่ใช่การการันตีว่าเมื่อใช้แล้วจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลจาก FDA เมื่อปี 2011 และฐานข้อมูลยา Natural Medicines Comprehensive Database ในปีเดียวกัน ให้ข้อมูลว่า ยาลดน้ำหนักยอดนิยมอย่าง Alli (ชื่อสามัญ orlistat) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมไขมันจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับการคุมอาหาร แต่ก็มีผลข้างเคียงคืออาจทำให้อุจจาระเหลวและมีสีซีด เกิดอาการปวดท้อง และอาจทำให้ตับวาย แต่ก็เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก

แน่นอนว่า สิ่งที่จะช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผลโดยไม่ต้องใช้ยาก็คือการออกกำลังกายและดูแลเรื่องอาหารการกิน

 

ที่มา: alternet.org

mayoclinic.org

logo

อภิรดา มีเดช5 ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้

Related Posts

นางแบบไม่ได้ถูกว่าจ้างให้หิวโหย

โปรเจ็คท์ ‘Women’s Equality Party Campaign’ ประเทศอังกฤษ ถูกชูขึ้นเพื่อทำลายวัฒนธรรมการใช้ ‘ชุดตัวอย่างไซส์เล็ก’ และวิกฤติการแข่งขันอดอาหารของเหล่านางแบบเพื่อให้ได้รับคัดเลือกขึ้นเดินบนรันเวย์ ด้วยการเรียกร้องให้อุตสากรรมแฟชันเปลี่ยนแปลงวิธีการคัดเลือกนางแบบเข้าทำงาน จาก 'ไซส์' และ 'รูปร่าง' ของพวกเธอ รวมทั้งยุติการผลิตเสื้อผ้าในไซส์ที่คนปกติใส่ไม่ได้

ในห้องทดลองยานั้น มีคนตาย

ประวัติศาสตร์การเพิกถอนยาเจ็ดชนิดที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ อันมีผลโยงใยถึงความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) กับบรรษัทยารายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ