50/50 จงมองโลกในแง่ดี จงหลอกตัวเอง - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

50/50 จงมองโลกในแง่ดี จงหลอกตัวเอง

50-50_movie_screen_scene_14
เรื่อง :  ณขวัญ ศรีอรุโณทัย

ในเหล่ามิตรสหายเพศชายนั้น หาได้น้อยยิ่งกว่าน้อยที่มีความสามารถในการปลอบใจกัน ไม่รู้ว่าวัฒนธรรมหรือเหตุผลอันใดทำให้เรารู้สึกเก้ๆ กังๆ เสมอยามเจอกับความรู้สึกเศร้าโศก…ของคนอื่น ประโยคทำนอง “เป็นห่วงนะ” อย่าหวังเลยว่าจะได้ยินจากปาก หลายครั้งที่เราทำเป็นตลกไปเสีย หรือเนียนที่สุดคือการเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วกลบมันไว้ข้างใต้ ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่เรื่องตลกที่ผิดกาลเทศะก็อาจกลายเป็นสิ่งร้ายกาจ

บางคนเคยกล่าวไว้ว่า คนที่สามารถยิ้มหัวได้กับทุกเรื่อง แม้มันจะร้ายกาจสักปานใด เขา/เธอคงเป็นนักฉกฉวยตัวฉกาจ มีสายตาดีมาก สามารถค้นเจอเกล็ดทองคำจากหาดทราย

สมมุตินะครับสมมุติ…สมมุติว่าพ่อของเธอเป็นอัลไซเมอร์ ผู้มักจะถามย้ำๆ ซ้ำๆ ว่ากินข้าวหรือยังทุกๆ 3 นาที แล้วที่ถามนี่ก็ใช่ว่าห่วงใย พ่อจำเธอไม่ได้ คิดว่าเป็นแขกที่มาเยี่ยม

เธอจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

สมมุติอีกสักเรื่องก็แล้วกัน…สมมุติว่าวันหนึ่งเธอพบว่าเธอเป็นมะเร็ง…ชื่อยากๆ หลายพยางค์ และเธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ที่ผ่านมาเธอก็ดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ตื่นมาวิ่งทุกเช้าตั้งแต่ตีห้า ไม่เคยฝ่าไฟแดง ไม่เคยเข้างานสาย ทุกกฎข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย เธอไม่เคยฝ่าฝืน

แล้วมะเร็งมันมาจากไหนวะ!

อาจจะยากไปในการจินตนาการ สมมุติอีกสักครั้งก็แล้วกัน (ผมสัญญา มันจะเป็นครั้งสุดท้าย) เอาเป็นว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นไม่ใช่เธอ แต่คือเพื่อนของเธอ ผู้ซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าหลังการผ่าตัดเนื้อร้ายออกไป จะมีโอกาสรอดชีวิต ร้อยละ 50

เวลาเล่นโยนหัวก้อย เธอทายถูกกี่ครั้ง?

 ฉันเป็นห่วงเธอ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ฉันบอกให้เธอเข้มแข็งไว้ ทำใจดีๆ แล้วสู้กับมัน

 แต่แม้จะเป็นห่วงเธอแค่ไหน ฉันก็ระวังตัวในการแสดงออก การสงสารมากเกินไปอาจจะกลายเป็นความฟูมฟาย ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกจมดิ่ง

 ถึงจะวุ่นวายไปบ้าง แต่การเป็นผู้ให้กำลังใจนั้น ก็ง่ายกว่าการเป็นผู้ต้องการกำลังใจ

นักจิตบำบัดคนสวยเพียรย้ำแล้วย้ำอีกว่า อดัม คุณกำลังวิตกกังวล และแสดงออกในแง่ลบ แต่ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นเรื่องธรรมดา

อดัมปฏิเสธ “ไม่ ผมไม่ได้วิตก ผมสบายดี! ไม่เคยรู้สึกสงบเย็นหยั่งงี้มาก่อน”

จากชายหนุ่มผู้มีชีวิตในร่องในรอย เขาใช้โอกาสนั้นในการสำมะเลเทเมากับเพื่อนสุดห่ามของเขา เริงไปในยามราตรี ที่ซึ่งมีเสียงดังเกินไป มีคนมากเกินไป ไร้สาระเกินไป และว่างเปล่าเกินไป จนกลับกลายเป็นว่าเจ้าเซลเนื้อร้ายของอดัมนั้น โดดเด่นเจิดจ้ากว่าแสงอื่นของราตรี จนเขาสามารถหิ้วสาวมาต่อกันที่อพาร์ทเม้นต์ของตัว

50-50__111215063410

รอบตัวผมมีคนป่วยหลายคน

 ป่วยมากบ้างน้อยบ้าง ป่วยกายบ้าง ป่วยใจบ้าง บางคนซีเรียสน่าสงสาร (แน่นอนว่าเราต้องระวัง อย่าไปแสดงอาการสงสารมากเกินพอดี แต่พอดีนี่มันเท่าไหร่นี่ยากจัง) บางคนป่วยเรื้อรังจนกลายเป็นเรื่องปกติ บางคนอยู่ในช่วงลุ้นระทึกว่าจุดขาวๆ ในสมองสองสามจุดนั่นมันคืออะไร

 ผมนึกถึงเรื่องเล่าของอาจารย์เซน

เรื่องราวเหล่านั้นมีเสน่ห์บางอย่าง อ่านแล้วดูฉลาดและดูมีอะไร แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ติดใจผมมากเท่ากับ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของ ศิษย์และอาจารย์ (ผู้ป่วยและนักจิตบำบัด?) ในการสอน (บำบัด?) นั้น อาจารย์มิได้ทำอะไรนอกเหนือไปจากการจุ่มตัวลงไปในปัญหาของศิษย์ อาจารย์มิได้ลอยสูงส่งเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง, can do no wrong หรือว่าสัมผัสไม่ได้

 อาจารย์เหมือนบอนที่มุดใบลงไปในน้ำ เป็นการสาธิต แล้วจึงแสดงให้ศิษย์เห็นว่า “ข้าฯไม่เปียกโว้ย”

 ตามสูตรของหนังที่มักจะปรานีเราเสมอ (โลกใบนี้โบยตีเรามาพอแล้ว เชิญคุณอ่านได้จากคอลัมน์อื่นๆ) การผ่าตัดจะสำเร็จด้วยดี พระเอกของเราจะรอด และเขาจะได้รอยยิ้มใสๆ ของแคทเทอรีนมาเยียวยาปลอบใจ (Anna Kendrick น่ารักจัง)

 อ่อ…แต่ไหนๆ เราก็เริ่มเรื่องนี้จากโอกาสและความน่าจะเป็น เพราะฉะนั้น…อดัม คุณควรจะเผื่อใจไว้ เพราะมะเร็งนั้นสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ (Cancer Recurrence)

ผมขอยกตัวอย่างจากสถิติของมะเร็งเต้านม เมื่อรักษาจนจบกระบวนการแล้ว มีโอกาส 10-20 เปอร์เซ็นต์ที่จะกลับมาเป็นอีก ภายใน 10 ปี

อดัม, 10 ปีจากนี้ คุณจะใช้ชีวิตอยู่ในความวิตกกังวล เหมือนรอระเบิดเวลา?
บ้าน่า จากเรื่องราวทั้งหมดที่คุณผ่านมา ผมว่า คุณพบหนทางของการมองโลกในแง่ดีแล้วล่ะ

 ถึงเพื่อนที่สบายดี ผู้ที่กำลังป่วยไข้ และผู้ที่กำลังกระวนกระวายเพราะถูกกวนใจด้วยจุดขาวๆ สองสามจุดนั่น

ฉันยังไม่สามารถเป็นเช่นอาจารย์เซนผู้พึ่งพาได้ แต่แค่อยากบอกให้รู้ไว้ ว่าเป็นห่วงนะ.

 

(หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2554)

author