ศิลปะ (แม่ง) เป็นเรื่องของเสรีภาพ

 

คำว่า ‘แม่ง’ ที่แทรกกลางระหว่าง ‘อะไร’ กับ ‘ก็เป็นศิลปะ’ ซึ่งเป็นชื่อหนังสือ ART IS ART, ART IS NOT ART: อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ ของ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ ประหนึ่งคำถามประชดประชันถึงกิจกรรมหรือผลลัพธ์ทางศิลปะที่ดูเหมือนจะไม่เป็นศิลปะ แต่ชิ้นงานศิลปะและแนวคิดในการทำงานของศิลปินที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เลือกมาเล่าก็ค่อนข้างยืนยันว่า กรอบของงานศิลปะเป็นอะไรที่กว้างขวางมาก งานอย่าง Fountain (1917) ของ มาร์แซล ดูชองป์ ที่ภาณุหยิบมาเล่าเป็นบทนำของหนังสือก็ทำให้ผู้อ่านเตรียมรับมือกับการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของงานศิลปะโดยศิลปินร่วมสมัยที่รออยู่ทั้งเล่ม ในเมื่อโถฉี่ได้กลายเป็นงานศิลปะที่มีอิทธิพลต่อแวดวงศิลปะอย่างมากชิ้นหนึ่งของโลก

 

นี่คือสาส์นชั้นต้นของหนังสือเล่มนี้ ‘อะไรก็เป็นศิลปะได้ ถ้า…’

แน่นอนว่ามีหลายเหตุผลที่ค้ำยันถึงกิจกรรมที่ดูไร้สาระอย่างการนอน การนำอุจจาระของศิลปินมาอัดกระป๋อง ฯลฯ ว่าเป็นงานศิลปะ ภาณุเขียนหนังสือเล่มนี้ประหนึ่งคิวเรเตอร์ในพิพิธภัณฑ์งานอาร์ตที่เลือกงานศิลปะมาเล่าให้ฟังถึงแนวคิดของศิลปิน และผลที่งานชิ้นนั้นส่งต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อแวดวงศิลปะรวมถึงสังคม

หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่ดูเหมือนกับว่า ‘อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ’ แต่มันก็คือศิลปะนี่นะ

หนังสือแบ่งเป็น 6 พาร์ท ผู้เขียนกรุ๊ปเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลปะประเภทต่างๆ ไว้ชัดเจน

1. Conceptual Art

2. Pop Art

3. Surrealism

4. Abstract Art

5. New Media

และปิดท้ายด้วย

6. ศิลปินหญิงในโลกศิลปะที่ชายเป็นใหญ่

บริบทของงานศิลปะแต่ละประเภท เบื้องหลังความคิดที่ภาณุหยิบมาเล่าด้วยน้ำเสียงไม่ประหยัดอารมณ์ขัน ทำให้ผู้อ่านเห็น ‘สาส์นชั้นที่สอง’ ของหนังสือที่พูดถึงงานศิลปะร่วมสมัยเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้กำลังบอกว่า ศิลปะคือพื้นที่ของเสรีภาพ

นี่คืองานศิลปะ 5 ชิ้นที่ WAY เลือกหยิบมาจากหนังสือเล่มนี้มาเล่าต่อในพื้นที่นี้อีกที เพื่อยืนยันถึงสมมุติฐานข้างต้น

 

How to Explain Pictures to a Dead Hare (1965) / โจเซฟ บอยส์

ที่มาภาพ: artgallery.nsw.gov.au/collection/works/434.1997.9/

 

How to Explain Pictures to a Dead Hare เป็นศิลปะแสดงสดในแกลเลอรีชเมลา ดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 1965

ผู้ชมเฝ้ามองการแสดงของศิลปินผ่านกรอบหน้าต่างของแกลเลอรี ในนั้นเราจะเห็นศิลปินนั่งบนม้านั่ง พอกน้ำผึ้งทั่วศีรษะก่อนจะปิดทองคำเปลว กอดซากกระต่ายตายแล้วในอ้อมแขน เขาอธิบายถึงภาพวาดที่แขวนในแกลเลอรีให้กระต่ายที่ตายแล้วฟัง (ผู้ชมชมการพูดคุยกับกระต่ายที่ตายแล้วของเขาอีกที) เขาใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการแสดงหรือการพูดกับกระต่ายที่ตายแล้ว

ภาณุอธิบายว่า:

การแสดงสดครั้งนี้ก็เป็นจุดสูงสุดของการขยายขอบเขตความเข้าใจในความหมายของศิลปะสำหรับบอยส์ เป็นการกระทบกระแทกแดกดันถึงพิธีกรรมในการ ‘อธิบายศิลปะ’ ของเหล่าศิลปินทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่คนดูจะนิ่งฟังอย่างเงียบงันบื้อใบ้ไร้ความคิดเห็นใดๆ ไม่ต่างอะไรกับกระต่ายที่ตายแล้ว ขณะที่บอยส์สนับสนุนและผลักดันให้เกิดการโต้เถียงทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปะ การเมือง หรืออะไรก็ตาม

 

The Black Square (1915) / คาซิมีร์ มาเลวิช

ที่มาภาพ: revolution.film/post/149319674093/kazimir-malevich-the-black-square-c-1915

 

The Black Square จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ก็อย่างที่เห็นในภาพ สีดำตามภาพเลยพี่น้อง

หลังจากสร้างงานชิ้นนี้ในปี 1915 ซึ่งได้รับเสียงอื้ออึงในทางมึนงงและชื่นชมจากปัญญาชนว่า งานชิ้นนี้ได้เปิดพื้นที่ให้เกิดเสรีภาพทางความคิดและการตีความ เป็นการปฏิวัติความคิดที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในแวดวงศิลปะรัสเซีย

กระทั่งในปี 1924 เมื่อ โจเซฟ สตาลิน ก้าวขึ้นสู่อำนาจ พรรคคอมมิวนิสต์ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนรวมถึงเหล่าศิลปิน สตาลินกำหนดให้ศิลปะแนวสัจสังคมนิยม (Socialist Realism) กลายเป็นนโยบายหลักของการทำงานศิลปะในรัสเซียยุคนั้น บังคับให้ศิลปินวาดภาพหรือทำประติมากรรมที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์ สตาลินไม่ต้องการให้ประชาชนมีความคิดเป็นของตนเอง ประชาชนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐโดยไม่มีข้อแม้

งานศิลปะนามธรรมของมาเลวิช รวมถึงเหล่าศิลปินหัวก้าวหน้าที่เปิดโอกาสให้คนแสดงออกทางความคิดอย่างเสรีเป็นที่ชิงชังของสตาลิน ผลงานของมาเลวิชส่วนใหญ่ถูกยึดและทำลาย แต่หลังจากที่มาเลวิชเสียชีวิต มีการเปิดเผยว่าภาพวาด The Black Square หลุดรอดจากการถูกยึดทำลาย เพราะถูกเก็บซ่อนโดยครอบครัวของเขามาตลอด

ภายหลังปี 1998 กระทรวงวัฒนธรรมของสหพันธรัฐรัสเซียได้สิทธิ์ซื้อภาพนี้ในมูลค่าหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการสนับสนุนทางการเงินจากวลาดิเมียร์ โปตานิน ซึ่งได้ส่งต่อให้พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ

ภาณุเล่าถึงเหตุผลที่นายโปตานินบริจาคภาพที่มีมูลค่าสูงเข้าพิพิธภัณฑ์ ดังนี้

เขา (โปตานิน) เป็นคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าที่รักในเสรีภาพและประชาธิปไตย เขาเกลียดเผด็จการและสตาลินเข้าไส้ งานศิลปะของมาเลวิชที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของเสรีภาพและการต่อสู้กับเผด็จการ จึงเป็นสิ่งที่โปตานินรักและหลงใหล เขาจึงอยากมอบให้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เพื่อนร่วมชาติของเขาได้ร่วมชื่นชมกันเท่านั้นเอง

 

Remembering (2009) / อ้าย เว่ยเว่ย

ที่มาภาพ: .khanacademy.org/humanities/global-culture/global-art-architecture/a/ai-weiwei-remembering-and-the-politics-of-dissent

ตัวอักษรจีนที่เห็น แปลว่า ‘เธอเคยอยู่อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้เป็นเวลาเจ็ดปี’ มันกอปรขึ้นจากกระเป๋าของนักเรียนที่เรียงต่อกันบนอาคาร

กระเป๋าเหล่านี้จำลองมาจากกระเป๋าของนักเรียนชั้นอนุบาลในมณฑลเสฉวนที่เสียชีวิตจากการถล่มของอาคารเรียนอย่างง่ายดาย หลังเกิดแผ่นดินไหวปี 2008 อ้าย เว่ยเว่ยสืบค้นสาเหตุที่อาคารเรียนพังทลายลงมาอย่างง่ายดายจนเชื่อมโยงกับการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้นักเรียนเสียชีวิตกว่าห้าพันคน และเขาเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย

อ้าย เว่ยเว่ย ถูกทางการจีนตามเล่นงานด้วยวิธีการต่างๆ แต่เขาไม่เคยยุติการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน

ภาณุเล่าว่า ประโยค ‘เธอเคยอยู่อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้เป็นเวลาเจ็ดปี’ คือประโยคที่อ้าย เว่ยเว่ยได้ฟังมาจากคำพูดของพ่อแม่เด็กที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

Mirror Box (2016) / มิโล มัวเร

ที่มาภาพ: attn.com/stories/9541/milo-moire-statement-about-consent-with-mirror-box

 ก่อนหน้า Mirror Box มิโล มัวเร ใช้การเปลือยกายในที่สาธารณะในการสนับสนุนสิทธิสตรีและประท้วงการถูกคุกคามทางเพศของผู้หญิงในเยอรมนี

Mirror Box คือศิลปะการแสดงสดที่สร้างประสบการณ์ระหว่างผู้ชมงานศิลปะกับตัวศิลปินที่ถึงเนื้อถึงตัวมากๆ เธอสร้างกล่องกระจกเงารูปสี่เหลี่ยมคางหมูสวมคลุมเรือนร่าง ตัวกล่องมีช่องที่ถูกคลุมด้วยผ้าแดง เธอป่าวประกาศให้คนที่ผ่านไปมาล้วงมือเข้าไปสัมผัสเรือนร่างของเธอได้เป็นเวลา 30 วินาที

“ฉันชื่อมิโล มัวเร เป็นศิลปินแสดงสด และยืนอยู่ที่นี่วันนี้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศของสตรี ผู้หญิงมีความต้องการทางเพศไม่ต่างจากที่ผู้ชายมี แต่เรามีสิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่เราต้องการจะถูกสัมผัสหรือไม่ และวันนี้คุณก็มีโอกาสสัมผัสร่างกายฉันผ่านกล่องเป็นเวลา 30 วินาทีได้อย่างเสรี” เธอประกาศผ่านโทรโข่ง

ภาณุ เล่าในหนังสือว่า ผลงานชิ้นนี้เป็นการตอกย้ำถึงเสรีภาพในการแสดงออกถึงความปรารถนาของสตรีเพศ โดยกระจกเงาที่ติดอยู่บนกล่องสะท้อนถึงความปรารถนาในร่างกายผู้หญิงของผู้ชาย กระจกเงาสะท้อนให้พวกเขามองเห็นตัวเอง

มัวเรแสดงออกถึงความรู้สึกและเสรีภาพทางเพศของอิตถีเพศอย่างตรงไปตรงมา สำรวจพรมแดนของศิลปะ ความลามกอนาจาร รวมถึงตอกหน้าระบบศีลธรรมของชนชั้นกลางได้อย่างแสบสัน

ผลลัพธ์ของงานศิลปะชิ้นนี้ทำให้เธอถูก (ตำรวจ) จับและโดนปรับข้อหากระทำอนาจารเช่นการแสดงงานศิลปะก่อนหน้าหลายครั้งที่ผ่านมาของเธอ

 

One and Three Chairs (1965) / โจเซฟ โคซุธ

ที่มาภาพ: en.wikipedia.org/wiki/One_and_Three_Chairs

สิ่งที่เราเห็นในงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้ก็คือ เก้าอี้จริงๆ 1 ตัวที่วางอยู่ตรงกลาง ด้านขวาของเก้าอี้คือภาพถ่ายเก้าอี้ตัวนี้ที่ขยายขนาดเท่าของจริง ด้านซ้ายของเก้าอี้คือกระดาษสำเนาขนาดใหญ่ที่พิมพ์ความหมายของคำว่า ‘เก้าอี้’ จากพจนานุกรม

ศิลปินกำลังจะพูดเรื่องอะไรกับผู้ชมเก้าอี้ ภาพถ่ายเก้าอี้ และความหมายของเก้าอี้ตามพจนานุกรม

ภาณุเล่าว่า One and Three Chairs คืองานศิลปะจัดวางที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนสถานที่จัดไปยังเมืองและประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้เก้าอี้จริงๆ และภาพถ่ายเก้าอี้ขนาดเท่าของจริงจะเปลี่ยนไปตามเก้าอี้ที่หาได้ในท้องถิ่นนั้นๆ สิ่งที่คงเดิมคือกระดาษสำเนาที่พิมพ์ความหมายของคำว่า ‘เก้าอี้’ จากพจนานุกรม กล่าวคือ ถ้างานศิลปะจัดวางชิ้นนี้เวียนไปจัดที่เมืองหรือประเทศใด ไม่ต้องนำเก้าอี้จากการจัดแสดงครั้งแรกไป แต่ให้หาใช้เก้าอี้ตัวไหนก็ได้ แล้วถ่ายภาพเก้าอี้ตัวนั้นขยายขนาดเท่าของจริงมาจัดวางตามรูป ดังนั้นเวลาที่งานชิ้นนี้ไปจัดแสดงในสถานที่ใหม่ จะต้องถ่ายรูปขึ้นใหม่ทุกครั้ง

โจเซฟ โคซุธ อธิบายถึง One and Three Chairs ว่า

“ผมนำวัตถุที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเช่น ‘เก้าอี้’ มาวางไว้ โดยให้ทางซ้ายของเก้าอี้มีรูปถ่ายขนาดเท่าของจริงติดอยู่ และทางขวาเป็นกระดาษที่ถ่ายสำเนาความหมายของวัตถุชิ้นนี้ ตามพจนานุกรม เวลาที่คุณมองไปยังเก้าอี้ จะต้องมีทุกสิ่งที่ปรากฎอยู่ไม่ผิดเพี้ยน ดังนั้นเวลาที่ผลงานชิ้นนี้เปลี่ยนสถานที่จัดแสดง จึงต้องถ่ายรูปขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง ผมชอบที่ตัวงานมีอะไรมากกว่าที่คุณเห็น แม้จะเปลี่ยนสถานที่ เก้าอี้ และภาพถ่าย หากท้ายที่สุดมันก็ยังคงเป็นงานชิ้นเดิมอยู่ดี งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึง ‘ความคิด’ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานศิลปะ หาใช่องค์ประกอบอื่นใดไม่”

ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเชื่อคำพูดของโคซุธก็ได้ แต่ภาณุขยายความต่อจากคำอธิบายของเจ้าของผลงานชิ้นนี้ว่า:

ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่ถูกส่งต่อเพื่อนำไปจัดแสดงในสถานที่ต่างๆ จึงไม่ใช่วัตถุอย่างผลงานศิลปะ (เก้าอี้) หากแต่เป็น ‘ความคิด’ ของโคซุธต่างหาก พูดง่ายๆ คือเราไม่จำเป็นต้องขนเก้าอี้ไปแสดงที่ไหนต่อไหนให้เมื่อยตุ้ม หากแต่ส่งต่อ ‘ความคิด’ ของเขาไปแสดงมากกว่า

ตัวอย่างงานศิลปะ 5 ชิ้นที่ WAY นำมาสาธิตในพื้นที่นี้ น่าจะพอทำให้เราพูดได้ว่าหนังสือ ART IS ART, ART IS NOT ART: อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ ของ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ กำลังจะบอกเราว่า ศิลปะ (แม่ง) คือเรื่องของเสรีภาพ (โว้ย)

 

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

นักประพันธ์หนุ่ม (aka Content Maker) ผู้เขียนนวนิยาย 'อนุสรณ์สถาน' ปัจจุบันเป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร WAY ควบคู่กับทำหนังสารคดี ใช้แรงงานในครัวต้มเบียร์ และจัดกิจกรรมเชิงสันทนาการภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ศิลปะ (แม่ง) เป็นเรื่องของเสรีภาพ

Related Posts

คนเดียวก็ได้ #OneLifeStand

หลายคนน่าจะรู้จัก ต่อ-คันฉัตร ในฐานะนักเขียนประจำ Salmon Books ด้วยลีลาการเขียนแสบๆ คันๆ แต่มีสาระ เร็วๆ นี้เขาเพิ่งออกหนังสือเล่มใหม่ 'เดี่ยวดี เดี่ยวร้าย One Life Stand' ว่าด้วยการทำอะไรคนเดียว ใครว่าต้องเหงาเสมอไป