เดินทางตามหารากเหง้าของตัวเอง

เรื่องและภาพ : วันชัย ตัน

 

คุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นคนจีน เกิดในประเทศจีน

ทั้งคู่เป็นลูกจีนแต้จิ๋ว

บ้านเกิดของแม่อยู่ที่เมืองซัวเถา และบ้านเกิดของพ่ออยู่ในอำเภอเถ่งไห้ เมืองแต้จิ๋ว ที่อยู่ติดกัน

แม่เล่าให้ฟังว่า อาม่าหรือคุณยายอุ้มแม่ตั้งแต่เป็นเด็กทารกนั่งเรือออกมาจากเมืองซัวเถา ของชาวจีนแต้จิ๋ว ตั้งแต่เมื่อ 70 กว่าปีก่อน อพยพมาอยู่เมืองไทย

ขณะที่พ่ออพยพมาเมืองไทยเมื่ออายุได้ประมาณ 23 ปี ตอนนั้นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลก๊กมินตั๋งของประธานาธิบดีเจียงไคเช็คและพรรคคอมมิวนิสต์ของประธานเหมา เจ๋อ ตง กำลังงวดเข้ามาทุกทีแล้ว แต่ความอดอยากแผ่กระจายไปทั่วเมืองจีน พ่อเห็นว่าหากอยู่เมืองจีนคงต้องอดอยากแน่นอน เพราะมีพี่น้องถึง10 คน จึงตัดสินใจหนีปู่หรืออากงมาเผชิญโชคที่เมืองไทย

หลังจากนั้นพ่อแม่พบกันที่ย่านเยาวราช ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานและมีลูกด้วยกัน ภายในเวลาต่อมา

ทั้งคู่ช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัว และเลี้ยงลูก 7 คนให้ได้รับการศึกษา แต่ในใจก็ยังคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะพ่อผู้ผูกพันกับญาติพี่น้องตลอดเวลา ไม่เพียงแต่ส่งจดหมายไปมาหาสู่กันเป็นระยะ แต่ยังส่งเงินไปให้พี่น้องใช้อย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด ขณะที่แม่จากเมืองจีนมาตั้งแต่เป็นทารกได้ 6 เดือน ความผูกพันกับบ้านเกิดจึงลดลง แต่ทั้งคู่ก็ฝันว่า สักวันหนึ่งหากมีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมบ้านสักครั้งหนึ่ง

50 ปีผ่านไป ความฝันก็เป็นจริง หลังจากลูกๆ โตขึ้นแล้ว จึงมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด 2-3 ครั้ง และเมื่อไม่นานมานี้ ผมและพี่น้องได้พาพ่อแม่กลับไปเยี่ยมญาติอีกครั้ง

เราใช้บริการของสายการบินจีนบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเมืองซัวเถา ในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาแต้จิ๋ว ที่เมืองไทยคนจีนพูดภาษาแต้จิ๋วมีจำนวนมากกว่าคนจีนที่พูดภาษาอื่น ไม่ว่าจะเป็นจีนไหหลำ จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน ฯลฯ เนื่องจากมีหลักฐานว่าชาวจีนแต้จิ๋วข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากอยู่แถบดินแดนสยามมานานตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ในขณะที่ชาวจีนที่พูดภาษาแต้จิ๋วมีจำนวนประชากรเพียง 16 ล้านคน เมื่อเทียบกับประชากรจีนพันกว่าล้านคน

พระเจ้าตากสินมหาราช และนายปรีดี พนมยงค์ก็เป็นคนจีนแต้จิ๋วเช่นกัน

พอลงจากเครื่องบิน เกาเจ็ก (แปลตามตัวว่า คุณอาคนที่เก้า) น้องชายของพ่อมารอรับที่สนามบิน ทั้งคู่ทักทายถามไถ่ทุกข์สุขกันนาน จากที่ไม่ได้เจอกันมา 50 ปี และพากันขึ้นรถไปพักผ่อนพูดคุยกันในโรงแรม

คนไทยอาจจะเคยได้ยินคำว่า ซัวเถา อันหมายถึงคำที่เรียกพวกจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาอยู่เมืองไทย ขณะที่บางคนรู้สึกว่า ซัวเถาชวนให้นึกถึงเมืองในชนบทห่างไกลความเจริญ แต่ปัจจุบันซัวเถากลายเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง มีอาคารทันสมัย ศูนย์การค้าต่างๆ ผุดขึ้นมากหลาย ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

แม่บอกว่า ตอนนี้ไม่มีญาติอยู่ในเมืองซัวเถาแล้ว เพราะย้ายไปอยู่นครปักกิ่งกันหมด  การเดินทางครั้งนี้ของเราจึงเน้นไปที่ญาติพี่น้องของพ่อ

ตกเย็นเรามาเดินเที่ยวตรงสวนสาธารณะบริเวณปากแม่น้ำ พ่อเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นพ่อไปหางานทำที่ฮ่องกง และหนีขึ้นเรือจะมาเมืองไทย ระหว่างทางเรือต้องจอดแวะที่เมืองซัวเถาก่อน พ่อจึงส่งข่าวไปให้อากงมาพบที่ท่าเรือ อากงขอร้องให้พ่อกลับบ้าน แต่พ่อตั้งใจแล้วว่าจะไปเผชิญโชค อากงจึงบอกให้ไปลาอาม่าที่บ้านก่อน  แต่พ่อกลัวว่าหากไปลาอาม่าแล้วอาจใจอ่อน จึงไม่ยอมไป และคิดว่าอีกไม่นานจะกลับมาซบหน้าอากง อาม่า แต่พ่อไม่คิดเลยว่าครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าอากง

วันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางต่อไปอำเภอเถ่งไห้ ใช้เวลาขับรถไม่ถึงชั่วโมง เถ่งไฮ่เป็นอำเภอสำคัญของจังหวัดแต้จิ๋ว มีประชากร 710,000 คน ปัจจุบันเถ่งไห้เป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะโรงงานผลิตตุ๊กตา บริษัทผลิตของเล่นชื่อดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ หรือตุ๊กตาของวอลท์ ดิสนีย์ที่ส่งไปขายทั่วโลก ล้วนผลิตมาจากโรงงานในอำเภอเถ่งไฮ่แทบทั้งสิ้น

เถ่งไฮ่คงเหมาะสำหรับนักธุรกิจหรือนักอุตสาหกรรมมากกว่านักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เพราะคล้ายกับจังหวัดสมุทรปราการที่เต็มไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม ไม่มีสถานท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่น่าสนใจ ขณะที่ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยฝุ่นและควันพิษจากรถบรรทุก รถเทรเลอร์จำนวนมากที่เข้าออกโรงงานตามข้างทาง และสภาพการจราจรอันติดขัด รถทุกคันจะบีบแตรเกือบตลอดเวลา เพื่อขอทางจนเป็นความเคยชินสำหรับคนในประเทศนี้

รถแท็กซี่พาคณะของเราไปเยี่ยมบ้านของเกาเจ็ก เป็นแฟลตเก่าๆ เราต้องเดินขึ้นบันไดไป 7 ชั้น กว่าจะถึงห้องพักเล็กๆ คับแคบที่เกาเจ็กพักอยู่กับเมียตาใกล้บอด แกเล่าประวัติศาสตร์ตระกูลของเราให้ฟังว่า

หลังจากที่พ่อหนีมาเมืองไทยได้ 2 ปี พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยึดประเทศได้สำเร็จ  อากงเป็นข้าราชการฝ่ายก๊กมินตั๋งจึงถูกจับ ตอนแรกทางคอมมิวนิสต์จะฆ่าทิ้ง เพื่อล้างระบอบเก่าให้สิ้นซาก แต่ชาวบ้านแถวนั้นขอร้องให้ไว้ชีวิต เนื่องด้วยอากงทำงานรับใช้ประชาชนด้วยดีมาตลอด จึงรอดตาย แต่อากงถูกทุบตีจนขาเน่าและยังต้องติดคุกปีกว่า พอออกจากคุกได้ไม่นานอากงก็ตรอมใจตาย

ส่วนเกาเจ็กก็ใช่ว่าจะพ้นเคราะห์กรรม ถูกเจ้าหน้าที่ของพรรคฯจับกุมคุมขัง ทรมานและส่งให้ไปใช้แรงงานไกลถึงมองโกเลียเป็นเวลาหลายปี พอพ้นโทษออกมาก็อยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการปั่นจักรยานไปกลับวันละร้อยกว่ากิโล เพื่อเอาผักจากสวนมาขายในตลาด

สภาพห้องพักของเกาเจ็กแม้จะดูคับแคบ และรกรุงรัง แต่เขาบอกว่าดีกว่าสมัยก่อนมากนัก เพราะต้องอยู่ในบ้านโกโรโกโสหลังเล็กมีสภาพไม่ต่างจากสลัม แออัดไปด้วยพี่น้องหลายคน จนต้องเบียดเสียดกันนอน ไม่มีห้องน้ำ ห้องส้วม แต่ละวันต้องออกมาเทกระโถนลงข้างทางนอกบ้าน

ช่วงเวลานั้นพ่อของผมแม้จะมีรายได้ไม่มากนัก และต้องเลี้ยงลูกถึง 7 คน แต่ก็ยังเจียดเงินส่งมาให้กับทางญาติพี่น้องในเมืองจีนทุกเดือนจนถึงปัจจุบัน เพราะทราบดีว่า ทางโน้นลำบากกว่ามาก

เกาเจ็กบอกว่า หากไม่ได้เงินจากพ่อ พี่น้องที่เหลืออยู่ 3 คนคงไม่มีชีวิตรอดจนถึงเดี๋ยวนี้

ผมจึงเข้าใจได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหตุใดพ่อถึงเกลียดคอมมิวนิสต์มาก พ่อฝังใจตลอดว่า คอมมิวนิสต์พรากชีวิตของอากง และทำให้พี่น้องของเขาบ้านแตกสาแหรกขาด ขณะที่พวกเราตอนเป็นหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าเมื่อ 20 กว่าปีก่อน กลับชื่นชมอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่จะทำให้สังคมมีความสุขอย่างเท่าเทียมกัน

ชีวิตจริงของพ่อ กับอุดมการณ์ของเราจึงเดินสวนทางกันในช่วงเวลาหนึ่ง

วันต่อมาโซ้ยเจ็ก หรืออาคนสุดท้องและลูกชายของเขา ตามมาสมทบ เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับลูกพี่ลูกน้องวัยใกล้เคียงกันในต่างแดน เราจับมือกันและถามไถ่ทุกข์สุขกัน ผมมีความรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ที่เห็นชายแปลกหน้าผู้นี้ที่อาศัยอยู่ห่างไกลหลายพันกิโล เป็นญาติจริงๆ ที่มีสายเลือดเดียวกัน

คงคล้ายความรู้สึกเดียวกับตัวตัวเอกในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The Joy Luck Club เมื่อตัวเอกผู้เป็นลูกคนจีนในเมืองซานฟรานซิสโก เดินทางกลับไปตามหารากเหง้าของตัวเองที่เมืองจีน และดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่เมื่อเห็นพี่น้องฝาแฝดของตัวเองมีชีวิตอยู่จริงๆ บนฟากหนึ่งของผืนโลก

โซ้ยเจ็กพาเราผ่านไปยังบริเวณบ้านของอากง พ่อเกิดที่บ้านหลังนี้ เป็นบ้านจีนแบบโบราณ มีสวนเล็กๆ อยู่ตรงกลางบ้าน แต่ปัจจุบันไม่เหลือสภาพเดิมแล้ว ถูกทางการทุบทิ้งและก่อสร้างเป็นตึกสูง พ่อเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นอากงเป็นกำนันตำบลเสี่ยงตงคู ดูแลหมู่บ้านกว่า 20 แห่ง รวมทั้งหมู่บ้านที่ชื่อ แอ่ตั้ง ซึ่งเป็นบ้านเกิดบรรพบุรุษของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ นับว่าบรรพบุรุษของเราเคยดูแลตระกูลพนมยงค์มาก่อน อากงเป็นข้าราชการผู้ซื่อสัตย์ เป็นที่รักของชาวบ้านมาก ทำให้อากงได้เป็นกำนันถึง 7 สมัย และเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้อากงต้องถูกประหารชีวิต

รถแล่นผ่านห้างโลตัส พ่อบอกว่าคนจีนแต้จิ๋วทีมีชื่อเสียงในบ้านเรานั้น หลายคนอพยพมาจากอำเภอเถ่งไฮ่ อาทิ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รวมถึงคนในตระกูลรัตตกุล เจียรวนนท์ หรือหวั่งหลี ลูกหลานตระกูลเหล่านี้จึงมักกลับมาสร้างความเจริญให้กับแผ่นดินเกิดของตัวเอง เช่นตระกูลเจียรวนนท์ที่มาสร้างห้างโลตัสขึ้นในอำเภอเถ่งไฮ่

คณะของเรามุ่งหน้าออกนอกเมือง จุดหมายคือสุสานบนเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง บนเนินเขาเป็นที่ตั้งของฮวงซุ้ยประจำตระกูล พ่อและพี่น้องนำสิ่งของ อาหารและจุดธูปเทียนเซ่นไหว้วิญญาณของอากง อาม่าและพี่น้องที่เสียชีวิต โซ้ยเจ็กบอกว่า ฮวงซุ้ยได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ ด้วยเงินของพ่อที่ส่งมาให้เป็นประจำ พ่อตั้งใจทำฮวงซุ้ยแห่งนี้ให้งดงามที่สุด ทุกคนช่วยกันปัดกวาดและทำความสะอาดสุสานก่อนจะกลับลงมา

ที่ผ่านมาลึกๆ พ่อเองเสียใจมาโดยตลอด ตั้งแต่หนีอากงไปเมื่อ 50 กว่าปีก่อน พอกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ก็ไม่ทันได้เห็นหน้าอากง อาม่าเป็นครั้งสุดท้าย

หากมีโอกาสได้อยู่ดูแลรับใช้ดูแลพ่อแม่ ก็จงรีบทำอย่างดีในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และจะไม่ต้องเสียใจภายหลัง

วันต่อมา ผมถามเกาเจ็กให้พาไปเยี่ยมชมสุสานพระเจ้าตาก เกาเจ็กทำท่างงว่าคือใคร พ่อบอกว่าคนจีนแต้จิ๋วเรียก แต้อ๊วง เกาเจ็กจึงเข้าใจความหมายและเหมารถจากโรงแรมไปตามหาสุสานแต้อ๊วงกัน

พ่อบอกว่าคนเถ่งไฮ่รู้จักเรื่องราวของพระเจ้าตาก หรือ แต้อ๊วง เป็นอย่างดี เพราะเป็นลูกหลานของคนเถ่งไฮ่ที่มีวาสนาเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน แต้อ๊วงแปลว่าพระเจ้าแผ่นดินตระกูลแต้ ตอนเด็กๆ พ่อยังเคยไปเที่ยวบ้านเก่าหลังหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นบ้านของแต้อ๊วง พ่อเคยได้ยินว่า เมื่อแต้อ๊วงเกิดในเมืองไทยได้ไม่นาน พ่อของท่านที่เป็นคนเถ่งไฮ่ได้พามาเรียนภาษาที่เมืองจีน จนอายุได้ 10 ขวบจึงส่งมาอยู่เมืองไทย

รถเลี้ยวเข้าไปยังแหล่งดูดทรายแห่งหนึ่ง พอลึกเข้าไปมีซุ้มทางเข้าสุสานเล็กๆ สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ (ค.ศ.1735-1796) มีป้ายหินจารึกข้อความว่า ‘สุสานของแต้อ๊วง ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1985’ และป้ายหินอีกแห่งหนึ่งจารึกว่า ‘สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังฉลองพระองค์ของแต้อ๊วง ที่นำมาจากเมืองไทย ห้ามผู้ใดทำลายเด็ดขาด’ ลงชื่อโดย รัฐบาลท้องถิ่นแห่งอำเภอเถ่งไฮ่

คนเถ่งไฮ่เชื่อว่า หลังจากที่พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน บรรดาญาติพี่น้องของท่านได้แอบนำฉลองพระองค์กลับมายังบ้านเกิดและฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้

เราเอาดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้บูชาพระองค์ท่าน นั่งหลับตาภาวนาอยู่สักพัก รู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ห่างไกล และการได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของพ่อครั้งนี้ ผมรู้สึกเหมือนกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง พบปะผู้คนที่เป็นญาติพี่น้องอีกมากมาย และพอสืบค้นไปมา ตระกูลของเราก็เป็นคนบ้านเดียวกับลูกหลานจีนในเมืองไทยหลายคนที่สืบเชื้อสายมาจากคนอำเภอเถ่งไฮ่

ตลอดเวลา 1 อาทิตย์ในเมืองจีนครั้งนั้น เราได้เดินทางตามหาอดีตที่ขาดหายไป ค่อยๆ มาปะติดปะต่อบนผืนผ้าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตระกูล แวบหนึ่งตระหนักได้ว่า
เราทุกคนบนผืนโลกต่างเป็นพี่น้องกัน ล้วนถือกำเนิดมาจากรากเหง้าเดียวกันทั้งนั้น

 

****************************************

 (หมายเหตุ : ตีิพิมพ์ ธันวาคม 2549)

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

เป็นหญิงแกร่งหลังบ้าน WAY ที่แท้จริง อาจมีผลงานปรากฏสู่สายตาไม่ถี่บ่อยนัก แต่ทุกชิ้นรับประกันคุณภาพจากประสบการณ์ในสายงานข่าวที่คลุกคลี ทั้งสัมภาษณ์ บันเทิง และไลฟ์สไตล์

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะเดินทางตามหารากเหง้าของตัวเอง