หมู่บ้านตุ๊กตา วันเวลาอาจเลือนหายในที่สุด

เรื่อง/ภาพ : จันทร์เคียว

ชั่ววินาทีที่เห็นบางอย่างรูปร่างเหมือนคนยืนโน้มตัวเล็กน้อยเหนือราวสะพาน เหมือนรอรับผู้มาเยือนตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ฉันยอมรับอย่างไม่เหนียมว่าตกใจมาก ถ้าหากบรรณาธิการยอมให้ใช้มากกว่าคำประเภทว่า ‘โคตรตกใจ’ ได้ ฉันก็อยากใช้คำนั้น ในเวลาโพล้เพล้ต้นมืดแบบนั้น กลางวันหนีหาย กลางคืนขยับกาย ความคิดกระเจิดกระเจิง

พร้อมกับอาการตกใจ นั่นเป็นเครื่องหมายว่า ในที่สุดก็มาถึง ‘นาโกโระ’ หมู่บ้านตุ๊กตากลางหุบเขาอิยะ เกาะชิโกกุ หมู่บ้านที่มีประชากรมนุษย์ 35 คน ประชากรตุ๊กตาขนาดเท่าคนอยู่ราว 160 ตัว คนญี่ปุ่นรู้จักกันในนาม ‘หมู่บ้านหุ่นไล่กา’

เดือนพฤษภาคม 2557 หนังสารคดีของ ฟริตซ์ ชูมานน์ (Fritz Schumann) ผลงานของนักสร้างหนังชาวเยอรมัน ชื่อตอน Nagoro Valley of Dolls ถูกปล่อยลงอินเทอร์เน็ต ฉันเริ่มหาข้อมูลของหมู่บ้านนาโกโระ ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น โดยพึ่งพา google translate เป็นหลัก จนได้ข้อมูลว่าหมู่บ้านนาโกโระเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขามิยูเนะ ความสูง 1,893 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฉันวางแผนไปเดินขึ้นยอดเขามิยูเนะ แวะเที่ยวหมู่บ้านนาโกโระ โดยยังไม่รู้ว่าจะพักที่ไหน คิดว่ามันต้องมีที่นอนจนได้ อย่างแย่ที่สุดอาจจะนอนศาลาที่หมู่บ้านตุ๊กตาก็คงจะพอไหว แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คาดการณ์ไว้

ปลายเดือนสิงหาคม 2557 หลังลงจากยอดภูเขาไฟฟูจิ ฉันจับรถไฟตรงดิ่งไปเกาะชิโกกุ เข้าสู่หุบเขาอิยะที่เขียวขนัดไปด้วยป่าใหญ่ รถไฟวิ่งผ่านโตรกเขา ตลิ่งสูง แม่น้ำลึก ผ่านอุโมงค์มืดหลายอุโมงค์ ลงสถานีโอโบเคะ แล้วการเดินทางโดยความไม่รู้ก็เริ่มต้นขึ้นโดยอาศัยปากและมือ พนักงานสาวในร้านขายของที่ระลึกในสถานีรถไฟคือเทพีแห่งโชคชะตา เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ส่วนฉันพูดภาษาญี่ปุ่นเพียงช็อตโตะช็อตโตะ อาศัยความพยายามอย่างมากของทั้งสองฝ่าย ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงก็เข้าใจกัน รถบัสจากโอโบเคะไปหมู่บ้านมีวันละสี่เที่ยวต้องไปต่อรถบัสอีกคันที่กลางทาง โชคดีฉันไปทันรถบัสเที่ยวสุดท้าย เธอช่วยต่อโทรศัพท์หาโรงแรมที่พักให้ โดยไม่คิดค่าตอบแทน ไม่แม้แต่จะชวนดูชวนซื้อข้าวของในร้าน

นี่ฉันอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจริงหรือ ประเทศที่นักท่องเที่ยวจะไปไหนก็ได้อย่างสะดวกสบายด้วย JR pass ใบเดียว แล้วการนั่งรอรถบัสเที่ยวสุดท้ายอยู่กลางป่าคือสิ่งใด ความคิดเรื่อยเปื่อยถกเถียงกันได้ไม่นานก็ได้ข้อสรุปว่า ใช่ ฉันอยู่ในประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ต้องสงสัย แม้ว่าจะต้องรอรถบัสที่มีแค่วันละสี่เที่ยวในช่วงหน้าเทศกาลเที่ยว และลดเหลือสองเที่ยวในช่วงหน้าหนาว พอถึงเวลาตามตารางเป๊ะ รถบัสคันย่อมก็เข้ามาจอดเทียบที่ป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟ

แล้วรถบัสคันนั้นก็พาฉันพลัดหายเข้าไปในหลืบเวลา ท่ามกลางหุบเขาอิยะ

ซึคิมิ อายาโนะ วัย 65 ปี หลังพบว่าตัวเองอยู่ในเมืองใหญ่แบบโอซากานานเกินไป เธอกลับมาบ้านเมื่อ 13 ปีที่แล้ว กลับไปดูแลพ่อวัย 85 ที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังในบ้านเกิด ในหมู่บ้านที่มีแต่คนแก่อาศัยอยู่เพียง 35 คน ในวัยเด็กของอายาโนะซัง เธอเติบโตมากับความรุ่งเรืองของหมู่บ้านในยุคสร้างเขื่อนที่มีผู้คนอยู่เกือบ 300 คน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป หนุ่มสาวอพยพเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ เหลือแต่คนแก่ที่เหลือเวลาชีวิตน้อยลงทุกที หมู่บ้านถูกทิ้งร้าง เหลือลมหายใจแผ่วเบา เงียบเหงา

เมื่อกลับมาอยู่บ้าน สิ่งที่ต้องทำคือปลูกพืชผักกินเอง เธอทำตุ๊กตาผ้าตัวแรกขึ้นมาเป็นหุ่นไล่กาเพื่อไล่นกกาที่มากินพืชผัก ไม่เหลือสิ่งใดงอกงาม น่าแปลก หุ่นไล่กาตัวแรกช่างเหมือนพ่อของเธอเหลือเกิน จากนั้นเธอก็เริ่มทำตุ๊กตามาทดแทนคนที่ตายไปแล้ว โดยทำบุคลิกหน้าตาให้ละม้ายตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

ตุ๊กตาอายุไม่ยืนยาว ราวสามปีก็ผุขาดด้วยแดด ฝน และหิมะ อายาโนะซังใช้เวลาว่างทั้งหมดอยู่กับการทำตุ๊กตาและนำไปจัดวางตามที่ต่างๆ ในหมู่บ้าน ตั้งแต่ราวสิบปีก่อนที่อายาโนะซังเริ่มทำตุ๊กตา จนถึงตอนนี้เธอทำตุ๊กตาไปแล้วประมาณ 350 ตัว อายาโนะซังคิดถึงแต่เรื่องตุ๊กตา การทำตุ๊กตา ทำทำสีหน้าและอารมณ์ของตุ๊กตาเท่านั้น ตุ๊กตาเหมือนลูกของเธอ

อะไรทำให้หญิงสูงวัยคนหนึ่งเกิดความคิดที่จะทำตุ๊กตาพวกนี้ขึ้นมา เพราะว่าง เพราะไม่มีอะไรทำ เพราะเหงา เพื่อทดแทนผู้คนที่หายไปจากชีวิต หรือเพื่อทดแทนความรู้สึกบางอย่าง

ตุ๊กตาขนาดเท่าคนในอิริยาบถต่างๆ ทั้งหนุ่มสาว เด็ก คนแก่ แต่ละวงหน้าบอกความรู้สึกแตกต่างกัน บางหน้ายิ้ม บางหน้าเรียบเฉย บางหน้าสงสัย บางหน้าก็คร่ำเคร่งกับงานตรงหน้า ท่วงท่าของตุ๊กตาหลายตัวเหมือนคนที่มีชีวิตอยู่จริง เมื่อคิดแบบนั้นขนแขนก็ตั้งชันเกรียวกราวขึ้นมาทันที

ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านของอายาโนะซัง ฉันรู้ได้ทันทีว่าเป็นบ้านของเธอเพราะเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ถังสี่เหลี่ยมใบใหญ่ สายยางเก่ามัดติดปากถังน้ำเย็นใสไหลลงถังตลอดเวลา กระป๋องชาเขียวและเบียร์ลอยวนไปในทางเดียวกัน ฉันถือวิสาสาะแอบใช้นิ้วชี้จุ่มน้ำ ปรากฏว่าน้ำเย็นเฉียบ สิ่งที่อยู่ในกระป๋องคงจะชื่นใจไม่น้อย ในขณะที่กำลังถ่ายรูปตุ๊กตาคุณยายที่นั่งหน้าบ้าน ทันใดนั้น บานประตูก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก ชายชราคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องหนึ่งและเปิดประตูหายเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง ต้องเป็นพ่อของอายาโนะซังแน่ๆ ดูคุณลุงไม่ตกใจเลยที่เห็นคนแปลกหน้าด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้าน กล่าวให้ถูกต้องเหมือนคุณลุงมองไม่เห็นว่ามีคนแปลกหน้าอยู่ในบริเวณนั้นเลยต่างหาก ไม่แม้แต่จะหันมามอง หากคนที่ตกใจสุดขีดจนกล้องแทบพลัดหลุดจากมือก็คือฉันคนเดิม ด้วยไม่ได้เตรียมใจว่าจะมีใครอยู่ในบ้าน เท่าที่ผ่านไปผ่านมาฉันเห็นหญิงชราสวมชุดทำงานไร่เดินอยู่ริมถนนเพียงคนเดียวเท่านั้น นอกนั้นมีแต่ความเงียบ ร้านค้าปิดร้างไปนานมาก บ้านแต่ละหลังแทบไม่มีชีวิตชีวา โรงเรียนประถมประจำหมู่บ้านปิดไปเมื่อสามปีก่อน ด้วยจำนวนครูหนึ่งคน นักเรียนสองคน และสุดท้ายก็ไม่เหลือเด็กแม้แต่คนเดียว ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเคลื่อนไหวในรัศมีหมู่บ้าน

อีกครั้ง ฉันถามตัวเองว่ากำลังอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจริงหรือ ประเทศที่มีประชากร 128 ล้านคน ผู้คนเดินเบียดชิดไหล่แทบเกยกันที่ห้าแยกชิบุยะ ประเทศที่ผู้คนต่อคิวกันยาวเหยียดเพื่อไปเบียดอัดแน่นในรถไฟ ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 13 ล้านคน เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยปี 57 ก็มีจำนวนถึง 6 แสนคน

หมู่บ้านนาโกโระอาจเป็นโลกย่อส่วนของญี่ปุ่นทั้งประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อัตราการเกิดต่ำมาก เนื่องจากการแต่งงานช้าและนิยมมีลูกน้อยลง คนแก่อายุยืนมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2557 ทารกเกิดใหม่ทั้งประเทศมีเพียง 1 ล้านคน เป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบหลายปี ในปีนี้จำนวนการเกิดของทารกจะลดลงเหลือ 9 แสนคน คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2579 หรืออีกราว 20 ข้างหน้า ประชากรญี่ปุ่นจะลดลงเหลือต่ำกว่า 100 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2648 จะเหลือไม่ถึง 48 ล้าน ในปี พ.ศ. 2703 ในประชากร 10 คน จะเป็นคนแก่อายุเกิน 65 ปี 4 คน เมื่อถึงตอนนั้นผู้คนจะค่อยๆ ล้มหายตายจาก ร้างไร้ และเลือนหายในที่สุด

อายาโนะซังพูดในหนังสารคดีว่า อีกไม่นาน 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า อาจไม่มีใครหลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านนาโกโระอีกเลย

มองด้วยสายตาขาเที่ยวคิดบวก หมู่บ้านนี้จัดตั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่ยาก ผู้คนเริ่มรู้จักหมู่บ้านมากขึ้น อีกหน่อยอาจจะเหมือนเกาะแมว อีกอย่างคือเป็นจุดเริ่มต้นเดินขึ้นยอดเขามิยูเนะ แต่ไม่มีที่พักในหมู่บ้านเลย ที่พักใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านประมาณเกือบสิบกิโลเมตร หากมีใครสักคนเปิดที่พักพร้อมร้านขายของชำเล็กๆ อีกสักร้าน ฉันเชื่อว่าหลายคนจะหยุดพักที่นี่สักคืนแทนที่จะผ่านเลยไป ไม่แน่ ฉันจะคิดผิดก็ได้

ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า หากถึงวันที่หมู่บ้านต้องร้างไร้ผู้คนขึ้นมาจริงๆ ประชากรตุ๊กตาก็ยังคงอยู่ แต่ก็คงอยู่ได้ไม่นาน แล้วทุกอย่างก็ต้องดำเนินในตามทิศทางของมัน

 

***************************
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเวย์ ฉบับที่ 86

 

Author

จันทร์เคียว
เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ 10 กว่าปี ในวัย 30 ต้นๆ ลาออกจากงานหวังไปผจญภัยหาหนทางใหม่ที่ออสเตรเลียแต่กลับได้ล้างจานอยู่เมลเบิร์นสามเดือน แบกเป้ไปวิจัยฝุ่นในอินเดียเกือบปี ยังชีพโดยเขียนเรื่องเดินทางเสนอนิตยสาร ผลคือได้งานผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสารท่องเที่ยว ปัจจุบันเป็นแม่บ้านอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแม่ของเด็กชายหนึ่งคนที่ยังอยากเดินทางไปสถานที่ที่ยังไม่เคยเหยียบย่าง และยังอยากเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนบนโลกใบเดียวกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า