I’m feeling Supersonic.

supersonic

                                                                                                                                                                               ภาพประกอบ: Shhhh

 

ด้วยวัย 26 ปี เราเกิดไม่ทันยุครุ่งเรืองของ Oasis วงบริทป๊อปที่สถาปนาตัวเองว่า ‘ดีที่สุดในโลก’ เราฟังเพลงของพวกเขาครั้งแรกในปี 2012 สามปีหลังจากพวกเขาหันหลังให้กันด้วยการแนะนำของ youtube ที่ชอบเอาหน้าของไอ้หนุ่มใส่แว่นกันแดดหน้าตาเย่อหยิ่งนั่งยองๆ ในเฟรมภาพขาวดำมาให้เราเห็นบ่อยๆ บวกกับการได้ยินเพื่อนสักคนพูดถึงเพลงที่ชื่อ ‘Wonderwall’

ไหนลองเสิร์ชซิ – อ๋อ ไอ้นี่นี่เอง

ไหนลองกดฟังซิ – โห้ยยย เพลงอะไรแม่งเพราะขนาดนี้

หลังจากนั้นเราก็กระหน่ำฟังเพลงของพวกเขา ยิ่งฟังยิ่งคลั่งไคล้จนก่นด่าตัวเองในใจว่า ’กูไปอยู่ไหนมา’ พร้อมแต่งตั้งตัวเองให้เป็นติ่งของวง จัดแจงให้ ‘Don’t Look Back in Anger’ เป็นเพลงชาติของตัวเอง เปิดทุกวันๆ จนคนข้างๆ เริ่มรำคาญ

โมเมนต์หนึ่งของการเสพเพลง Oasis ที่เราชอบมากและยังจำเหตุการณ์ได้ดี คือค่ำคืนหนึ่งในร้านเหล้าเล็กๆ เพื่อนของเรากระโดดขึ้นเวที (ที่กั้นไว้เป็นพื้นที่เล็กๆ ตรงมุมร้าน) คว้ากีตาร์โปร่งแล้วสับคอร์ดเพลง ‘Stand by Me’ ตามด้วย ‘Champagne Supernova’ จังหวะที่พวกเราตะโกนว่า why why why why มันทรงพลังอย่างน่าประหลาด

หลายปีผ่านไปความรักของเราที่มีต่อ Oasis ก็ยังไม่เสื่อมคลายแม้จะเบื่อฟังเพลงเดิมๆ ของพวกเขาอยู่บ้าง ก็แน่ล่ะวงแตกไปแล้วจะไปเอาเพลงใหม่ที่ไหนมาฟัง แล้วข่าวการสร้างหนังสารคดีของพวกเขาก็ลอยมาเข้าหูเราตั้งแต่ปีก่อน เหมือนชนวนที่ค่อยๆ ติดไฟรอวันเดินทางมาถึงลูกระเบิดในอีก 1 ปีต่อมา

สมองเราระเบิดออกมาเป็นเพลงแล้วเพลงเล่าของพวกเขาตั้งแต่หนังเริ่มฉายจนจบ End Credit

.

Oasis: Supersonic พาเราย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่ไม่อาจกลับมาอีกแล้ว ห้วงเวลาที่ Oasis ยังพร้อมหน้าด้วยสมาชิก นำทีมโดย เลียม กัลลาเกอร์ ผู้ที่ร้องเพลงไม่เพราะ (ในความคิดเรา) แต่เท่ฉิบหายเป็นฟรอนต์แมน ตัวหนังเล่าในช่วงเวลา 3 ปีของ Oasis วงเล็กๆ ที่ถีบตัวเองขึ้นมาจนดังคับประเทศ

ชีวิตร็อคสตาร์ของพวกเขาถูกเล่าด้วยฟุตเทจมหาศาล เป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพความเมาขั้นเละเทะจนเราคล้ายได้กลิ่นการเผาไหม้ของกัญชา ความเกรียนแบบทุเรศทุรัง คำว่า fuck และ fucking มีอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเราว่านี่คือเสน่ห์ – Oasis มันต้องแบบนี้แหละ

ฉากเปิดของหนังเริ่มต้นที่ Knebworth Park ภาพแฟนเพลง 250,000 คนกำลังรอคอยด้วยใจจดจ่อ เมื่อประตูรั้วเปิด คลื่นมนุษย์หลั่งไหลเข้ามา ส่วนหนุ่มๆ Oasis มาแบบเหนือๆ – นั่งเฮลิคอปเตอร์มา เลียม ชะโงกหน้าลงไปมอง หน้าตาเขาดูภูมิใจไม่น้อย ภาพฝูงชนเบื้องล่างตะโกนเรียกชื่อพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง มันทำให้เราไม่อาจปฏิเสธ – Oasis ยิ่งใหญ่จริงๆ

“เราเป็นวงที่ดีที่สุดในจักรวาล” หนึ่งในสองพี่น้องหล่นวาจานี้ไว้ในหนัง

ก็อาจจะจริง เพราะถัดจากยุคของ The Beatles ชื่อของ Oasis น่าจะถูกจัดอยู่ในลิสต์ของวงดนตรีที่เปรี้ยงปร้างโคตรๆ พวกเขาคือคนหนุ่มที่บ้าระห่ำ เมาปลิ้น และหยาบคาบสุดๆ แม้อยู่ในห้วงยามของความรุ่งเรืองพวกเขาไม่เคยรักษาภาพพจน์ ไม่แยแสคำพูดของสื่อหน้าไหน ไม่แยแสต่ออะไรเลย

“เราคือโอเอซิส เราจะทำอะไรก็ได้” อหังการเบอร์นั้น

และอย่างที่รู้ ความอหังการพาพวกเขาไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดและร่วงหล่นสู่หุบเหวเช่นเดียวกัน

.

มีสองพาร์ทในหนังที่เราชอบมากๆ หนึ่ง การเล่าถึงที่มาของเพลง ‘Talk Tonight’ แม้ว่าจะรู้อยู่แล้ว แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเต็มตื้นมากๆ ที่ได้รับรู้อีกรอบ ภาพของโนลที่หัวเสียเพราะเล่นเพลงคนละเพลงกับที่น้องชายร้อง เล่นผิดกันอยู่อย่างนั้นจนคอนเสิร์ตล่มไม่เป็นท่า – เพราะเมา สำหรับเรามันให้ความรู้สึกเหมือนการฟังเพื่อนปรับทุกข์ต่อกัน ว่าชีวิตไปเจอความระยำอะไรมา แล้วเอาความระยำนั้นมาเป็นเชื้อเพลิงจุดชีวิตให้ติดอีกครั้ง แล้วเอามาแต่งเป็นเพลงแม่งเลย

อีกพาร์ทเป็นพาร์ทสั้นๆ ที่พวกเขาเล่าถึงความรู้สึกที่เข้าไปเล่นคอนเสิร์ตที่สนามเมนโร้ด รังเหย้าเก่าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลที่สองพี่น้องกัลลาเกอร์มอบวิญญาณให้

เรารัก Oasis แล้วก็รักฟุตบอล ถึงแม้ทีมที่เรารักจะเป็นทีมที่สองพี่น้องเกลียด แต่แฟนฟุตบอลทุกคนย่อมรู้ดีว่าความรู้สึกของการได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมรักมันวิเศษขนาดไหน สัปดาห์ใดบอลแพ้เราก็เปิด ‘Stop Crying Your Heart Out’ ฟัง

“เราเป็นแฟนแมนฯซิตี้มาตลอดชีวิต ความรู้สึกที่เมนโร้ดมันมหัศจรรย์มาก” ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดแต่มันทำให้เราขนลุก

.

Oasis: Supersonic กระชากวิญญาณของเราออกเป็นชิ้นๆ ทุกๆ เพลงในหนังทำให้เราอยากจะร้องตามดังๆ มันสร้างความรู้สึกตื้นตันให้เรา เรายิ้มให้กับหนัง ท่อนอินโทรของเพลง ‘Supersonic’ ดังอยู่ในหัวเรา แม้ว่าต้องฟังเพลงจาก youtube ต่อไป และต้องยอมรับว่าพวกเขาคงไม่กลับมาจูบปากกันอีกแล้ว แต่ความรู้สึก Supersonic จะคงอยู่กับเราตลอดกาล

“เฮ้พวก feeling Supersonic กันหน่อยดิวะ” เลียม กัลลาเกอร์ กล่าวพร้อมท่าทางยียวนกวนตีน

 

 

อารยา คงแป้น

กองหลังฝั่งดิจิตอลมีเดีย ตั้งต้นจากงานเขียนก่อนพัฒนาไปสร้างภาพเคลื่อนไหว เป็นหมดทั้งคอการเมือง คอหนัง คอซีรีส์ และคอกีฬา เททุกอย่างรวมกันแล้วปั่นออกมาเป็นงานสื่อสารที่ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา และดีต่อใจ

อารยา คงแป้นI’m feeling Supersonic.