ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ป่วย วัดใจรัฐบาลคืนความสุข

รูปผู้เสียหาย

 

กว่า 10 ปีมาแล้วที่เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์รวมตัวกันเรียกร้องและผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. … ผ่านรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า ล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน แต่ท้ายที่สุดก็ฝันสลายด้วยสาเหตุนานัปการ บ้างเกิดจากการยุบสภา บ้างถูกเตะตัดขาจากมือที่มองไม่เห็น เกิดความขัดแย้งกับแพทยสภาและแพทย์บางกลุ่ม หรือแม้แต่การดึงเกมยืดเยื้อของผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายและกลุ่มผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่งผลให้ร่างกฎหมายที่มีการเสนอขึ้นมาทั้งสิ้น 13 ฉบับ ล้วนถูกตีตกไป

จนถึง พ.ศ.ปัจจุบัน เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยจัดกิจกรรมรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชนที่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายฉบับดังกล่าวจำนวน 20,000 รายชื่อ ผ่านทางเว็บไซต์ www.change.org/injuryact เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ มีผลบังคับใช้ในเร็ววัน

injuryact-1ผลจากการรณรงค์ผ่านเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค ปรากฏว่ามีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างล้นหลามภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ด้วยเจตนารมณ์เดียวกันว่า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ลดความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างหมอกับคนไข้ สร้างกลไกการเยียวยาผู้ประสบชะตากรรมด้วยความยุติธรรมและรวดเร็ว

ดังความเห็นของประชาชนที่ร่วมลงชื่อสนับสนุน อาทิ

“ไม่ได้หาคนผิด แต่เพื่อหาทางป้องกัน”

“หากความผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ การดูแลผู้เสียหาย เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างที่สุด”

“เพื่อให้รัฐคุ้มครองคนไข้ สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างฝ่ายคนไข้และแพทย์ โดยยึดหลักความถูกต้อง และหลักมนุษยธรรม”

“เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เพราะไม่มีใครต้องการให้เกิดให้เกิดเรื่อง มีแต่สูญเสียทั้งสองฝ่าย”

ฯลฯ

 

 

injuryact-4

+ 20,000 รายชื่อ ถึงมือ รมว.สาธารณสุข

2 ตุลาคม 2557 ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่าย รวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 20,000 รายชื่อ เข้ายื่นต่อ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวและผลักดันเป็นกฎหมายต่อไป ตามคำมั่นสัญญาของรัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ประกาศวาทกรรมคืนความสุขให้แก่ประชาชน

ขณะที่ นพ.รัชตะ กล่าวยืนยันว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมรับเรื่องไปดำเนินการ โดยจะเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ จากนั้นเมื่อผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทันที

“ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. … อยู่ในแผนพัฒนากฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยได้ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ฉบับนี้ด้วย” (สำนักโฆษก ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th 2 ตุลาคม 2557)

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมคณะทำงานเพื่อหารือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะนำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ มาหารือด้วย หากได้ข้อสรุปในการดำเนินการจะแจ้งให้ทราบความคืบหน้าต่อไป

ภายหลังเข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.สาธารณสุข ปรียนันท์ ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ มีความสำคัญต่อคนไทยทุกคน เนื่องจากทุกคนมีโอกาสเจ็บป่วย และการรักษาทางการแพทย์ไม่สามารถเชื่อมั่นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ความผิดพลาดเป็นของคู่กันกับมนุษย์ แม้ระมัดระวังแล้วก็เกิดขึ้นได้ แต่ทุกชีวิตที่ต้องตายและพิการโดยไม่สมควรแก่เหตุ จึงควรได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที ไม่ควรปล่อยให้ญาติหรือผู้เสียหายไปฟ้องร้องกันเอาเอง เพราะนอกจากจะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกันและคนไข้ยังตกเป็นฝ่ายแพ้คดีเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังทำให้บุคคลากรทางการแพทย์ที่ดีต้องเสียขวัญและกำลังใจในการทำงานอีกด้วย

“ที่ผ่านมาคนไข้ไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยปลดล็อคความทุกข์นี้ได้ โดยมีสาระสำคัญคือ มีกองทุนชดเชยความเสียหายที่รวดเร็วและเป็นธรรม โดยใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี มีคณะกรรมการกลางขึ้นมาพิจารณาและนำข้อผิดพลาดต่าง ๆ ไปเป็นบทเรียนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ กระบวนการนี้จึงเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุจนถึงปลายเหตุ ซึ่งเป็นผลดีกับทุกฝ่าย การฟ้องร้องจะน้อยลง เพราะมีการเยียวยาทันท่วงที ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม”

จากคำยืนยันของ รมว.สาธารณสุข ที่ให้คำมั่นว่าจะพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็ว ทำให้ปรียนันท์และเครือข่ายผู้เสียหายฯ รู้สึกมีความหวังมากกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา และหวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะได้รับการผลักดันด้วยความจริงใจ

 

injuryact-2

+ กว่า 10 ปี บนเส้นทางการต่อสู้

ในฐานะผู้เคยประสบเคราะห์กรรมครั้งร้ายแรงในชีวิต จากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่ทำให้บุตรชายของเธอเกิดอาการแขนขาข้างซ้ายไม่สมบูรณ์หลังคลอดเพียงไม่กี่วัน จนส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต เป็นเหตุให้ปรียนันท์ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมเป็นระยะเวลา 23 ปี แม้จนถึงวันนี้เธอก็ยังสู้ต่อ เพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับเหยื่อรายอื่นต่อไป

ปรียนันท์ลำดับเหตุการณ์ให้ฟังว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. … เกิดขึ้นจากการเรียกร้องของกลุ่มคนไข้ที่รวมตัวกันตั้งแต่ปี 2545 เพื่อขอให้มีกองทุนชดเชยความเสียหายจากการรักษาที่ผิดพลาด เนื่องจากไม่มีคนไข้รายใดต้องการฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะนอกจากต้องสูญเสียทั้งเงินทองและระยะเวลาที่ยาวนานนับ 10-20 ปีแล้ว ยังเป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน อีกทั้งคนไข้ก็มักเป็นฝ่ายแพ้คดีเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในเวชระเบียนการรักษา ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความเสียหาย

วิกฤติความขัดแย้งระหว่างหมอกับคนไข้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในภาวะการณ์ที่บริการด้านสาธารณสุขถูกแปรสภาพไปเป็น ‘ธุรกิจการแพทย์-แพทย์พาณิชย์’ มากขึ้น จากความสัมพันธ์ที่คนไข้เคยไว้เนื้อเชื่อใจ กลายเป็นความคลางแคลงใจ และลดระดับลงมาเป็น ‘ผู้ให้บริการ’ กับ ‘ลูกค้า’ ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็เริ่มรู้เท่าทันถึง ‘สิทธิ’ ของตนเองมากขึ้น จึงไม่ยอมตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอีกต่อไป

สถิติการร้องเรียนของประชาชนไปยังแพทยสภาและข้อพิพาทระหว่างหมอกับคนไข้ มีแนวโน้มที่จะขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่มีกระบวนการเยียวยาผู้เสียหาย หลายกรณีจึงนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลจำนวนมาก

ช่วงปี 2545-2549 เกิดคดีความที่คนไข้ฟ้องหมอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคดีคนไข้ถูกยิงเสียชีวิต เกิดกรณีหมอติดคุกโดยไม่รอลงอาญา และเกิดกรณีคนไข้ติดคุกเพราะนำเวชระเบียนออกนอกเขตโรงพยาบาล ฯลฯ ท่ามกลางคดีความที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ก็ร้าวลึกลงไปอย่างน่าหวาดหวั่น

บทเรียนที่ผ่านมาทำให้หลายฝ่ายต้องหันกลับมาทบทวนเพื่อแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว จนกระทั่งนำมาสู่การยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. … ครั้งแรกในสมัย นพ.มงคล ณ สงขลา รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปี 2549 ภายใต้เจตนารมณ์สำคัญเพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้ โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการคือ

  1. ตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย
  2. ตั้งคณะกรรมการกลางพิจารณาการชดเชยที่เป็นธรรมและรวดเร็ว (ภายในไม่เกิน 1 ปี)
  3. นำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย (ป้องกันที่ต้นเหตุ)

อย่างไรก็ดี ปรียนันท์เล่าว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แม้จะถูกนำเข้าไปเป็นวาระเพื่อการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ท้ายที่สุดกลับไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากทั้งสองรัฐบาลไม่สามารถฝ่าด่านการต่อต้านของกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ได้

“ฝ่ายที่คัดค้านเรื่องนี้มาตลอดคือ แพทยสภา โดยเห็นว่าควรให้คนไข้ไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาเอง เช่นเดียวกับแพทย์บางกลุ่มก็ออกมาแต่งชุดดำประท้วง ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็ไม่มีใครกล้าแตะเรื่องนี้ เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน” ปรียนันท์ กล่าว

 

injuryact-3

+ สาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

ร่าง พ.ร.บ. ทุกฉบับที่ถูกเสนอขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นร่างฉบับเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ฉบับภาคประชาชน ฉบับคุณหมอ ฉบับรัฐบาล ตั้งแต่ยุค คมช. ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ล้วนถูกเตะถ่วงและตีตกไปในที่สุด

จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยมีคณะกรรมปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เป็นผู้ยกร่างเมื่อต้นปี 2557

“เชื่อว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ เป็นร่างที่สมบูรณ์ที่สุด และจะช่วยลดความเห็นต่างของทุกฝ่ายมากที่สุด ซึ่งในรายชื่อผู้ร่วมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็มีแพทย์มาร่วมลงชื่อเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นประโยชน์ต่อตัวแพทย์เอง และสะท้อนได้ว่าแพทย์มีทัศนคติที่ดีขึ้น ยกเว้นว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะออกมาสกัดกั้นด้วยกลวิธีแบบเดิมๆ ซึ่งอาจทำให้การประชุมร่วมของทุกภาคส่วนล่มลงอีก” ปรียนันท์ กล่าว

หลักใหญ่ใจความของร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่ปรียนันท์เชื่อว่ามีความยืดหยุ่นต่อทุกฝ่ายมากที่สุด คือ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมผู้ป่วยในทุกสิทธิประโยชน์ ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการข้าราชการ ยกเว้นโรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้เข้าร่วมแบบ ‘ภาคสมัครใจ’ ซึ่งแตกต่างจากร่างกฎหมายฉบับเดิมที่บังคับใช้กับโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ซึ่งกรณีนี้ทำให้กระทบต่อธุรกิจการขายประกันของโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงมีบางประเด็นที่ทำให้ทำให้แพทย์บางกลุ่มออกมาต่อต้าน เพราะมีความกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้อง

ทั้งนี้ สาระสำคัญที่บรรจุอยู่ในร่าง พ.ร.บ.เกือบทุกฉบับที่ผ่านมา ล้วนมีเจตนารมณ์ในทิศทางเดียวกันคือ มุ่งสร้างความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย มีกลไกเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบบริการสาธารณสุข ลดการฟ้องร้องของผู้ป่วยต่อแพทย์และสถานพยาบาล และประการสำคัญคือ การชดเชยให้กับผู้ได้รับความเสียหายโดย ‘ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความรับผิด’ ภายใต้กรอบวงเงินการชดเชยตามระดับของความเสียหาย สอดคล้องตามหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ปรียนันท์ตั้งความหวังไว้ว่า หากรัฐบาลและ รมว.สาธารณสุขคนปัจจุบัน มีความกล้าหาญ โดยยึดเอาประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ คาดว่าจะสามารถพิจารณาเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนนับจากนี้

“ความยุติธรรมในการชดเชยความเสียหายให้กับผู้ป่วยนี้ แม้จะไม่คุ้มค่ากับชีวิตที่เสียไป หรือความพิการที่เกิดขึ้น แต่ก็สามารถเยียวยาจิตใจคนไข้ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งจะสามารถลดการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้ได้ กฎหมายนี้จึงเป็นประโยชน์กับคนทั้งประเทศ” เธอบอก

10 ปีมาแล้วที่ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เปรียบเหมือนเผือกร้อนที่ทุกรัฐบาลไม่อยากจับต้อง มาถึงวันนี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งถึงความจริงใจของรัฐบาลยุค คสช. ที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา” และจะสามารถคืนความสุขให้ประชาชนอย่างที่กล่าวอ้างได้จริงหรือไม่

 

ข้อมูลและภาพประกอบ

change.org/injuryact

thai-medical-error.blogspot.com

facebook.com/preeyanan.lorsermvattana

logo

อภิรดา มีเดชร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ป่วย วัดใจรัฐบาลคืนความสุข

Related Posts

ยื่น 15,000 รายชื่อให้ สนช. ยกระดับแพทยสภา

ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ พร้อมกับเครือข่ายอื่นๆ กว่า 25 ราย เข้ายื่นหนังสือพร้อมรายชื่อประชาชน 15,000 ราย กับรองประธานสภานิติบัญญัติ เพื่อขอให้แก้ไข พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ให้แพทยสภามีคนนอกเข้าเป็นกรรมการได้

ความสัมพันธ์สร้างสรรค์ระหว่างแพทย์กับคนไข้

เพราะใฝ่ฝันถึงการผลักดัน 'ความปลอดภัยของผู้ป่วย' เป็นวาระแห่งชาติ แพทย์คนหนึ่งจึงมองเห็นช่องทางที่จะทำให้บุคลากรสาธารณสุขและคนไข้ วางความขัดแย้งไว้เบื้องหลัง แล้วหันหน้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกและการป้องกันร่วมกัน

รพ.เอกชน แพงไปไหม?

นาทีนี้สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาท้าทายด้านมนุษยธรรมอย่างหนักหน่วง เกิดคำถามมากมายต่อการชั่งน้ำหนักระหว่างการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ประสบชะตากรรม กับผลประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์ชาติ