ผู้บริโภคไทย เต็มใจถูกหลอก

consumer-right-1

 

เจ็บแล้วไม่จำ – รู้ว่าเขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก – ช่างมัน ฉันไม่แคร์ ฯลฯ เป็นพฤติกรรมที่ฝังอยู่ในสายเลือดของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ซึ่งยอมถูกเอารัดเอาเปรียบจากการซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นธรรม จนปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนรู้สึกชินชา คิดเสียว่าแล้วแต่บุญแต่กรรม ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

ข้อสังเกตข้างต้นนี้ ไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริงเท่าใดนัก เพราะจากการสำรวจสถานการณ์ของผู้บริโภค ปี 2555 ได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานะของพฤติกรรมผู้บริโภคยังน่าเป็นห่วง มีจุดอ่อนและช่องโหว่ที่ทำให้ถูกเอาเปรียบได้ง่าย

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) และเครือข่ายเภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค เผยผลสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคใน 19 จังหวัด ผ่านแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,140 ชุด พบข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องสิทธิเป็นอย่างดี รู้ว่าตนเองมีอิสระในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าประเภทนั้นๆ รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้า ความเป็นธรรมในการทำสัญญา รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาชดเชยความเสียหาย โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีถึงดีมากเลยทีเดียว

แต่ที่น่าสลดใจก็คือ แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรับรู้รับทราบในสิทธิอันพึงมีของตนเองแล้ว แต่ก็พร้อมที่จะถูกหลอก โดยพบว่ามีผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าและบริการที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาและอาหาร จำนวน 4 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย และเจ็บป่วย 1 ราย

หันมาดูในแง่ของพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทไร้คุณค่าทางโภชนาการก็ยังมีสัดส่วนที่สูงมาก ได้แก่ อาหารที่มีไขมันสูง น้ำอัดลมและน้ำหวาน ขนมกรุบกรอบ โดยมีผู้นิยมบริโภคสูงถึง 95.44 เปอร์เซ็นต์ 82.1 เปอร์เซ็นต์ และ 72.81 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพและบริการสุขภาพอย่างถูกต้องมีเพียง 3.77 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับมือและแก้ปัญหาจากการใช้สินค้าและบริการที่ไม่เป็นธรรมเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง โดยไล่เรียงตามระดับของความตื่นตัว สามารถจำแนกได้ดังนี้

 

  • 19.1 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย
  • 2 เปอร์เซ็นต์ โทรศัพท์ไปต่อว่าร้านค้า
  • 53.9 เปอร์เซ็นต์ ขอคืนสินค้าและเปลี่ยนสินค้าใหม่
  • 7.2 เปอร์เซ็นต์ ขอคืนสินค้าและขอให้ร้านค้าชดเชย
  • 14.2 เปอร์เซ็นต์ ขอคืนสินค้าและแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อปกป้องมิให้ผู้อื่นต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับตนเอง
  • 3.6 เปอร์เซ็นต์ เลือกวิธีอื่นๆ

 

จากผลสำรวจครั้งนี้ทำให้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า แม้ผู้บริโภคชาวไทยจะมีความรู้ด้านสิทธิของตนเองในเกณฑ์ที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ตระหนัก และยังยอมเสี่ยงที่จะใช้สินค้าหรือบริการที่มีปัญหาเหล่านั้นต่อไป ขณะที่การปกป้องสิทธิก็เป็นไปในลักษณะตัวใครตัวมัน และบางส่วนก็ยอมถูกละเมิดสิทธิ์ ซึ่งสะท้อนได้ว่ากลไกในการคุ้มครองผู้บริโภคยังมีช่องโหว่ที่ต้องเติมเต็ม

 

consumer-right-3

 

ตัดตอนองค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค

‘องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค’ เป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยอุดช่องว่างทางความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้บริโภค ซึ่งรัฐธรรมนูญทั้งในฉบับ 2540 และ 2550 ต่างให้ความสำคัญกับการตั้งองค์การดังกล่าว เพื่อให้เป็นหน่วยงานในการปกป้องดูแลผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย ให้ความเห็นในการออกฎหมายและมาตรการต่างๆ โดยมีร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ถูกเสนอโดยภาคประชาชนตั้งแต่ปี 2541

แต่ผ่านมาแล้ว 15 ปี ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งได้ สวนทางกับปัญหาการละเมิดสิทธิผู้บริโภคที่นับวันก็ยิ่งรุนแรง ผ่านเล่ห์กลการโฆษณาที่ซับซ้อนแยบยลมากขึ้น

เดิมทีร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระฯ ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและวุฒิสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงปี 2554 แต่เมื่อส่งคืนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ปรากฏว่าไม่ผ่านความเห็นชอบ และมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาใหม่ ทำให้องค์กรภาคประชาชนหวั่นวิตกว่าอาจมีการใช้อำนาจทางการเมืองเข้าแทรกแซง หรือมีความพยายามลดบทบาทของคณะกรรมการองค์การอิสระฯ เนื่องจากองค์การอิสระฯ จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบภาคเอกชนและภาคธุรกิจ รวมถึงการเปิดเผยชื่อสินค้าหรือบริการที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินคดีคดีอาญาหรือคดีแพ่งต่อไป

ด้วยเหตุนี้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) จึงได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้เร่งรัดการตรา พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ตามมาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันแก่ผู้บริโภค และเห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการให้มีตัวแทนผู้บริโภคในสัดส่วนที่เหมาะสม และเสนอให้เพิ่มเพดานบทลงโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ประกอบธุรกิจที่ก่อปัญหาซ้ำซาก รวมถึงมีข้อเสนอแนะอื่นๆ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 5 แล้วที่ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี แต่กลับยังไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน

เมื่อการตรากฎหมายเพื่อรองรับการจัดตั้งองค์การอิสระฯ ถูกแช่แข็ง สิทธิของผู้บริโภคที่สมควรได้รับการคุ้มครองจึงถูกละเลยและมองข้าม ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 ที่ระบุว่า

 

สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครองในการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย

 

สุดท้ายแล้ว การจัดตั้งองค์การอิสระฯ จึงตกอยู่ในวังวนของการช่วงชิงอำนาจ หรือกระทั่งอาจถูกตัดตอนจนกลายเป็นองค์กรที่ไม่อิสระในที่สุด

 

 

สนับสนุนโดย

อภิรดา มีเดชผู้บริโภคไทย เต็มใจถูกหลอก

Related Posts

ปอกเปลือกมายา ‘ผลิตภัณฑ์สุขภาพ’ หลอกลวง

ปรากฏการณ์ ‘เมจิกสกิน’ ที่มียอดผู้เสียหายเกือบ 1,000 ราย กับมูลค่าความเสียหายเกือบ 300 ล้านบาท และเหล่าดารานักแสดงที่มีส่วนพัวพันร่วม 60 ชีวิต คือบทสะท้อนของยุค ‘มายาโฆษณาบันเทิง’ และเป็นเหมือนเม็ดสิวที่กำลังอักเสบ

มนุษย์ซูเปอร์มาร์เก็ต ห่วงโซ่อุปทาน และอาหารที่ยั่งยืน

งานเสวนา 'มนุษย์ซุปเปอร์ (มาร์เก็ต)' จัดโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก และองค์การอ็อกแฟมประเทศไทย ว่าด้วยระบบห่วงโซ่อุปทานอาหารที่เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูปและกระจายสินค้า เรียกได้ว่าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ในห้องทดลองยานั้น มีคนตาย

ประวัติศาสตร์การเพิกถอนยาเจ็ดชนิดที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ อันมีผลโยงใยถึงความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) กับบรรษัทยารายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ