เรื่องขาวที่ไม่เป็นข่าว

citra ad

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานข่าวว่า ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยูนิลีเวอร์ ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ครีมบำรุงผิว ซิตร้า รุ่น ซิตร้า เพิร์ล ไวท์ ยูวี  ได้ออกมาขอโทษเรื่องแคมเปญที่เปิดเวทีให้นักศึกษามหาวิทยาลัยประกวดผิวขาว เพื่อโปรโมทสินค้า โดยมีรางวัลตอบแทนเป็นทุนการศึกษา โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเจตนาเรื่องการเหยียดสีผิวแต่อย่างใด

นอกจากเอเอฟพี แล้ว สเตรทไทมส์ เทเลกราฟ ฯลฯ  ยังนำเสนอข่าวนี้อย่างกว้างขวาง ต่างจากสื่อประเทศไทย กลับเงียบและไม่ได้นำเสนอข่าวนี้อย่างแพร่หลาย

หลังจากปล่อยแคมเปญ เชิญชวนให้นิสิต นักศึกษา ส่งรูปตัวเองตอนใส่เครื่องแบบพร้อมถือขวดโลชั่น  ส่งเข้าประกวดเพื่อเพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท  จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่า พยายามเชื่อมโยงสีผิวกับการศึกษา และสถานภาพทางเศรษฐกิจ เช่น

“ตอนนี้ เราสามารถได้รับทุนการศึกษาจากผิวที่ขาว ไม่ใช่เพราะผลการเรียนที่ดีแล้ว ” เจ้าของชื่อ MyOwnDream ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอมให้ความเห็น

ด้าน ผู้ที่ใช้นามแฝงว่า aekapopG ก็แสดงความเห็นว่า คนไทยถูกล้างสมองให้นิยมความขาว มาตั้งนานแล้ว

แต่บางคนก็ออกมาปกป้อง…

“ก็บริษัทเค้าขายผลิตภัณฑ์ปรับผิวให้ขาว เค้าก็เลยให้รางวัลแก่คนที่ผิวขาวน่ะสิ ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน” เจ้าของชื่อ Valentika แสดงความเห็นตรงข้าม

ด้านยูนิลีเวอร์ประเทศไทย ออกมาแถลงขออภัยพร้อมชี้แจงจุดประสงค์แท้จริงของแคมเปญดังกล่าวว่า มีเพื่อกระตุ้นให้ “ผู้บริโภคที่ต้องการมีผิวขาวขึ้น”  ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์  ผ่านแคมเปญ Citra 3D Brightening Girls Search  เท่านั้นและแคมเปญนี้ คิดและพัฒนาขึ้นในประเทศไทย และไม่ได้มีเจตนาแบ่งแยกหรือเหยียดสีผิวใดๆ ทั้งสิ้น”

 

citra ad 2

“เราต้องขออภัยที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดมากมาย  ต่อไปซิตร้าจะใส่ใจและคำนึงถึงประเด็นที่อ่อนไหวในการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้มากกว่านี้”  อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า จะยังคงโฆษณา “ชวนเผยผิวในเครื่องแบบ” ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ไว้หรือไม่

สำนักข่าว เอเอฟฟีให้ข้อมูลว่า ยูนิลิเวอร์ มีสินค้าอยู่กว่า 400 แบรนด์ จัดจำหน่ายในกว่า 190 ประเทศทั่วโลกมีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์  ทั้งนี้ในตลาดประเทศไทยมีครีมปรับผิวขาวเป็นจำนวนมาก เพราะค่านิยมของผู้บริโภคไทย ที่ได้ต้นแบบมาจากดารานางแบบในโทรทัศน์และป้ายโฆษณาต่างๆ

chacoal Donut

เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ เดือนกันยายนที่ผ่านมา กรณี โดนัท สัญชาติอเมริกาอย่างดันกิ้น โดนัท ที่ออกมาขออภัยและถอดโฆษณาชุดโดนัทชาโคลออกไป โดยโฆษณาดังกล่าว แสดงแบบโดยนางแบบที่ถูกทาใบหน้าด้วยสีดำ ระบายริมฝีปากด้วยสีชมพู  และโดนกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาโจมตีว่าเป็นการเหยียดสีผิว และโดนสังคมโซเชียลออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุด นิตยสาร โว้กประเทศไทย ที่รีทัชสีผิวของ นาโอมิ แคมพ์เบลล์ ให้ดูขาวขึ้นรวมทั้งเปลี่ยนสีตา ก็ถูกสื่ออเมริกัน Huffington Post นำไปเสนอในบทความว่า นางแบบสาวดูเปลี่ยนไป จนจำแทบไม่ได้ เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อในสื่อต่างประเทศ

โดยทีมงานโว้ก ประเทศไทย อธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ด้วยการนำจดหมายของ Marcin Tyszka ช่างภาพผู้ถ่ายแฟชั่นชุดนี้ มาชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาจะถ่ายภาพ หรือแต่งภาพเพื่อลดความเข้มของสีผิวนางแบบแต่อย่างใด แต่การใช้โทนแสงพาสเทล และสีอ่อนๆ แบบนี้เป็นสไตล์ส่วนตัว ภาพที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการจัดแสง และการแต่งหน้าที่ต้องการเน้นเสน่ห์แบบยุค 60s เป็นหลัก และยืนยันว่าเอเย่นต์ส่วนตัวของ แคมพ์เบล และเจ้าตัวเองก็พอใจกับภาพดังกล่าว โดยถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์อย่างหนึ่ง

“เราขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาเหยียดสีผิวแต่อย่างใด เพราะถ้าแบ่งแยกสีผิวจริงๆ คงไม่มี นาโอมิแคมพ์เบลมาขึ้นปก รวมถึงนางแบบต่างชาติคนอื่นๆ”  นิตยสาร โว้ก ประเทศไทย ย้ำ

 

Vogue

 

*************************************
(ที่มา :  globalpost.com)

 

สนับสนุนโดย

 

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

เป็นหญิงแกร่งหลังบ้าน WAY ที่แท้จริง อาจมีผลงานปรากฏสู่สายตาไม่ถี่บ่อยนัก แต่ทุกชิ้นรับประกันคุณภาพจากประสบการณ์ในสายงานข่าวที่คลุกคลี ทั้งสัมภาษณ์ บันเทิง และไลฟ์สไตล์

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะเรื่องขาวที่ไม่เป็นข่าว

Related Posts

American Dream: คนดำผู้ยากจน คนขาวผู้ก้าวร้าว

เหตุรุนแรงที่ชาร์ล็อตส์วิลล์ ที่มีจุดเริ่มต้นจากสมัยสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา เมื่อ 'การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ' ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกกดทับมาอย่างยาวนาน นี่คือบทสนทนาเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ แบบเผ็ดๆ กับ ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชาร์ล็อตส์วิลล์: การกลับมาของลัทธิคนขาวสุดโต่ง

บทสรุปของความรุนแรงที่เพิ่งเริ่มต้นในเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา การกลับมาของกลุ่มขวาสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็น White Supremacist, KKK และนีโอนาซิสม์ บนดินแดนแห่งความขัดแย้งตั้งแต่สงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา