A-Z เรื่องเมาท์ (คนหูเบาไม่ควรอ่าน) - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

A-Z เรื่องเมาท์ (คนหูเบาไม่ควรอ่าน)

เรื่อง : พรเทพ เฮง , ลีน่าร์ กาซอ

ข่าวลือคือ ข่าวจริงหรือไม่จริง ไม่มีใครอยากยืนยัน เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครออกมารับหรือปฏิเสธ

พื้นที่ความเป็นส่วนตัวของ คนดัง-เซเล็บฯ ดารา นักร้อง นักการเมือง (หรือที่มีชื่อเล่นว่า บุคคลสาธารณะ) ถูกลดทอนลง แทนที่ด้วยชื่อเสียงและเงินทอง นี่คือ กฎข้อแรกๆ ที่คนมีชื่อเสียงต้องเรียนรู้ว่า การเป็น public figure ต้องเดินคู่มากับข่าวลือเสียงซุบซิบนินทาเสมอ

ว่ากันว่า ยิ่งไต่ระดับขึ้นเป็น ‘ตำนาน’ ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายทางข่าวลือราคาแพงและยาวนาน

และต่อไปนี้ คือการไล่ตัวอักษรชื่อคนดังจาก A ถึง Z เพื่อหาตัวอย่างเรื่องเมาท์เอาสนุกปากล้วนๆ (เรารู้ว่า คุณเองก็อาจมีบัญชีเรื่องเมาท์ A-Z ยาวเป็นหางว่าวเก็บไว้กับตัวอยู่เหมือนกัน)

หากอ่านแล้วคันปากอยากเติมข้อมูลลงในหมวดหมู่ตัวอักษรใด เชิญว่ากันตามอัธยาศัย

ก็แหม…เคล็ดวิชาขั้นสุดยอดของการเมาท์ มันอยู่ที่การช่วยกันเติมข้อมูลนี่แหละ

 

 

A
นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong)

เข้ารีตอิสลาม

ช่วงที่อเมริกากับสหภาพโซเวียต (ขณะนั้น) แข่งกันเป็นเจ้าอวกาศ มีข่าวว่านักบินอวกาศของโซเวียตมองกลับเข้ามายังโลกแล้วเห็นพระเจ้า นักบินโซเวียตผู้นั้นจึงหันมานับถืออิสลามตลอดชีวิต

มนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์อย่าง นีล อาร์มสตรอง เจ้าของวาทะ ‘ก้าวเล็กๆ ของมนุษย์ แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ’ ก็มีข่าวลือทำนองนี้เหมือนกัน เพราะหลังจากกลับมายังโลกแล้วนั้น ก็มีข่าวแพร่กระจายไปในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามว่า เขาก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาเป็นอิสลาม เป็นชาวมุสลิมที่ดี

นัยว่านีล อาร์มสตรองพบหรือได้ยินบางสิ่งบางอย่างบนดวงจันทร์จนเปลี่ยนแปลงความเชื่อและศรัทธาของตัวเอง

แหม…ลือกันไปได้

 

ความจริง (หรือไม่ก็ไม่รู้)

หลังจากเป็นข่าวลืออยู่นาน หนังสือที่ออกมาในปี 2548 ‘Authorized Biography of Neil Armstrong’ ซึ่งเขียนโดย ‘James R. Hasen’ ก็เขียนถึงข่าวลือนี้และนีล อาร์มสตรองก็ออกมาปฏิเสธว่า ข่าวเล่าลือไม่เป็นความจริง และเขาเองก็ไม่ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม

 

 

 

 

B
จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush)

ขี้เมาหยำเป เทคยา บ้าร็อคแอนด์โรล

สุดทีนเลยพ่อคนนี้ ถ้าไม่มีข่าวลือเกี่ยวกับบุรุษหมายเลข 1 ของโลกสิ จะเป็นเรื่องแปลก

จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดี 2 สมัยของอเมริกันชนที่จะพ้นตำแหน่งในอีกไม่นานนั้น ตอนเป็นวัยรุ่นเปรี้ยวทีนใช่เล่น ทั้งขี้เมา เล่นโคเคนเสพกัญชา บ้าปาร์ตี้ร็อคแอนด์โรล และซกมกสุดๆ โดยเฉพาะสนิทสนมกับวงบลูส์ร็อคสุดดังของเท็กซัส ‘ซีซีท็อป’ ในชีวิตมหาวิทยาลัยเขาหมกมุ่นอยู่กับเซ็กส์ เหล้า ยา และความเหลวไหล ผลการเรียนก็ลุ่มๆ ดอนๆ แถมถึงเวลาทำงานก็ไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ จนอายุ 40 เรียกว่ากว่าจะตั้งลำได้ก็เกือบครึ่งชีวิต

สุดยอดสมกับเป็นไฮโซแยงกี้จริงๆ ตอนนี้ไฮโซลูกนายกฯ ในประเทศสารขัณฑ์คนหนึ่งกำลังเลียนแบบอยู่ อิอิ…

 

ความจริง (หรือไม่ก็ไม่รู้)

ข้อมูลข่าวลือนี้ถูกอ้างเป็นลายลักษณ์อักษรโดย อีวาน โธมัส ในนิตยสารนิวส์วีค ซึ่งข้อเขียนชิ้นนี้ถูกท่านประธานาธิบดีออกมาบอกปัดว่าเป็นเรื่องตอนเป็นวัยรุ่นๆ แต่ไม่ปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

 

C
ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro)

รวยสุดๆ ในโลกสังคมนิยม
แหม…ใครว่าเป็นคอมมิวนิสต์แล้วไม่รวย ขอเถียงหัวชนฝา

นักปฏิวัติที่มีชื่อเสียงก้องโลก อย่าง ฟิเดล คาสโตร ที่นำรัฐนาวาประเทศคิวบาอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว มีเงินทองมากมายมหาศาลและติดเป็นหนึ่งในเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แม้ประเทศจะถูกกีดกันทุกอย่างจากอเมริกาก็ตาม

แม้ดูภายนอกจะใช้ชีวิตสันโดษสมถะ แต่คาสโตรมีสินทรัพย์ทั้งในคิวบาและสวิสฯ รวมกันถึง 30,000 ล้านบาท รวยกว่าสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษเสียอีก

จะไม่รวยได้ไง แค่ซิการ์ที่สูบก็มวนละเป็นแสนแล้ว อิอิ

 

ความจริง (หรือไม่ก็ไม่รู้)

ในปี 2005 (2548) นิตยสารฟอร์บส์ นิตยสารเกี่ยวกับการเงินและธุรกิจของอเมริกา ได้ออกมายืนยันถึงข่าวลือนี้ เพราะชื่อของฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบา ติดอยู่ในรายชื่อของคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยประเมินสินทรัพย์ไว้ที่ 550 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 16,500 ล้านบาท แต่หากบวกกับข่าวลือถึงเงินสดจำนวนมหาศาลที่อยู่ในธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ ก็อาจะมีถึง 30,000 ล้านบาท

ซึ่งทางฟอร์บส์ก็ออกตัวว่าทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์

 

 

 

D
โรอัลด์ ดาห์ล (Roald Dahl)

ไม่ชอบปิ๊กมี่
ต๊าย ตาย…พ่อคนนี้ไม่ชอบของดำ

โรอัลด์ ดาห์ล นะ โรอัลด์ ดาห์ล หน้าฉากก็อบอุ่นอ่อนโยน เต็มไปด้วยจินตนาการที่ฟุ้งฝันน่ารัก แต่ตัวจริงกลับเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ ก็ในหนังสือ ‘ชาร์ลีกับโรงงานช็อคโกแลต’ นั่นไง ใครๆ ก็บอกว่าโรอัลด์ ดาห์ล มีทัศนคติแบบนี้กันโต้งๆ ไม่ปิดเม้ม ก็เล่นให้อุมป้า-ลุมป้า เป็นคนปิ๊กมี่จากแอฟริกาออกปานนั้น ซ่อนแฝงกันเห็นๆ

 

ความจริง (หรือไม่ก็ไม่รู้)

ข่าวลือในวงการวรรณกรรมนี้มีต้นตอมาจาก คริส รัสมุสเซน (Kris Rasmussen) เจ้าของหนังสือเรื่อง ‘WonkaMania’ วิเคราะห์หนังสือเรื่องชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต ของโรอัลด์ ดาห์ล ว่า เนื้อหาในวรรณกรรมเรื่องนี้ได้บ่งชี้ให้เห็นถึงลักษณะแนวคิดการเหยียดชนชาติโบราณแถบแอฟริกา อาหรับและฮิบรู (Anti-Semite) ทำให้เกิดกระแสของกลุ่ม NAACP (The National Association for the Advancement of Colored People) และกลุ่มอื่นๆ ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องทัศนคติการเหยียดผิวกับนักเขียนชื่อดังผู้ล่วงลับไปแล้ว

 

 

 

E
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

รักหมาหน้าฉาก
นี่ก็อบอุ่นอ่อนโยน เรียบง่ายสมถะอีกคน

เขาว่าไอน์สไตน์เป็นคนเพี้ยนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาเป็นอัจฉริยะ ซึ่งมีแค่เส้นบางๆ คั่นอยู่เพียงเท่านั้น เรื่องนี้เขาก็เมาท์กันกระจาย ภาพลักษณ์ที่แสนดีของไอน์สไตน์ที่มีต่อสุนัข อุ้มพาเที่ยวอย่างทะนุถนอมอบอุ่นอ่อนโยน แต่พอหายหลังปิดประตูเข้าในบ้านรีบโยนทิ้ง ล้างมือ ถอดเสื้อผ้า เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์จนเกลี้ยงสะอาด ด้วยความรังเกียจเชื้อโรคที่จะติดมากับตัวหมา

อ้าว…ก็รักหมานี่ แต่ไม่ได้รักเห็บ เหา ไร และเชื้อโรคในตัวหมานี่นา

 

ความจริง (หรือไม่ก็ไม่รู้)

ภาพไอน์สไตน์อุ้มหมาข้างถนน ตีพิมพ์ในนิตยสาร Life และข่าวเมาท์นี้ก็มาจากคนในนิตยสารเล่มเดียวกัน

 

 

 

F
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

โคเคน บำบัด โนเบล
วิเคราะห์และสร้างทฤษฎีทางจิตวิทยามาก็มาก แต่พอมาถึงตัวเองก็แก้ปัญหาไม่ตก ซิกมันด์ ฟรอยด์ มีเรื่องลึกแต่ไม่ลับหลายเรื่อง และเรื่องนี้ก็ลือกันมาว่าจริง หึ่งกันทั้งวงการนักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ เพราะผลพวงจากการพลาดรางวัลโนเบล ทำให้เขาหันมาใช้โคเคนอย่างรุนแรง ส่งผลข้างเคียงถึงการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และอาการพารานอยด์หรือหวาดระแวง จากข่าวลือตรงนี้แม้แต่ไอน์สไตน์ก็ยังปฏิเสธที่จะสนับสนุนฟรอยด์

 

ความจริง (หรือไม่ก็ไม่รู้)

จากข่าวลือตรงนี้ สู่การนำมาวินิจฉัยข้อคิดเห็นต่างๆ ในจดหมายหลายฉบับของฟรอยด์ ผ่านจากนักวิชาการด้านจิตวิทยาอีกทอดหนึ่ง และเห็นร่วมกันว่า จริง

 

 

 

G
มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)

ใช้เด็กสาวพิสูจน์ตบะ
เรื่องเซ็กส์ มักมีอะไรประหล้าด…ประหลาดเสมอ ไม่เว้นแม้แต่มหาบุรุษแห่งอินตระเดีย มหาตมะ คานธีที่มีกิจและวัตรปฏิบัติอันงดงามบริสุทธิ์ผุดผ่องในสายตาชาวโลก ในฐานะบิดาของอินเดีย ในการทดสอบตัวเองเกี่ยวกับเรื่องเพศ คานธีจะนอนกับเด็กสาวบริสุทธิ์ที่อยู่ในวัย 12 ขวบที่เนื้อตัวเปลือยเปล่าขนาบข้างทุกคืนอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีสัมพันธ์ทางเพศกัน

ท้ากิเลสกามราคะและตัณหาอย่างนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่ผู้ชายทั่วโลกสนใจ (แต่ท่าจะไม่รอด)

 

ความจริง (หรือไม่ก็ไม่รู้)

จากหนังสือ ‘The Sexual Teachings of the White Tigress: Secrets of the Female Taoist Masters’ เขียนโดย ซือ ไล (Hsi Lai) กล่าวถึงข่าวลือเรื่องนี้ของมหาตมะ คานธีว่า การทำอย่างนี้ของคานธี เป็นบทฝึกฝนที่มีมาแต่โบราณกาลที่จะทำให้พลังภายในของผู้ชายรู้สึกเป็นหนุ่มกระปรี้กระเปร่า ซึ่งลัทธิเต๋าเรียกวิธีการแบบนี้ว่า พื้นฐานสูงสุดของหยินมาเติมเต็มความเป็นหยาง

 

 

 

H
เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway)

ปมเด็กผู้หญิง
เจ้าของตำนานนักเขียนผู้นิยมชีวิตกลางแจ้ง ลูกผู้ชายพันธุ์แท้ชาวอเมริกัน อย่าง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ถูกแฉภาพเรื่องปมทางจิตในวัยเด็กออกมาจนได้ ด้วยเขาถูกอบรมเลี้ยงดูมาแบบเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะใส่เสื้อผ้าผู้หญิงเหมือนพี่สาวที่แก่กว่า 8 เดือนทุกอย่างจนอายุ 3 ขวบ เพราะแม่อยากได้ลูกสาวฝาแฝดเลยมาระบายออกด้วยวิธีการนี้

คงเก็บกดมานาน พอเริ่มโตเริ่มรู้ความ ปาป้าเฮมิงเวย์จึงสวิงกลับด้วยการทำตัวทุกรูปแบบตามวิถีทางของชาติชายอาชาไนย ทั้งล่าสัตว์ ตกปลา ออกสงคราม กินเหล้า วิวาทบาดถลุงกับผู้คน

โชคดีที่เฮมิงเวย์ไม่กลายเป็นเพศที่สามไปนะยะ...

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

ข่าวลือปากต่อปากเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากซีรีส์  ‘Two different sources disagree on how long this habit of his mother’s lasted’ เล็คเชอร์ซีรีส์ของช่องทีวีสาธารณะ (พีบีเอส) ของสหรัฐอเมริกา

 

 

 

I
บิลลี ไอดอล (Billy Idol)

พังโอเรียลเต็ล

ถ่อย เถื่อน สถุล กักขฬะ ต้องยกให้ขาพังค์ร็อค ในปี 2532 มีข่าวกระจายลือกันไปทั่ววงการดนตรีโลกว่า บิลลี ไอดอล เจ้าของฉายาไซเบอร์ พังค์ เดินทางมาเมืองไทย หลังแยกทางกับศรีภรรยาสุดที่รัก และมาปล่อยพฤติกรรมประเภทสัตว์เลื้อยคลานตัวเงินตัวทองไว้จั๋งหนับ ไม่ว่า การมั่วเซ็กส์ เสพยา และพังห้องพักในโรงแรมที่เข้าพัก โดยเฉพาะโรงแรมโอเรียลเต็ลที่เขาทุบเสียเกลี้ยงถึง 3,200 ยูเอสดอลลาร์ในยุคนั้น เท่ากับ 80,000 บาท

เบ็ดเสร็จที่เขามาอยู่ในกรุงเทพฯ 3 สัปดาห์ เขาผลาญเงินไปถึง 250,000 ยูเอสดอลลาร์ หรือประมาณ 6,250,000 บาท โดยไม่ถูกดำเนินคดีอะไรเลย
เจ๋งเจงเจง…สาด

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

ข่าวลือยังเป็นข่าวลือ ยังไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่มีเรื่องนี้อยู่ที่เว็บไซต์ www.80music.about.com

 

 

 

J
สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs)

เคยจีบโจอัน เบซ

คนดังระดับมิลเลียนแนร์ย่อมมีเรื่องกุ๊กกิ๊กถูกรื้อค้นเปิดโปงให้จั๊กจี้หัวใจเล่น อย่าง สตีฟ จอบส์ เจ้าพ่อแอปเปิลหรือแมคอินทอช ถูกลือหึ่งว่าในยุคแสวงหา ตอนที่ปวารณาตัวเองเป็นบุปผาชน เขาเสพโอสถหลอนจิต แอลเอสดี และเคยออกเดทกับโจอัน เบซ ราชินีเพลงโฟล์คยุคนั้น แต่ต้องอกหัก เพราะตอนนั้นป้าแกเป็นแฟนกับบ๊อบ ดีแลนอยู่

ฮือ…น่าเสียดาย ไมงั้นป่านนี้ โจอัน เบซ ได้เป็นเจ้าแม่ไอพอด ไอโฟน ไปแว้ว

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

เอลิซาเบธ โฮล์มส์ เพื่อนของจอบส์ที่วิทยาลัยรีด ได้ยืนยันถึงข่าวลือของจอบส์ว่าเป็นจริงในหนังสือ ‘The Second Coming of Steve Jobs’ ของ อลัน ดัตช์แมน

 

 

 

K
ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo)

ผู้หญิงเสือไบผู้หญิง

เสือไบ ผู้หญิงก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะศิลปินมักมีอะไรแปลกๆ แผลงๆ ไม่เหมือนชาวบ้าน หลายคนคงประทับใจและรู้จัก ฟรีดา ศิลปินสไตล์เซอร์เรียลลิสม์สาวชาวเม็กซิกันจากหนังชื่อเดียวกัน ที่นำแสดงโดย ซัลมา ฮาเย็ค

ในหนังนำเสนอความรื่นเริง ความหดหู่ และการสร้างสรรค์งานของฟรีดาจากเด็กจนตายได้ยอดเยี่ยม พร้อมแถมสัมพันธ์สวาทกับนักปฏิวัติชาวรัสเซียลีโอ ทรอตสกี เจ้าของลัทธิแก้ที่ต้องลี้ภัยไปหลบซ่อนการล่าสังหารของสตาลิน

นอกหนัง ในฐานะเมียของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของเม็กซิโก ในภาพลับอีกด้านหนึ่ง ฟรีดา มีรสนิยมในเรื่องเพศได้ทั้งสองอย่างคือ ไบเซ็กชวล ชายก็ได้หญิงก็ดี แถมเจ้าชู้สุดๆ ทั้งสองอย่าง

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

เฮอร์เรรา เฮย์เดน คนเขียนประวัติฟรีดา ได้เขียนถึงส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตเสือไบตามข่าวลือในหนังสือ ‘A Biography of Frida Kahlo’

 

 

 

L
ดี เอช ลอเรนส์ (D.H. Lawrence)

เกลียดผู้หญิง

นึกว่าจะเป็นคนมักชอบเรื่องเซ็กส์ บ้าผู้หญิง หมกมุ่นอยู่ในเรื่องใต้สะดือ  เพราะในนวนิยาย ‘ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์’ (Lady Chatterley’s lover) ก็สื่อชัดเจนแล้วแต่ทำไมทำมากับตรงข้าม

อ้าว…

แต่มีข่าวลือว่า ดี เอช ลอเรนส์ กลับเป็นคนที่เป็นโรคเกลียดหรือมีอคติต่อเพศหญิงที่เรียกว่า Misogyny ซึ่งเขาปกปิดเป็นความลับเป็นอย่างมาก เพราะจะไปเสียภาพลักษณ์ของนวนิยายฮอตฮิตอมตะเรื่องนี้

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

ในหนังสือเรื่อง The Troublesome Helpmate: A History of Misogyny in Literature ซึ่งเขียนโดย Katherine M. Rogers มีนามของ ดี เอช ลอเรนส์ รวมอยู่ด้วย โดยวิเคราะห์ว่าทัศนคติเกลียดผู้หญิงมีแฝงในงานเขียนของลอเรนส์เกือบทั้งหมด บวกรวมกับการระหองระแหงกับภรรยาอยู่เสมอด้วย

 

 

 

M
เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela)

เชียร์ บิล คลินตัน กรณี ‘อม’ สะท้านโลก

ไม่น่าเชื่อรูหูตัวเองว่า สำหรับหนึ่งในผู้นำของโลกที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง เนลสัน แมนเดลา นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและต่อต้านการเหยียดสีผิว เป็นผู้หนึ่งที่เดินทางมาให้กำลังใจและเชียร์อัพประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา ถึงทำเนียบขาว ในกรณีถูกถอดถอนจากตำแหน่ง (อิมพีชเมนท์) จากสภา เนื่องด้วยข้อหาเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ทางโอษฐกามกับนักศึกษาฝึกงาน ที่ชื่อ โมนิกา ลูวินสกี (จำได้มั้ย)

เอาน่า…ยังไงๆ ชั่วชีวิตของ เนลสัน แมนเดลา ก็ทำเรื่องดีๆ เอาไว้ตั้งหลายอย่าง

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

ฮิลลารี คลินตัน เขียนรำลึกบรรยากาศตอนนั้นไว้หมดเปลือกในหนังสือ ‘Living History Hillary Rodham Clinton’ (บันทึกฮิลลารี คลินตัน)

 

 

 

N
เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton)

ขโมยผลงาน

ที่จริง ชั่วชีวิตของนิวตันก็คงทำอะไรไว้มากกว่าการนอนอยู่ใต้ต้นแอปเปิล แล้วอยู่ๆ ก็คิดกฎแรงโน้มถ่วงได้แน่ๆ

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนิวตัน ชี้ให้เห็นความเป็นคนนิสัยไม่ดีหลายๆ อย่างในตัวบิดาแห่งพิสิกส์ยุคแรก ทั้งความเป็นคนใจแคบ ขี้อิจฉาริษยา และที่ร้ายสุดคือ ลักขโมยผลงานคนอื่นๆ แล้วอาศัยบารมีส่วนตัวแอบอ้างเอาดีเข้าตัวดื้อๆ ซะงั้น

ว่ากันว่า กฎของแรงโน้มถ่วงที่เขาคิดขึ้นมาได้ และสร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นนักฟิสิกส์ผู้เป็นอมตะนั้น ได้ไอเดียพื้นฐานและขโมยความคิดมาจากนักวิทยาศาสตร์ชื่อ โรเบิร์ต ฮูค

มากล่าวหาอย่างนั้นได้ไง ก็ความรู้เป็นเรื่องสากล

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

ในปี 1679 (พ.ศ. 2222) มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์ชื่อ โรเบิร์ต ฮูค ได้เขียนจดหมายถึงนิวตันเพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหาโจทย์เรื่องลักษณะวงโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ขณะถูกแรงที่แปรผกผันกับระยะทางยกกำลังสองกระทำ แต่ในเวลานั้น นิวตันเองก็ครุ่นคิด และรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงเช่นกัน และนิวตัน มีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงกว่า ปัญหาที่ฮูคถามจึงถูกแก้โจทย์เรียบร้อย และได้เรียบเรียงผลงานลงพิมพ์ใน Principia ในปี 1687 (2230)

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่ฮูคได้ออกมาโวยวายว่านิวตัน ขโมยความคิดของตน

 

 

 

O
เคนซาบุโร โอเอะ (Kenzaburo Oe)

เจอประธานเหมาจังๆ

นักเขียนรางวัลโนเบล ปี 1994 (2537) เคนซาบุโร โอเอะ เคยพบและพูดคุยกับเหมาเจ๋อตุงในปี 1960 (2504) เป็นข่าวลือที่คนมักไม่ค่อยเชื่อกัน โดยมักจะอมยิ้มเสมอ เพราะโอเอะ เพิ่งแต่งงานในปีนั้น และยังไม่โด่งดังมีชื่อสักเท่าไหร่ รวมถึงจีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวดในยุคสงครามเย็น รวมถึงโอเอะเป็นนักประชาธิปไตยที่เข้มข้นในโลกทุนนิยมตอนเป็นนักศึกษาด้วย คงยากที่จะเป็นไปได้

ก็เขาอยากเจอคนดัง

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
ข่าวลือนี้ก็คลี่คลายด้วยตัวของมันเอง เมื่อเจ้าตัว เคนซาบุโร โอเอะ มาเขียนบทความภาษาญี่ปุ่นและถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า ‘Denying History Disables Japan’ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1995 (2538) ลงในนิวยอร์ก ไทม์ส เล่าถึงบรรยากาศการได้พบประธานเหมา และโจวเอินไหล นายกฯ ในขณะนั้น

 

 

 

P
เปเล่ (Pele)
เปเล่นะยะ

โอ้ว! แม่เจ้า เปเล่เป็นเกย์ตอนวัยรุ่น

ยอดนักฟุตบอลเอกของโลก ถูกกล่าวหาผ่านการซัดกระหน่ำของข่าวลือที่แพร่กระจายไปทั่วว่า เขาเคยมีประสบการณ์ทางเพศแบบโฮโมเซ็กชวลหรือรักร่วมเพศตอนเป็นนักเตะวัยรุ่น โดยมีความสัมพันธ์ฉันเกย์กับหนึ่งโค้ชทีมเยาวชนสโมสรซานโตสที่เปเล่เคยสังกัดอยู่

นักฟุตบอลรุ่นนั้นเสียววาบๆ

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
ต้นตอข่าวลือทั้งหมดมาจากหนังสือ ‘I Am Diego’ ที่ออกในปี 2000 (พ.ศ. 2543) ของดีเอโก มาราโดนา แต่ก็มีการออกมาโต้กลับจากทางด้านเพื่อนสนิทของเปเล่ ซึ่งกล่าวถึงข้อกล่าวหาของมาราโดนาไว้ในหนังสือ ‘Pele: His Life and Times’ ของเปเล่ว่า เรื่องราวที่มาราโดนาเขียนไม่มีมูลความจริง เป็นความอิจฉาริษยาล้วนๆ ในการแย่งกันเป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลกที่ไม่มีอะไรเจือปน

ดูใจเอาเถอะพี่น้อง…งานนี้ใครควรถูกเหยียดหยามมากกว่ากัน

 

 

Q
จักรพรรดิปูยี (Pu Yi Qing)
ขายของเก่ากิน

จักรพรรดิตกยาก ไม่ว่าใครต้องทำอย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมดาในฐานะผู้แพ้ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าข่าวลือจะจริงหรือไม่ก็ตาม

ข่าวลือที่ไม่ดีเป็นไปในทางลบของ ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของประเทศจีน อีกหนึ่งข้อก็คือ เคยขโมยสมบัติจากเมืองเก่าและขายให้ชาวต่างชาติ เพื่อมาจุนเจือฐานะของตัวเอง หลังจากที่รัฐบาลไม่ยอมจ่ายเบี้ยเลี้ยงจำนวน 4 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

สูตรง่ายๆ ของข่าวนินทาข้อนี้ก็คือ เวลาคนเคยเป็นใหญ่ต้องตกทุกข์ได้ยากนั้น แทนที่จะทำให้คนเกิดความรู้สึกเศร้า มันกลับกลายเป็นอาหารเมาท์อันโอชะ

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
มูลความจริงยืนยันจากหนังสือเรื่อง ‘Unlocking the Secrets of the Last Emperor’s Final Marriage’ ซึ่งเขียนโดย เจีย หยิงฮัว (Jia Yinghua)

 

 

 

R
โรนัลดินโญ (Ronaldinho)
ลูกลับ

รูปไม่หล่อแต่เล่นบอลเก่งแถมรวยมหาศาล อดีตนักฟุตบอลเบอร์ 1 ของโลก เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว มีฝีเท้าเลอเลิศแล้ว ยังเที่ยวสะเด็ด ตระเวนราตรีไม่ยั้งในฐานะคนดัง ข่าวลือถึงการเบี้ยวซ้อม ไม่รายงานตัวกับสโมสรจนเป็นเรื่องปกติ และยิ่งปกติเมื่อฟอร์มพี่แกบู่อย่างรวดเร็ว

แต่ข่าวที่คนไม่ค่อยเชื่อ และลือออกมาคือ โรนัลดินโญมีลูกแล้ว แต่เป็นลูกลับๆ เป็นเพศชาย ตั้งชื่อว่า ‘Joao’ ซึ่งเกิดจาก จาไนนา แนทเทียลเล วิอานา เมนเดส (Janaína Nattielle Viana Mendes) นางระบำชาวบราซิลในรายการโชว์ที่เขาไปติดพัน

นี่สิลูกผู้ชายตัวจริง เอ้า…เฮ

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
หลังลือกันได้ลือกันดี โรนัลดินโญก็ออกมาเปิดปากยอมรับในรายงานข่าวชื่อ ‘Ronaldinho Gaúcho fala sobre seu filho pela primeira vez’ ของ UOL Esporte เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 ในข่าวบอกว่า รับแต่ลูกไม่รับแม่

 

 

 

S
โซคราตีส (Socrates)
เขาคือคนดำ

ตกตะลึงกันถ้วนหน้าในวงวิชาการด้านปรัชญา การเมือง และประวัติศาสตร์ งงกันเป็นแถบๆ เมื่อมีการตั้งข้อเสนอว่า โซคราตีส ปราชญ์เมธีชาวกรีกเป็นคนแอฟริกันผิวดำ เพราะองค์ความรู้ที่นำเสนอนั้นคล้ายกับสายแอฟริกาแบบเอธิโอเปียนมากกว่าเอเธเนียน ซึ่งหลายๆ คนก็ฮากันอุจจาระแตกอุจจาระแตนไม่ยอมเชื่อ โดยเฉพาะนักวิชาการสายยุโรปนิยม

ไชโยๆ ปรัชญากรีกของดำ

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
ต้นตอมาจากหนังสือ ‘Not Out of Africa: How Afrocentrism Became an Excuse to Teach Myth as History’ เขียนโดย Mary Lefkowitz ซึ่งเป็นการนำเสนอในทางวิชาการ

 

 

 

T
เควนติน ทารันติโน (Quentin Tarantino)
ตีตนเสมอเช็คสเปียร์

จากเด็กเฝ้าร้านวิดีโอผู้หลงใหลหนังเกรดบี กลายมาเป็นผู้กำกับหนังดัง มีลายเซ็นเฉพาะตัว ประมาณ…เควนติน (ควนทีน) ทารันติโน เป็นใครก็คงอด ‘ฟู’ เคลิ้มอกเคลิ้มใจไม่ได้

แต่หลังๆ มุกพี่เค้าเริ่มเลยเถิดออกทะเล พอๆ กับงานยุคหลัง ถึงขั้นปล่อยมุกว่า สงสัยชาติที่แล้ว ตัวเขาเองจะเคยเกิดเป็น วิลเลียม เช็คสเปียร์ เพราะการทำงานของเขามักจะถูกคนนำผลงานไปเปรียบเทียบกับเช็คสเปียร์อยู่ตลอด…น่าน

อะนะ…มุกแบบนี้คนรักกันก็รักไป แต่คนหมั่นไส้ก็เยอะเป็นเงาตามตัว

 

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
หลักฐานมีอยู่ตำตาใน www.hollywood.com

 

 

 

U
ลาร์ส อูลริช (Lars Ulrich)
เลี้ยงฉลามในถังหุ้มทอง

นี่ก็ลือกันมายาวนานแล้วว่า มือกลองวงเมทัลลิกา ลาร์ส อูลริช ยอดวงแธรชเมทัลของอเมริกา สร้างถังน้ำขนาดใหญ่ไว้เลี้ยงปลาฉลาม โดยมีขอบถังหุ้มด้วยทองคำแท้ ซึ่งจะสร้างถัดจากสระว่ายน้ำในบ้านของเขา

โอ้! วิธีแสดงออกถึงความรวยบรรลัยแบบนี้ ชี้ให้เห็นว่ารวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความง่าวปะปนในปริมาณเหมาะสมด้วย

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
เป็นมุกอำกันในซีรีส์ตลก ‘Central’s South Park’ ตอนที่ 709 ซึ่งมีชื่อว่า ‘Christian Rock Hard’ ซึ่งมีคนนำไปคุยกันต่อจนขยายจนดูกลายเป็นเรื่องจริงในที่สุด

 

 

 

 

V
วินเซนต์ วิลเลม แวน โกะห์ (Vincent Willem van Gogh)
คู่ขาโกแกง

ลือแบบแสบวาบอวัยวะเบื้องล่างอย่างนี้ เสียวจริงๆ

แม้แวน โกะห์ จะตายไปนานแล้ว แต่ข่าวลือเกี่ยวกับตัวเขาก็ยังไม่สิ้นสุด ล่าสุดบอกว่า เขาเป็นคู่เกย์กับพอล โกแกง ศิลปินชื่อดังร่วมยุคสมัย สายสัมพันธ์ของทั้งสองนั้น ถึงขั้นที่แวน โกะห์เสียใจที่โกแกงหนีไปอยู่หมู่เกาะทะเลใต้ เลยตัดหูส่งไปให้ ชีวประวัติที่มีอยู่เดิมที่เขาตัดหูให้โสเภณีที่เขาหลงรักเป็นเรื่องสร้างขึ้น

อืมมม…เล่นกันแรงนะเนี่ย แล้วควรจะเชื่อเรื่องไหนดีว้า

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
ข่าวลือนี้นำมาจากหนังสือที่เขียนถึงชีวประวัติเชิงจิตวิทยาของ แวน โกะห์ ที่มีชื่อว่า ‘Stranger on the Earth: A Psychological Biography of Vincent van Gogh’ เขียนโดย อัลเบิร์ต เจ ลูบิน ออกมาเมื่อปี 1996 (พ.ศ. 2539) เลยนำมาลือกันได้อีกทอดหนึ่ง

 

 

 

W
ไทเกอร์ วูดส์ (Tiger Woods)
ไม่ยอมรับเป็นคนดำ

ตอนไทเกอร์ วูดส์ มาแข่งกอล์ฟในทัวร์นาเมนท์หนึ่งที่เมืองไทย ก็ทำให้คนไทยเสียใจไปรอบหนึ่ง ด้วยการออกมาปฏิเสธว่า ตัวเองไม่ใช่คนไทย ทำเอาพวกชาตินิยมแบบไทยๆ หน้าหงาย

คราวนี้มีเสียงลือออกมาหนาหูว่า เขาไม่ยอมรับตัวเองว่าเป็นคนดำแต่เป็นพวก ‘Cablinasian’ ซึ่งเป็นคนที่ผสมมาจากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่า แอฟริกัน-อเมริกัน, จีน, ไทย, ดัตช์, อินเดียนแดง อย่ามาโมเมเอากับเขา ซึ่งกลายเป็นการจุดประเด็นเรื่องเหยียดผิวขึ้นมาแบบเล็กๆ

ใช่เลย! ไมเคิล แจ๊คสัน ก็ไม่ใช่คนดำ ผิวขาวหยวกออกปานนั้น

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
ต้นตอมาจากการตอบคำถามในรายการของ ‘โอเปราห์ วินฟรีย์’ และบทความในนิตยสารไทม์

 

 

 

X
มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X)
นักขัดรองเท้า

เรื่องคนดำชื่อดัง ที่ยุคหลังเรียกว่า แอฟริกัน-อเมริกัน ยังไม่จบ มัลคอล์ม เอ็กซ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวหอกใหญ่ของขบวนการเดอะ เนชั่น ออฟ อิสลาม ในอเมริกา ที่ถูกลอบสังหารไปเมื่อ 43 ปีก่อน โดยถือว่าเขาเป็นนักกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจที่ดีที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา

ในอดีตใครจะเชื่อว่า เขาเคยเป็นเด็กขัดรองเท้าในเมืองดีทรอยต์ช่วงสั้นๆ และเคยขัดรองเท้าให้กับดุค เอลลิงตัน หนึ่งในตำนานดนตรีแจ๊สอเมริกันด้วย ซึ่งขัดกับภาพที่แข็งกร้าวและดุดัน ในฐานะนักต่อสู้และปลดแอกให้คนดำที่เป็นอิสลาม

เด็กขัดรองเท้าควรเอาแบบอย่าง

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
เรื่องราวในช่วงนี้ถูกบันทึกอยู่ในชีวประวัติ    ‘Malcolm X: Make It Plain, American Experience’ ซึ่งออกอากาศทางช่องทีวีสาธารณะ (พีบีเอส) ของอเมริกา

 

 

 

Y
บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin)
เมาๆๆๆๆ แถมประสาท

แม้จะถึงแก่อสัญกรรมไปหลายปีแล้ว แต่ด้วยความเคารพ…เรื่องของประธานาธิบดีคนแรกแห่งรัสเซียคนนี้ก็ลือออกมาได้ไม่สร่าง

ภาพของเขาในเวทีโลกนั้น บางทีก็ออกลูกเฟอะฟะทำอะไรพิเรนทร์ๆ ออกสู่สายตาชาวโลก และมีสิ่งหนึ่งที่เขาคลั่งไคล้มากๆ คือ กีฬาเทนนิส

พฤติกรรมเหล่านี้ที่ออกมาไม่รู้ตัวล้วนลือกันตั้งแต่สมัยยังมีชีวิตอยู่ว่า ฯพณฯ ท่านนั้นเป็นโรคแอลกอฮอลิซึม แต่ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดังออกมา และจากการที่เป็นนักดื่มวอดกาตัวยงเฉกคนรัสเซียทั่วไป บวกกับอาการของโรคประสาทกำเริบทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ขอวอดกาอีกขวดสิ คงเป็นคำพูดติดปากของเยลต์ซิน

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
ข่าวลือที่ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ได้ถูกเปิดเผยเป็นเอกสารทางการแพทย์ชื่อว่า University professor reveals neurological disorder ของ Rijks Universiteit Groningen

 

 

 

Z
จาง อี้โหมว (Zhang Yimou)
ขายเลือดเพื่อทำหนัง

กว่าจะโด่งดังก้องโลก เป็นผู้กำกับจีนที่ทั่วโลกยกย่อง และล่าสุดก็เป็นโต้โผใหญ่ในการสร้างสรรค์พิธีเปิด-ปิดโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่ปักกิ่งในอีกไม่กี่เดือนนี้ ชีวิตของจาง อี้โหมว เคยผ่านวิกฤตการณ์ความยากจน จนถึงขั้นที่ต้องขายเลือดเพื่อซื้ออาหาร และเอาเงินไปซื้อซื้อฟิล์มเพื่อถ่ายหนังมาแล้ว

โห คนที่ดูหนังพี่แกเรื่องนั้นต้องกราบคารวะหัวใจกันเลยนะนั่น

ปัจจุบันเลือดจาง อี้โหมวคงแพงน่าดู

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)
ข่าวลืออันแสนสร้างสรรค์และเป็นกำลังใจของคนจีนให้สู้ชีวิต ได้รับการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรใน ‘Honorary Doctor of Letters Mr. ZHANG Yimou’ : เขียนขึ้นโดย ศาสตราจารย์ลี ชิน เฉิน (Professor LEE Chin-chuan)

 

 

 

Z (แถมอีกเรื่อง)

แฟรงค์ แซปปา (Frank Zappa)

กินขี้บนเวที

ข่าวลือที่สั่นสะเทือนวงการเพลงร็อคแอนด์โรล และถือเป็นตำนานที่ทุกคนเชื่อกันฝังหัวว่า เป็นเรื่องจริง รวมทั้งทำให้ภาพของแฟรงค์ แซปปา กลายเป็นร็อคเกอร์เพี้ยนหลุดโลกแบบสุดๆเนื่องจากดนตรีที่ฟังยากในแนวทดลองสายหัวก้าวหน้าหรืออวองการ์ดแล้ว

การแสดงของเขายังสุดยอดของความระทึกใจ โดยครั้งหนึ่งเขาเล่นกีตาร์ไปแล้วถอดกางเกงออก นั่งยองๆ ถ่ายทุกข์ออกมา แล้วหยิบมากินหน้าตาเฉย ซึ่งทุกคนฝังหัวและเสริมแต่งปั้นเรื่องกันไม่มีจุดจบ

อุนจินะพี่ ไม่ใช่ขนม

 

ความจริง (หรือเปล่าก็ไม่รู้)

แฟรงค์ แซปปา ออกมาปฏิเสธข่าวลือในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารเพลย์บอย ฉบับเดือนเมษายน ปี 1993 (2538) ว่า ทุกอย่างไม่เป็นความจริง เขาไม่เคยขี้หรือกินขี้ของตัวเองบนเวที

 

**************************************************************

(หมายเหตุ : ตีพิมพ์ มิถุนายน 2551 )

author