ผลกระทบจาก COVID-19 ต่อภาคการผลิตไทย: นัยต่อความเพียงพอและเหมาะสมของมาตรการรัฐ

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์, ศรสวรรค์ ใส่ละม้าย และ ปริญญา มิ่งสกุล
  • ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศทำให้ผลกระทบของ COVID-19 ต่อภาคธุรกิจไทยรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายประเทศ
  • แม้การส่งออกไทยลดลงในช่วงวิกฤติ COVID-19 แต่มีสินค้าหลายรายการที่แสดงศักยภาพความสามารถในการแข่งขันอย่างชัดเจนในช่วง COVID-19 โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าภาคเกษตรและอาหาร เครื่องใช้ไฟ้ฟ้าบางรายการทั้งในส่วนของสินค้าสำเร็จรูปและชิ้นส่วน
  • การลงทุนโดยตรงและการจ้างงานในไทยลดลงอย่างมีนัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเวียดนาม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างมีนัยในช่วงวิกฤติ
  • จากการเปรียบเทียบผลกระทบที่เกิดขึ้นในไทย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค มาตรการที่รัฐเข้าไปช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการในไทยเพิ่มเติมอาจมีความจำเป็น
  • เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างแรงงานได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอาจต้องมีการจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการเพื่อช่วยในการจ้างงาน หรือการลด/งดเงินสมทบกองทุนเข้าประกันสังคมเป็นระยะเวลาหนึ่ง
  • เงื่อนไขของการปล่อยสินเชื่อพิเศษ ระยะเวลาการปล่อยสินเชื่อ และความชัดเจนของการค้ำประกัน อาจต้องมีการทบทวนเพื่อให้การปล่อยสินเชื่อมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
  • การพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตและส่งออกอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสภายหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย อย่างไรก็ตามการพัฒนาศักยภาพในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางด้านความต้องการเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผู้ประกอบการ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาเป็นแรงสนับสนุนหลัก

วันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธถึงผลกระทบที่รุนแรงของ COVID-19 ต่อภาคเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 (The Economist, 2020; Eichengreen, 2020; IMF, 2020)1 ที่ 170 ประเทศจากทั้งหมด 189 ประเทศเริ่มมีเศรษฐกิจหดตัวอย่างชัดเจน (IMF, 2020) และขนาดของผลกระทบคาดว่าน่าจะมีมากถึง 5.8-8.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 6.4-9.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก ณ ปัจจุบัน (สิ้นเดือนมิถุนายน 2563) ปัญหาการแพร่ระบาดในหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยเริ่มบรรเทาลง ดังนั้น Policy Focus จึงหันมาที่การฟื้นฟูให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาทำงานได้อย่างใกล้เคียงปกติให้เร็วที่สุด แม้ผลกระทบเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศของบางประเทศหยุดลงด้วยมาตรการล็อคดาวน์ แต่การผ่อนคลายล็อคดาวน์ ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเศรษฐกิจเริ่มบรรเทา กลับกันผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นชัดขึ้น ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการออกนโยบายที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาปัญหา และเป็นกลจักรสำคัญในการนำให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาทำงานได้อย่างใกล้เคียงปกติให้เร็วที่สุด

วัตถุประสงค์หลักของ Policy Brief ฉบับนี้เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของ COVID-19 โดยเฉพาะภาคการผลิตของประเทศไทยในช่วงล็อคดาวน์ และผ่อนปรนการล็อคดาวน์ เทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่สำคัญ การประเมินผลกระทบพิจารณารวมถึงความสามารถในการส่งออกทั้งในส่วนของสินค้าสำเร็จรูปและชิ้นส่วน การลงทุนโดยตรง และผลกระทบต่อการจ้างงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะถูกผนวกเข้ากับมาตรการที่แต่ละประเทศได้ดำเนินการในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการ (ซึ่ง Policy Brief 2 มาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในวิกฤติ COVID-19 ของไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค) การพิจารณาผลกระทบดังกล่าวนำไปสู่นัยเชิงนโยบายบางประการในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคการผลิตและฟื้นฟูให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาทำงานได้อย่างใกล้เคียงปกติให้เร็วที่สุด

ผลกระทบของ COVID-19 ต่อภาคการผลิตไทย

ไทยเป็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเชื่อมโยงของไทยกับประเทศอื่นในโลกมีค่อนข้างสูง เห็นได้จากองศาการเปิดประเทศของไทย2 โดยเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2016-2020Q1) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 120 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ประชาชาติ (จีดีพี)​ ดังนั้นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 และทำให้ต้องปิดประเทศ (บางส่วน หรือทั้งหมด) ในหลายภูมิภาคย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีการพึ่งพาการส่งออก (ทั้งสินค้าและบริการ) และนำเข้าค่อนข้างสูง กอปรกับแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้มาจากแรงขับเคลื่อนภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชน จากภาพที่ 1 สัดส่วนของการลงทุนภาคเอกชนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2014-2020Q1 มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเองมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาดังกล่าวสัดส่วนของภาคการส่งออกยังสูงในช่วงปี ค.ศ. 2014-2018 และเริ่มแสดงการลดลงอย่างชัดเจนในช่วงปี ค.ศ. 2019 ในขณะที่สัดส่วนการนำเข้าต่อจีดีพีเริ่มลดลงอย่างชัดเจนในช่วงปี ค.ศ. 2015 ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการชะลอตัวของการลงทุนและการบริโภคในประเทศ ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศทำให้ผลกระทบของ COVID-19 จึงมีแนวโน้มที่มากและรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่การผลิตและการลงทุนเติบโตอย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยพบว่ามีการลดลงอย่างชัดเจนในช่วงล็อคดาวน์ ในเดือนเมษายน และยังคงลดลงต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม ถึงแม้ว่ารัฐบาลได้เริ่มมีมาตการผ่อนคลายการล็อคดาวน์ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม (ภาพที่ 2)3 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคจะเห็นได้ว่าการลดลงของดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยน้อยกว่าเพียงแค่ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งการลดลงอย่างเห็นได้ชัดของดัชนีการผลิตเมื่อเทียบกับประเทศอื่นส่วนหนึ่งคงขึ้นอยู่กับลักษณะของการล็อคดาวน์ เมื่อพิจารณาดัชนีการปิดประเทศจะเห็นได้ชัดว่าการปิดประเทศของไทยมีความเข้มข้นมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม (ภาพที่ 3) อีกส่วนหนึ่งคงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในการช่วยผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนของ Policy Brief 2 แสดงให้เห็นชัดเจนว่านโยบายของไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในส่วนของการช่วยลดต้นทุนของภาคการผลิต (รวมถึงภาคบริการ) ของผู้ประกอบการยังคงมีจำกัด โดยเฉพาะในส่วนของการลดต้นทุนผ่านทางด้านภาษี ซึ่งประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมีการช่วยลดต้นทุนผ่านช่องทางนี้มากกว่า (และนานกว่า) ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเลื่อนภาษี (และเร่งคืนเงินในส่วนที่นำส่ง) อาทิ ในสิงคโปร์มีการคืนภาษีนิติบุคคลร้อยละ 30 ให้กับผู้ประกอบการ การลดอัตราภาษีนำส่งในเกาหลีใต้ จีน เวียดนาม และการเพิ่มรายการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการคิดภาษีในหลายประเภท โดยเฉพาะในบางประเทศสามารถให้นำการขาดทุนที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 2020 มาหักจากกำไรในการคิดภาษีในอนาคตได้ หรือให้นำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงธุรกิจเพื่อป้องกันโรคมาหักค่าใช้จ่ายในการคิดภาษี นอกจากนั้นในบางประเทศ อาทิ มาเลเซีย เกาหลีใต้ จีน มีการให้สิทธิทางภาษีพิเศษแก่ธุรกิจที่ถูกกระทบอย่างมาก (โรงแรม, ท่องเที่ยว) อีกด้วย ในขณะที่ระยะเวลาการเลื่อนนำส่งภาษีในหลายประเทศนานกว่าของไทย (เกาหลีใต้ เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น) ซึ่งการเข้าไปช่วยลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการในสถานการณ์ที่ไม่มีความต้องการซื้อ (demand) จริงๆ แล้วมีความจำเป็นไม่น้อยกว่าการพยายามที่จะปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจ สำหรับไทยเองการเข้าไปช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการน่าจะมีความจำเป็นโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากดัชนีการผลิต และภาพการลงทุนภาคเอกชนซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 ด้วยซ้ำ

การเปลี่ยนแปลงของดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (% yoy)
ที่มา: ผู้วิจัยคำนวณจาก Trading Economics downloaded 23 มิถุนายน 2563
Closing Index
หมายเหตุ: ใช้ข้อมูล C1-C8 และ Flag (ความแรงของนโยบาย) ในการคำนวณ
ที่มา: ผู้วิจัยคำนวณจาก The Oxford COVID-19 Government Response Tracker (OxCGRT), University of Oxford, downloaded 22 มิถุนายน 2563

เมื่อพิจารณาในรายกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าคงทน/ฟุ่มเฟือย (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่อ่อนไหวต่อรายได้สูง) และไม่ได้จำเป็นสำหรับการอยู่บ้านในช่วงล็อคดาวน์ ถูกกระทบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยานยนต์ เครื่องจักร เสื้อผ้า สิ่งทอ และเครื่องหนัง (ตารางที่ 1) ในทางตรงกันข้ามสินค้าจำเป็นอย่างการผลิตยา เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรคมีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่อาหาร หรือสินค้าจำเป็นในช่วงล็อคดาวน์ อย่างคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตลดลงไม่มากนัก ซึ่งการลดลงที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะเจอในเพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศ ซึ่งความแรงของการลดลงที่ต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม และความสำคัญของอุตสาหกรรมนั้นๆ ต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะการจ้างงาน และความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมนั้นกับอุตสาหกรรมอื่น น่าจะทำให้หลายประเทศ เช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ จีน ได้มีการใช้มาตรการพิเศษเข้าช่วยเหลือในบางอุตสาหกรรม (โดยส่วนใหญ่เป็น ท่องเที่ยว โรงแรม การบิน การขนส่ง ในขณะที่เวียดนามจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้า อิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญ เป็นต้น) แนวโน้มที่น่าสนใจอีกประการ คือ เมื่อเทียบดัชนีชี้วัดภาคการผลิตกับภาคบริการของไทย ความน่าเป็นห่วงของภาคการผลิตไม่น้อยไปกว่าภาคบริการ (ภาพที่ 4) ยกเว้นในส่วนของโรงแรม ร้านอาหาร และภาคการขนส่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และในหลายประเทศให้ความช่วยเหลือพิเศษกับผู้ประกอบการในการผลิตเหล่านี้เช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงของดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (% yoy)
ที่มา: ผู้วิจัยคำนวณจากดัชนีอุตสาหกรรม (e-index) downloaded 22 มิถุนายน 2563
การเปลี่ยนแปลงดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและธนาคารแห่งประเทศไทย downloaded 25 มิถุนายน 2563

ภาคการส่งออกและการลงทุนโดยตรง

อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นภาคการส่งออกถือเป็นกลจักรสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการที่เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกทำให้การส่งออกของไทยและประเทศอื่นลดลงอย่างมีนัยโดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม (ภาพที่ 5) อย่างไรก็ตามเมื่อเราพิจารณาไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านสำคัญ จะเห็นได้ว่าการลดลงของการส่งออกของไทยจะลดมากกว่าเมื่อเทียบกับเวียดนามเท่านั้น ในขณะที่ประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ หรือประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ยกเว้นประเทศจีน (แต่ประเทศจีนเริ่มมีการผ่อนคลายการล็อคดาวน์ตั้งแต่ช่วงปลายมีนาคม) การลดลงของการส่งออกของไทยยังต่ำกว่า สำหรับเวียดนามการลดลงที่น้อยกว่าไทยส่วนหนึ่งคงมาจากพื้นฐานภาคการผลิตและส่งออกที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างที่ทราบกันว่าสินค้าหลายประเภท เช่น โทรทัศน์ อิเล็กทรอนิกส์ ได้มีการย้ายฐานเข้าไปผลิตในเวียดนาม อีกส่วนน่าจะมาจากนโยบายการให้ความช่วยเหลือของรัฐและธนาคารกลาง ซึ่งถึงแม้เม็ดเงินที่กระตุ้นจากรัฐบาลและธนาคารกลางของเวียดนามคิดเป็นเพียงร้อยละ 4.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม4 ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาครวมทั้งไทย แต่รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีการให้เงินกู้ช่วยเหลือพิเศษ การพยายามลดต้นทุนการผลิต และการพยายามช่วยเหลือในเรื่องการจ้างงานของผู้ประกอบการ (เช่นการให้กู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการในการจ่ายค่าจ้าง) อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความเร็วของการอนุมัติวงเงินกู้ ซึ่ง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ธนาคารพาณิชย์ในเวียดนามรายงานว่าได้ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการมากกว่า 300 ล้านล้านดอง (ประมาณร้อยละ 3.8 ของ GDP)5

การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการส่งออกรวม (% yoy)
ที่มา: ผู้วิจัยคำนวณจาก Trading Economics, downloaded 23 มิถุนายน 2563

ไทยเองมีสินค้าส่งออกหลายอย่างที่มีศักยภาพอย่างชัดเจนในช่วง COVID-19 โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าภาคการเกษตร และอาหาร โดยเฉพาะในส่วนของผลไม้ อาหารทะเลแปรรูปรวมถึงกุ้งแปรรูป และธัญพืชรวมข้าว เครื่องใช้ไฟ้ฟ้าบางรายการ ทั้งในส่วนของสินค้าสำเร็จรูป เช่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ และสินค้าที่เป็นชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกยังคงเพิ่มขึ้นทั้งในช่วงล็อคดาวน์ และในช่วงคลายล็อคดาวน์ (ตารางที่ 2) สำหรับสินค้าอื่นที่การส่งออกลดลดงอย่างมาก แต่เมื่อเราพิจารณาสัดส่วนของสินค้าดังกล่าวในตลาดโลกจะเห็นได้ว่าสัดส่วนในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการลดลงของประเทศอื่นในสินค้าเหล่านั้นมากกว่าไทย (ตารางที่ 2) ซึ่งภาพการส่งออกเช่นนี้น่าจะสะท้อน 4 ประเด็นสำคัญ

  • ประการแรก ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกของไทยเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ แต่ด้วย External Shock อย่าง COVID-19 ทำให้ไม่สามารถที่จะทำการผลิตได้ตามศักยภาพ ดังนั้นการเข้าให้ความช่วยเหลือโดยการลดต้นทุนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหากระแสเงินสดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก อย่างที่กล่าวข้างต้นไทยมีการเข้าให้ความช่วยเหลือในการลดต้นทุนผู้ประกอบการโดยมาตรการทางด้านภาษีและลดภาระด้านสาธารณูปโภค แต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านการเข้าให้ความช่วยเหลือตรงนี้ยังมีอยู่อย่างจำกัดโดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนผ่านมาตรการทางด้านภาษี และการจ้างงาน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของการจ้างงาน)
  • ประการที่สอง ความมีศักยภาพทางภาคเกษตรและอาหารของไทยน่าจะทำให้ความกังวลใจในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านอาหาร (food security) มีไม่มาก ซึ่งต่างจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ หรือมาเลเซียซึ่งมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารเพื่อพัฒนาโครงสร้างการจัดเก็บและกระจายอาหาร ในทางตรงกันข้ามกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เห็นความต้องการ (demand) อย่างชัดเจนดังนั้นการพัฒนาศักยภาพการผลิต และการปล่อยเงินทุนแก่ผู้ประกอบการให้เพียงพอในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากสัดส่วนของ เงินกู้ 4 แสนล้าน สัดส่วนของจำนวนโครงการในการพัฒนาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารยังคงมีอยู่อย่างจำกัดประมาณเพียงร้อยละ 8.7 จากจำนวนโครงการทั้งหมด โดยมีสัดส่วนของงบประมาณร้อยละ 25 จากงบประมาณทั้งหมด (ดูภาพจาก Policy Brief 2) ในส่วนของ soft loan ธปท. สัดส่วนที่ให้กับภาคเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารทั้งในส่วนของจำนวนรายและจำนวนเงิน ณ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 8 ของจำนวนเงินกู้ที่ปล่อยทั้งหมด (90,499 ล้านบาท)6 เท่านั้น ซี่งเงื่อนไขที่จะสามารถกู้ยืม ระยะเวลาการกู้ยืม ความเร็วของการอนุมัติ ยังเป็นส่วนที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่ จาก Policy Brief 2 จะเห็นว่าการปล่อยกู้พิเศษเกิดขึ้นในทุกประเทศที่ผู้วิจัยทำการเปรียบเทียบ แต่ส่วนใหญ่การปล่อยกู้เหล่านี้จะทำไปพร้อมกับประกาศการค้ำประกันเงินกู้ (ประมาณร้อยละ 80-100)
  • ประการที่สาม การพัฒนาศักยภาพของผู้ส่งออกอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการที่ประเทศจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นภายหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย (พิจารณาจากสัดส่วนของการส่งออกของไทยที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกในหลายๆ สินค้าในช่วงวิกฤติ) อย่างไรก็ตามการพัฒนาศักยภาพในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางด้านความต้องการเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผู้ประกอบการ รัฐบาลอาจต้องเข้ามาเป็นแรงสนับสนุนหลัก ซึ่งอาจเป็นในรูปของการให้แรงจูงใจทางด้านภาษีเพิ่มเติมในการพัฒนาการผลิต การร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาบุคลากร (ให้เงินสนับสนุน) หรือการพัฒนาโครงการร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาการผลิตและออกแบบ ซึ่งเงินกู้ผ่าน พ.ร.ก. สามารถที่จะนำเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ตรงนี้ได้
  • ประการสุดท้าย ความเชื่อมโยง Global Value Chains โดยเฉพาะในภูมิภาคคาดว่ายังคงเดินหน้า เห็นได้จากการส่งออกและนำเข้าชิ้นส่วนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกชิ้นส่วนหลายชิ้นส่วนในเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง COVID-19 (ตารางที่ 2) ซึ่งส่วนใหญ่ชิ้นส่วนเหล่านี้ส่งออกไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ มีบางส่วนส่งออกไปยังสหรัฐ EU-27 และตลาดใหม่อย่างรัสเซีย ในขณะที่การนำเข้าชิ้นส่วนของไทยยังอยู่ในภูมิภาค โดยเฉพาะ จีน เวียดนาม และสิงคโปร์7 ดังนั้นการพัฒนาระบบ logistics ที่เชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพมีความจำเป็น อย่างไรก็ตามโครงการภายใต้วงเงินกู้พิเศษของรัฐบาลดูเหมือนว่ายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ logistics อย่างเป็นระบบ แต่ให้ความสำคัญกับการก่อสร้าง และซ่อมแซมถนนหรือการขุดคูคลองเป็นส่วนใหญ่
การเติบโตของการส่งออกและสัดส่วนในตลาดโลก
หมายเหตุ: Parts (ชิ้นส่วนประกอบ) คำนวณจาก Hscode (2017) 6 digits คำจำกัดความของชิ้นส่วนมาจากส่วนขยายของ Athukorala and Kohpaiboon (2014)
ที่มา: ผู้วิจัยคำนวณจาก World Trade Atlas และ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ downloaded 25 มิถุนายน 2563

ในส่วนของภาคการส่งออกอีกส่วนที่ต้องติดตามคือความเร็วของการแข็งค่าของเงินบาท (ทั้งที่เป็นตัวเงิน และค่าเงินที่แท้จริง) ภายหลังเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทที่เป็นตัวเงินในรูปของบาท/ดอลลาร์สหรัฐ ณ ต้นเดือนกรกฎาคมแข็งขึ้นประมาณร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเมษายน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเงินทุนไหลเข้าโดยเฉพาะในส่วนของเงินกู้ต่างประเทศ ทั้งส่วนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-financial corporation, household) และสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน (other depository corporations) ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาท (อย่างเร็ว) จะกระทบกับภาคการส่งออก (ถึงแม้เป็นการประกันความเสี่ยงของผู้ประกอบการก็ตาม) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศสูงอย่างอุตสาหกรรมอาหาร

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเคมีและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมยางและพลาสติก และกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 3) ซึ่งประเทศที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และไต้หวัน และ EU บางประเทศ เช่น เยอรมนีและเนเธอร์แลนด์

ในส่วนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนการลงทุนโดยตรงมีเพิ่มอย่างชัดเจนในช่วงกุมภาพันธ์และมีนาคม ส่วนหนึ่งจากการสัมภาษณ์ (Policy Brief 3 การปรับตัวผู้ประกอบการท่ามกลาง COVID-19: บทวิเคราะห์ข้อมูล Survey) เกิดขึ้นจากการย้ายฐานออกจากจีน การที่มีผู้ประกอบการส่วนหนึ่งย้ายฐานเข้ามาผลิตในประเทศน่าจะยังคงสะท้อนถึงศักยภาพพื้นฐานของประเทศในการผลิตและพัฒนาสินค้า อย่างไรก็ตามการลดลงของเงินทุนโดยตรงโดยรวมอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในช่วงวิกฤติ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มี Fiscal Space สูง ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ และถูกจุดในช่วง External Shock เป็นสิ่งที่ทำได้โดยความกังวลกับฐานะทางคลังมีน้อยกว่าประเทศอื่นๆ8 เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนหนึ่งที่เวียดนามมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศอื่นน่าจะมาจากการลดลงของเงินลงทุนโดยตรงในประเทศ ที่มีแนวโน้มลดลงเพียงเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 10 ในช่วงครึ่งปีแรกของ ค.ศ. 2020 ในขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาครวมทั้งจีนเงินลงทุนโดยตรงมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงของการลงทุนโดยตรงภาคเอกชน (% yoy)
ที่มา: ผู้วิจัยคำนวณจากธนาคารแห่งประเทศไทย downloaded 23 มิถุนายน 2563

การจ้างงาน

ผลกระทบต่อแรงงานเป็นสิ่งที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ และมีการใช้มาตรการให้ความช่วยผู้ประกอบการและแรงงานในช่วงที่ประเทศมีการล็อคดาวน์ และต่อเนื่องจนถึงผ่อนคลาย สำหรับประเทศไทยผลกระทบเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่มีการล็อคดาวน์ (เดือนเมษายน) จะเห็นได้ว่าเครื่องชี้สถานการณ์ด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ประกันตนภาคบังคับ หรือการบรรจุงานทั้งประเทศมีแนวโน้มลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนเมษายน และลดลงต่อเนื่องร้อยละ 45 ในเดือนพฤษภาคม ในขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการของผู้ประกันตนกรณีว่างงานเพิ่มขึ้นในเดือนเมษายนกว่าร้อยละ 25 (ตารางที่ 4) การลดลงของการจ้างงานเห็นได้ชัดในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน ในจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย แต่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ใน 2 ประเทศแรก และร้อยละ 28 ในมาเลเซีย9

เครื่องชี้สถานการณ์ด้านแรงงาน (การเปลี่ยนแปลง % yoy)
ที่มา: ผู้วิจัยคำนวณจากธนาคารแห่งประเทศไทย

อนึ่งถ้าพิจารณาจาก Policy Brief 4 วิกฤติ COVID-19 และกลุ่มเปราะบางในภาคธุรกิจ ของคณะผู้วิจัยในโครงการที่ใช้ข้อมูลงบการเงินและงบกำไรขาดทุนของผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในภาคเกษตร (ตั้งแต่ TSIC 10111 เป็นต้นมา) ที่นำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์เป็นข้อมูลปี 2561 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีเผยแพร่ และใช้เครื่องชี้วัด 2 เครื่องมือ ได้แก่ Cash Burn (สัดส่วนของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ) และสัดส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ DE Ratio (Debt-Equity Ratio) พบว่าผู้ประกอบการที่มีความเปราะบางคิดเป็นร้อยละ 36 ของผู้ประกอบการทั้งหมด ซึ่งมีการจ้างงานประมาณร้อยละ 26 ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่อยู่ในประกันสังคม ดังนั้นแรงงานมากกว่าร้อยละ 26 มีแนวโน้มที่จะตกงานถ้าไม่มีการช่วยเหลือจากรัฐอย่างจริงจัง ซึ่งตัวเลขจากการประมาณการนี้เป็นการประมาณการขั้นต่ำเพราะมองเพียงผู้ที่อยู่ในประกันสังคมเท่านั้น ซึ่งจากดัชนีการจ้างงานที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าผลกระทบน่าจะรุนแรงกว่าที่ประมาณการ แต่มีสิ่งที่น่าสนใจจากตัวเลขประมาณการนี้คือ ในกลุ่มเปราะบางนี้ประมาณร้อยละ 63 ถือว่ายังเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ (ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่) โดยวัดจากความสามารถในการทำกำไรที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนั้นและความสามารถในการเสียภาษี ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นผู้ประกอบการรายเล็กร้อยละ 80 รายกลางร้อยละ 15 และรายใหญ่ร้อยละ 5 แต่รายกลางและรายใหญ่ถึงแม้มีจำนวนผู้ประกอบการไม่มากนักเพียงร้อยละ 15 และ 5 ตามลำดับ แต่มีสัดส่วนของรายได้สูงถึงร้อยละ 7.7 และ 21.4 ของรายได้รวมของกลุ่มเปราะบางนี้ และสัดส่วนการจ้างงานถึงร้อยละ 25.3 และ 59.4 ของการจ้างงานในกลุ่มเปราะบางนี้ ตามลำดับ

สถานประกอบการยังเป็นที่รองรับแรงงานจำนวนมาก ดังนั้นการพยายามที่จะคงให้เกิดการจ้างงาน การให้ความช่วยเหลือด้านแรงงานกับสถานประกอบการน่าจะเป็นมาตรการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบอย่างรุนแรง เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศในภูมิภาคมีมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในส่วนของแรงงานอย่างชัดเจนกว่าของไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการเพื่อช่วยในการจ้างงาน (ดูจาก Policy Brief 2) อาทิ ในสิงคโปร์รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือแรงงาน 25-75 เปอร์เซ็นต์ ของค่าจ้างพื้นฐานให้ผู้ประกอบการเป็นเวลา 9 เดือน10 ในมาเลเซียมีการจ่ายเงินช่วยผู้ประกอบการเช่นเดียวกันเป็นเวลา 3 เดือน เกาหลีใต้เพิ่มวงเงินการอุดหนุนค่าจ้างร้อยละ 67 สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ร้อยละ 90 สำหรับ SMEs และเวียดนามเองมีการให้กู้ยืมโดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ยเพื่อจ่ายให้กับการจ้างงาน เป็นต้น นอกจากนั้นประเทศเหล่านี้มีการลด/งดเงินสมทบกองทุนเข้าประกันสังคมเป็นระยะเวลาหนึ่ง (3-12 เดือน)

นอกจากนั้นจากข้อเท็จจริงข้างต้นที่คณะผู้วิจัยพบว่ากลุ่มเปราะบางส่วนหนึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบการรายเล็ก แต่เป็นขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งมีสัดส่วนการจ้างงานที่สูง ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กเป็นที่จำเป็นอย่างมาก แต่น่าที่จะต้องทำควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายกลาง และรายใหญ่ที่ไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนได้ สามารถได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากรัฐบาล ไทยเองแม้ให้ความสำคัญกับทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก และรายกลาง (SMEs) โดยเฉพาะในการให้วงเงินพิเศษ แต่ด้วยเงื่อนไขของการปล่อยกู้วงเงินพิเศษ อาทิ soft loan ธปท. ซึ่งผู้ที่จะสามารถขอสินเชื่อได้นั้นต้องมีวงเงินรวมของสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาทนั้น ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว อาจทำให้ผู้ประกอบการรายกลางบางราย (ที่เปราะบางและมีศักยภาพ) ไม่สามารถเข้าถึงวงเงินกู้พิเศษได้ ในขณะที่ประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ การปล่อยวงเงินกู้วงเงินพิเศษจะมีให้ทั้งในส่วนของ microenterprises, SMEs และผู้ประกอบการที่ค่อนข้างใหญ่ ถึงแม้ว่าจำนวนเม็ดเงินที่ปล่อยให้ในผู้ประกอบการรายใหญ่มีสัดส่วนที่ต่ำกว่า อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือประเทศเหล่านี้มีการประกาศการค้ำประกันจากรัฐบาลอย่างชัดเจนในการปล่อยกู้ ซึ่งส่วนใหญ่การค้ำประกันเงินกู้จะอยู่ที่ร้อยละ 80-100 และระยะเวลาที่ปล่อยกู้นานกว่า 2 ปี

นัยเชิงนโยบาย

จากการพิจารณาผลกระทบของ COVID-19 ต่อไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคในหลายมิติ และการผนวกมาตรการที่ได้ดำเนินการในแต่ละประเทศสามารถนำไปสู่นัยเชิงนโยบายได้ 4 ประการดังนี้

  • ประการแรก มาตรการที่เข้าไปช่วยลดต้นทุนกับผู้ประกอบการในไทยเพิ่มเติมอาจมีความจำเป็น ถ้าความต้องการต่างประเทศและการลงทุนโดยตรงยังคงลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่การผลิตยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากคลายล็อคดาวน์ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมหลายประเทศโดยส่วนใหญจะเริ่มเพิ่มขึ้นในเดือนที่ 2 หลังจากผ่อนคลาย ตัวเลขล่าสุดของเวียดนามในเดือนมิถุนายน ดัชนีการผลิตเพิ่มเป็นบวกร้อยละ 7.7) รัฐบาลอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติม และ/หรือการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (โดยเฉพาะในส่วนที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวในช่วง COVID-19) ในการคำนวณภาษี (ซึ่งอย่างที่กล่าวในบทความฉบับนี้ มาตรการส่วนนี้เป็นมาตรการที่มีอย่างจำกัดในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Policy Brief 2) ซึ่งภายใต้กรอบวงเงินกู้ผ่าน พ.ร.ก. และงบประมาณปี 64 ซึ่งน่าจะยังขาดดุลต่อเนื่องน่าจะเพียงพอในการเข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการในส่วนนี้
  • ประการที่สอง นอกจากการช่วยเหลือเพิ่มเติมในการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการผ่านทางด้านภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะจ้างแรงงานได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอาจมีการจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการเพื่อช่วยในการจ้างงาน หรือการลด/งดเงินสมทบกองทุนเข้าประกันสังคมเป็นระยะเวลาหนึ่ง [มาตรการช่วยเหลือในส่วนนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศที่ผู้วิจัยพิจารณา (Policy Brief 2) แม้กระทั่งเวียดนามเองซึ่งการผลิตมีแนวโน้มที่ฟื้นตัวเร็ว ก็ยังมีมาตการให้ผู้ประกอบการกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยในการจ่ายค่าจ้างให้กับแรงงาน]
  • ประการที่สาม การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (รวมทั้ง microenterprises) เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก แต่น่าที่จะต้องทำควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ที่ไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนได้สามารถได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากรัฐบาล เงื่อนไขของการปล่อยกู้วงเงินพิเศษ อาทิ soft loan ธปท. ซึ่งผู้สามารถกู้ได้ต้องมีวงเงินรวมของสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาทนั้น อาจทำให้ผู้ประกอบการรายกลางบางราย (ที่เปราะบางและมีศักยภาพ) ไม่สามารถเข้าถึงวงเงินกู้พิเศษได้ การประกาศสัดส่วนการค้ำประกันจากรัฐบาลอย่างชัดเจนในการปล่อยสินเชื่อ (รวมถึงการขยายระยะเวลาการปล่อยสินเชื่อ) น่าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้สถาบันการเงินเร่งปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น
  • ประการที่สี่ การพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตและส่งออกอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการที่ประเทศจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นภายหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย อย่างไรก็ตามการพัฒนาศักยภาพในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางด้านความต้องการเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผู้ประกอบการ รัฐบาลต้องเข้ามาเป็นแรงสนับสนุนหลัก ซึ่งอาจเป็นในรูปของการให้แรงจูงใจทางด้านภาษีเพิ่มเติมในการพัฒนาการผลิต การร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาบุคลากร หรือการพัฒนาโครงการร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาการผลิตและออกแบบ รวมทั้งการพัฒนาระบบ logistics ที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงประเทศในภูมิภาค ซึ่งเงินกู้ผ่าน พ.ร.ก. สามารถที่จะนำเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ตรงนี้ได้ แทนที่จะให้ความสำคัญกับการก่อสร้าง และซ่อมแซมถนนหรือการขุดคูคลองเป็นส่วนใหญ่

หมายเหตุ: บทความชุดนี้มีทั้งหมด 4 ตอน ผลิตโดย กลุ่มคลัสเตอร์ความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Policy Brief ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมหลังวิกฤติ COVID-19 โดยได้รับการสนับสนุนจาก สกสว. (TSRI) ภายใต้แผนงาน Economic and Social Monitor เพื่อการจัดทำรายงานสถานการณ์และแผนด้านวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม

เชิงอรรถ
  1. Eichengreen, B. (2020), ‘The Most Serious Crisis of All’ East Asia Forum, 12 April available at  https://www.eastasiaforum.org/?p=245408?utm_source=newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=newsletter2020-04-12; IMF (2020), ‘Confronting the Crisis: Priorities for the Global Economy’, International Monetary Fund (IMF) 9 April available at https://www.imf.org/en/News/Articles/2020/04/07/sp040920-SMs2020-Curtain-Raiser; The Economist (2020), ‘The Coronavirus Crisis will Change the World of Commerce’, 8 April, available at https://www.economist.com/leaders/2020/04/08/the-coronavirus-crisis-will-change-the-world-of-commerce
  2. คำนวณจากสัดส่วนของการส่งออกสินค้าและบริการและการนำเข้าสินค้าและบริการต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
  3. รัฐบาลได้มีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ออกเป็น 5 เฟส เฟสที่ 1 เริ่มเปิดเมื่อ 3 พฤษภาคม 2563 เช่น กิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต เช่น การเปิดร้านค้าปลีก ค้าส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือ กิจกรรมด้านการออกกำลังกายหรือการดูแลสุขภาพ เฟสที่ 2 เริ่ม 17 พฤษภาคม 2563 เพิ่มการผ่อนคลายโดยการเปิดห้างสรรพสินค้า ร้านเสริมสวย สนามกีฬา เฟสที่ 3 เริ่ม 29 พฤษภาคม 2563 ขยายเวลาการเปิดห้างสรรพสินค้า เปิดคลินิกความงาม นวดแผนไทย สปา และฟิตเนส เป็นต้น เฟสที่ 4 เริ่ม 15 มิถุนายน 2563 เปิดโรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และดูแลผู้สูงอายุ โรงแรม การจัดเลี้ยง/ประชุม เฟสที่ 5 เริ่ม 1 กรกฎาคม 2563 เปิดโรงเรียน ผับ บาร์ คาราโอเกะ เปิดร้านเกม อินเทอร์เน็ต เปิดโรงน้ำชา และอาบอบนวด
  4. https://home.kpmg/xx/en/home/insights/2020/04/vietnam-government-and-institution-measures-in-response-to-covid.html
  5. ข้อมูลจาก https://www.imf.org/en/Topics/imf-and-covid19/Policy-Responses-to-COVID-19#V downloaded 25 มิถุนายน 2563
  6. ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย
  7. ในช่วง COVID-19 การนำเข้าจากมาเลเซียและฟิลิปปินส์ในส่วนของชิ้นส่วนประกอบลดลงอย่างมากส่วนหนึ่งน่าจะมาจากปัญหาการผลิตของประเทศเหล่านี้ซึ่งสะท้อนได้จากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงอย่างมากใน 2 ประเทศ
  8. สำหรับประเทศอื่น อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม และจีน หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่า 50 เกาหลีใต้ใกล้ 40 สิงคโปร์ประมาณ 120 ในขณะที่ญี่ปุ่นสัดส่วนดังกล่าวมากกว่า 240 (ข้อมูล ณ ปี 2019)
  9. ข้อมูลจาก Tradingeconomics สำหรับประเทศอื่นข้อมูลด้านการจ้างงานยังไม่ระบุในช่วงเมษายน
  10. เริ่มจ่ายเดือนเมษายนในรอบแรก กรกฎาคมรอบที่ 2 และตุลาคมรอบที่ 3 โดยในรอบเดือนเมษายนรัฐบาลจะจ่ายให้ร้อยละ 75 ของค่าจ้างพื้นฐานแก่ทุกอาชีพในทุกอุตสาหกรรม ส่วนในรอบเดือนที่เหลือจะจ่ายร้อยละ 75 ให้กับแรงงานในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว การจัดประชุม การเดินเรือ ธุรกิจแลกเงิน ร้อยละ 50 สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการบริการ และอุตสาหกรรมอาหาร และร้อยละ 25 สำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ

Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY
Share via

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend