การเมืองเรื่องพระ

2016-cramp-jun-s

ภาพประกอบ: Nola Nolee

ประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเห็นคนใช้คำว่า ‘พระหน้าตัวเมีย’ กับพระบางรูปที่ซุกตัวซ่อนอยู่ในกำบังของฝูงมหาชน เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องถูกจับ โดยมีการใช้คำว่า ‘พระแมนๆ’ กับพระอีกบางรูปที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกันด้วย

ที่จริงแล้วในสังคมไทย การยกย่องคนว่า ‘แมน’ กับการเหยียดหยามคนว่า ‘หน้าตัวเมีย’ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลยนะครับ เราแทบจะพบคนที่พูดแบบนี้ได้ด้วยอาการหน้าตาเฉยได้แทบทุกวัน

ความ ‘แมน’ เป็นเรื่องที่ถูกยกย่องว่าสูงส่ง เพราะความ ‘แมน’ เป็นเรื่องที่มาพร้อมกับคำว่า ‘ลูกผู้ชาย’ หรือแม้กระทั่ง ‘ใจนักเลง’ คือมีนัยแฝงถึงความกล้าหาญบางอย่างอยู่ในนั้น แม้บางครั้งจะล้ำเส้นไปเป็นความกล้าบ้าบิ่นมุทะลุไปบ้าง ก็ยังถือว่าไม่เป็นไร

ในขณะที่ความ ‘หน้าตัวเมีย’ นั้น แม้ถ้อยคำจะเป็นการ ‘ด่าเพศหญิง’ โดยตรง คือบอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นมีความเป็นหญิงอยู่ในตัว ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับความ ‘แมน’ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครคิดว่าการด่าโดยใช้วลีนี้เป็นเรื่องน่าละอายของคนด่า ส่วนใหญ่รู้สึกว่า การถูกด่าว่าหน้าตัวเมียนั้นน่าอายกว่าการปล่อยคำนี้ออกจากปากตัวเอง

ความแมนกับความหน้าตัวเมีย จึงเป็น ‘วาทกรรม’ ที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนไม่น้อยเลยนะครับ ว่าสังคมไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา-โดยเฉพาะสังคมสมัยใหม่นี้, เป็นสังคมที่ยกย่องเชิดชูความเป็นชายมากแค่ไหน และเหยียดหยามความเป็นหญิงมากแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าในช่วงสักทศวรรษที่แล้ว แนวคิดเรื่องสังคมชายเป็นใหญ่นั้นถูก ‘สลาย’ ลงไปไม่น้อยนะครับ เราเป็นสังคมที่ ‘เริ่ม’ ยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีคนทำงานในด้านเพศจำนวนมากที่เหน็ดเหนื่อยสร้างความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มาเป็นเวลานาน จน ‘เริ่ม’ เกิดแสงแห่งความหวังว่า ‘การเมืองเรื่องเพศ’ จะเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเริ่มเข้าใจ คนเริ่มมองว่าการด่าคนว่า ‘หน้าตัวเมีย’ หรือยกย่องคนว่า ‘แมน’ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะ ‘ถูกต้องทางการเมือง’ สักเท่าไหร่

ที่น่าสนใจสำหรับผมก็คือ การรณรงค์เรื่องเพศนั้น ทำให้ทุกวันนี้ ‘การเมืองเรื่องเพศ’ ที่เกี่ยวกับความเท่าเทียมในความหลากหลายทางเพศ ‘ดีขึ้น’ กว่าสมัยก่อนมากนัก คนยอมรับความเป็นเกย์ เลสเบี้ยน ทรานส์ และอื่นๆได้มากขึ้น แม้จะยังมีการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการและการไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการอยู่ก็ตามที แต่โดยทั่วไปแล้วต้องบอกว่าดีขึ้น

ทว่าที่กลับ ‘แย่ลง’ อย่างเห็นได้ชัด ก็คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง ‘เพศดั้งเดิม’ ทั้งสองนี่แหละ

คือเพศหญิงกับเพศชาย!

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ความแมนกับความหน้าตัวเมีย ที่ถูกพูดถึงข้างต้นนี่แหละครับ เพราะมัน ‘ถูก’ นำกลับมาใช้กันอย่างหน้าตาเฉย แถมยังรู้สึก ‘สาแก่ใจทางการเมือง’ กันอีกต่างหาก ที่สำคัญก็คือ เป็นการเอามาใช้กับ ‘พระ’ ที่ถือว่าเป็น ‘สมณเพศ’ คืออยู่ในเพศที่พ้นไปจากความเป็นหญิงเป็นชายแล้ว-เสียด้วย

ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าวิเคราะห์นะครับ ว่าเพราะอะไร สังคมไทยของเราจึง ‘ย้อนกลับ’ ไปหาความดึกดำบรรพ์ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศ โดยเฉพาะย้อนกลับไปหาความสัมพันธ์ของชายกับหญิง ซึ่งต้องบอกว่าเป็น ‘กล่องทางเพศ’ ที่สุดแสนจะเก่าแก่ คือคนสมัยก่อนเห็นคนเป็นแค่สองกล่องเท่านั้น คือถ้าไม่อยู่กล่องหญิงก็ต้องอยู่กล่องชาย ไม่มีความสามารถจะ ‘เห็น’ คนอยู่ในกล่องอื่นๆได้ โดยยกย่องกว่า ‘ชาย’ นั้นเหนือกว่า ‘หญิง’

เป็นไปได้ไหม ที่ ‘การเมืองเรื่องเพศ’ ในเรื่องการใช้คำทำนองนี้ จะเกี่ยวพันกับการเมืองอย่างเป็นทางการที่เกิดความขัดแย้งยาวนานในสังคมไทยด้วย

ถามเอง, แล้วก็อยากจะตอบเอง-ว่าเป็นไปได้!

ต้องยอมรับกันนะครับ ว่าอาการ ‘เกลียดทักษิณ’ นั้น ทำให้คนจำนวนหนึ่งหันไปสมาทานคนที่สามารถ ‘ขับไล่’ ทักษิณได้ ซึ่งในที่นี้ก็คือกลุ่มคนที่สมาทานลัทธิที่เรียกว่า Militarism หรือ ‘ทหารนิยม’ ที่ไม่ได้นิยมแค่ทหาร แต่ยังมีอะไรอื่นซ่อนอยู่ใน Militarism เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นลัทธิบูชารัฐราชการ แนวคิดแบบอนุรักษนิยม และที่เกี่ยวพันกับเรื่องที่เราคุยกันอยู่-ก็คือลัทธิชายเป็นใหญ่

อย่าลืมว่า Militarism นั้น คือแหล่งสำคัญที่ฟูมฟักลัทธิชายเป็นใหญ่นะครับ เพราะ Militarism นั้นแทบจะทาบเทียบได้ทุกประการกับ Patriarchy (แม้กระทั่งคำว่า Patriotism ที่แปลว่าความรักชาติ ก็ยังมีรากของคำแบบเดียวกันกับชายเป็นใหญ่ นั่นคือต้องรักใน ‘ปิตุภูมิ’ หรือ ‘แผ่นดินพ่อ’ ไม่ใช่ ‘แผ่นดินแม่)

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารคนล่าสุด ซึ่งอยู่ในฝั่งตรงข้ามทางการเมืองกับผู้ครองอำนาจในปัจจุบันเป็นผู้หญิง ดังนั้น ‘ความเป็นหญิง’ กับ ‘ความเป็นชาย’ จึงถูกนำมาพิจารณาเทียบเคียงเข้าคู่กันไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่การเปรียบเทียบระหว่างความเป็นหญิงของยุคก่อน กับความเป็นชายของยุคนี้ ก็ ‘ทำงาน’ อยู่เสมอ

เมื่อเกิดกรณีพระที่เชื่อกันว่า ข้างหนึ่งเชียร์พระลัทธิหนึ่ง อีกข้างหนึ่งเชียร์พระอีกลัทธิหนึ่ง จึงน่าสนใจมากที่เกิดการใช้ ‘มาตรวัดทางเพศ’ มาวัด ‘ความดีความชั่ว’ ของพระ โดยนำ ‘ความแมน’ ไปประกบติดอยู่กับคุณธรรมความดีความกล้าหาญ และนำความ ‘หน้าตัวเมีย’ ไปประกอบร่างเข้ากับความชั่วช้าบิดเบือนหลักธรรมและความขี้ขลาดตาขาว

ที่จริงแล้ว ถ้าความทรงจำไม่สั้นกันเกินไป เราจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็น ‘พระแมนๆ’ หรือ ‘พระหน้าตัวเมีย’ ต่างก็เคยใช้ ‘มวลมหาประชาชน’ เป็นเกราะกำบังกันมาแล้วทั้งนั้น ดังนั้น หากเราจะถกเถียงกันเพื่อให้เกิด ‘ประโยชน์’ อย่างแท้จริงต่อสังคมนี้ ก็น่าจะถกเถียงกันว่า-พระรูปไหนมีความประพฤติอย่างไร มีแนวคิดอย่างไร แนวคิดเหล่านั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เสื่อมเสียต่อหลักธรรมหรือไม่ มีการหลอกลวงมวลมหาประชาชนแบบไหนหรือไม่ แอบอ้างหลักธรรมหรือไม่ หรือหากมีผู้เลื่อมใสศรัทธาในแนวคิดใหม่มาก จะแยกตัวไปเป็นลัทธิใหม่ได้ไหม แยกอย่างไร และจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรระหว่างคนที่มีความคิดความเชื่อแตกต่างกัน, ไม่ใช่ถกเถียงกันว่า โอ๊ย! ดูสิ พระรูปนั้นหน้าตัวเมีย พระรูปนี้แมนกว่า ซึ่งไม่ได้นำไปสู่อะไร นอกจากความสะใจที่ได้เปรียบเปรยลึกลงไปในทางการเมือง

แต่กระนั้น วาทกรรมแบบนี้ก็มีประโยชน์ ตรงที่ทำให้เราได้เห็น ‘ความจริง’ บางอย่างในสังคมการเมืองไทย,

ว่ามันยังย่ำเท้าอยู่กับการเมืองเรื่องเพศในสมัยไหน!

โตมร ศุขปรีชาการเมืองเรื่องพระ

Related Posts

มรณกรรมของ ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ผู้มีพระคุณต่อชายทั่วโลก

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ เจ้าพ่อแห่งอาณาจักร Playboy เสียชีวิตด้วยวัย 91 ปี เมื่อ 27 กันยายน แม้จะมีชื่อเสียงในทางลบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลงานของเขาคือการเปลี่ยนรากทางวัฒนธรรมทางสังคม โดยเฉพาะเสรีภาพทางเพศ ที่สำคัญคือ เขาคือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลและมีพระคุณต่อผู้ชายหลายล้านคนทั่วโลก

เพศทางเลือกในสถานศึกษา: เรายอมรับจริงหรือเปล่า?

4 เมษายน 2560 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ ‘เพศทางเลือกในสถานศึกษา ปัญหา บทบาท และแนวทางปฏิบัติในงานแนะแนว’ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของเพศทางเลือกและบทบาทของครูในโรงเรียน

หญิง-ชาย ความต่างของค่าจ้างที่ไม่เท่าเทียม

6 เมษายน ประเทศอังกฤษประกาศกฎหมายฉบับใหม่ที่บังคับให้บริษัทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 250 คนขึ้นไป เปิดเผย gender pay gap แม้จะเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่ยังมีข้อท้วงติงว่า กฎหมายนี้ก้าวไกลขนาดทำลายอคติทางสังคม มอบโอกาสให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดงาน และมองเห็นข้อจำกัดเรื่องเพศได้จริงหรือไม่