ยกแรก อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ + 5 รัฐมนตรี จัดการโควิดล้มเหลว เอื้อประโยชน์วัคซีนเจ้าสัว

วันที่ 31 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2564 มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยผู้ถูกอภิปราย ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข,

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จากนั้นวันที่ 4 กันยายน เวลา 10.00 น. จะเป็นการลงมติไม่ไว้วางใจ 

ราว 10.00 น. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เริ่มอภิปรายโดยการอ่านญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่ออ่านถึงประเด็นเรื่องการจัดหาวัคซีน ปรากฏว่า ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เริ่มประท้วงตั้งแต่ต้น ว่ามีการพาดพิงพระมหากษัตริย์ในญัตติ 

พฤติการณ์นายกฯ และ 5 รัฐมนตรี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรม และไร้ความสามารถ ที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำประเทศ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลวผิดพลาด บกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกต้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในภาวะปกติ และในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองต้องประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบันกว่า 19 เดือนเศษ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รวมศูนย์อำนาจ รวบอำนาจและมีอำนาจตามกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งในฐานะนายกฯ รมว.กลาโหม ผู้กำกับการปฏิบัติงานตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประธานกรรมการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ประธานศูนย์บริหารสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ (ศบศ.) และ ผอ.ศบค.กทม. อีกทั้งยังได้รวบอำนาจตามกฎหมายต่างๆ ถึง 40 ฉบับ ที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลมาไว้กับตนเอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข

จากนั้น สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนที่ 1-5 ตามลำดับ เริ่มจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข โดยระบุว่า ขาดซึ่งองค์ความรู้ ไร้ภูมิปัญญาและความสามารถในการกำกับดูแลด้านสาธารณสุขของประเทศ มีพฤติกรรมคุยโม้โอ้อวด ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฉ้อฉลหลอกลวงประชาชน ส่งผลให้การบริหารงานกระทรวงสาธารณสุขล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการรับมือโรคอุบัติใหม่อย่างโควิค-19 

“นายอนุทินขาดสติปัญญา ประเมินความรุนแรงและผลกระทบของโรคนี้ผิดพลาดอย่างร้ายแรง โดยเห็นว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา เป็นและหายเองได้ ประเมินว่าเป็นโรคกระจอก จึงปล่อยปละละเลยในการเตรียมความพร้อมของมาตรการป้องกันและควบคุมโรค โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นแต่จะจัดหาวัคซีนลึกลับ ด้อยคุณภาพ และพูดเท็จต่อประชาชนว่า เราจะมีวัคซีนเต็มสองแขนเหลือเฟือ” 

นอกจากนี้ นายอนุทินยังมุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ในการจัดหาและกระจายวัคซีน โดยไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพของวัคซีนและโอกาสของประชาชนในการได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งเป็นการกอบโกยผลประโยชน์บนคราบน้ำตาและความเป็นความตายของประชาชน 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน

นายสมพงษ์อภิปรายต่อไปถึง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ว่า เป็นบุคคลไร้ภูมิปัญญา ไร้ความรู้ความสามารถ ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบทั้งระบบ กระทำการส่อว่าจงใจและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ปล่อยปละละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดปกติ และเกิดการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานผิดกฎหมายดังกล่าว จนเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบ จนผู้ใช้แรงงานต้องตกงานเป็นจำนวนมากและใช้ชีวิตตามยถากรรม นักศึกษาจบใหม่ก็ไม่มีงานทำ โดยมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

นายศักดิ์สยามมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มุ่งแต่แสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ รู้เห็นและปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในการประมูลโครงการขนาดใหญ่ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้าบุกรุกที่ดินของรัฐเพื่อนำมาเป็นของตนและเครือญาติ การฉ้อฉลก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง ประพฤติตัวเสเพลไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เข้าไปยังแหล่งอบายมุขจนเป็นต้นตอแห่งการระบาดของโควิด-19 ไปทั่วประเทศ 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ 

เป็นบุคคลไร้ภูมิปํญญา ไร้ความสามารถในการบริหารงาน ทำให้การบริหารงานด้านการเกษตรล้มเหลวทั้งระบบ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในการเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการของหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล สร้างความเสียหายแก่รัฐจำนวนมาก ไม่ปกป้องรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จงใจเบียดเบียนเอาทรัพยากรของชาติไปให้พวกพ้องของตน ปล่อยปละละเลยให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ ทั้งวัวและสุกร จนส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรจำนวนมาก ขณะที่มาตรการชดเชยเยียวยาแก่เกษตรกรไม่ทั่วถึงเพียงพอ 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

มีพฤติการณ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้ตำแหน่งหน้าที่และสื่อของรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความแตกแยกในสังคม มุ่งประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต

สายสัมพันธ์วัคซีนเจ้าสัว

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 จำนวน 10.9 ล้านโดส โดยไม่มีวัคซีนทางเลือกอื่น ทำให้น่าสงสัยว่าการจัดซื้อซิโนแวคมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ 

ความผิดพลาดของรัฐบาลอีกข้อหนึ่งคือ การไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX ทำให้คนไทยเสียโอกาสในการเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึง ขณะที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนเข้าร่วมโครงการหมดแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ มีเจตนาที่ไม่อยากเข้าร่วมโครงการ COVAX ตั้งแต่ต้น โดยอ้างว่าหากประเทศไทยเข้าร่วมจะทำให้การจัดซื้อวัคซีนมีราคาสูงขึ้นและเลือกยี่ห้อไม่ได้ แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ไม่เข้าร่วมเพราะโครงการนี้ไม่มีตังค์ทอน 

นายประเสริฐกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคว่า เป็นการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยอาศัยอำนาจนายกฯ ตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นอกจากนี้ยังเป็นการจัดซื้อเชิงพาณิชย์โดยมีองค์การเภสัชกรรมเป็นนายหน้าค้าความตาย ไม่ใช่การจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) 

“รัฐบาลไทยจัดซื้อจากบริษัทเอกชนในจีน เป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัทนี้มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับเจ้าสัวใหญ่ในเมืองไทย และเป็นกลุ่มทุนที่ผูกพันยิ่งกับรัฐบาล แม้ไม่มีตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทย”

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า แม้ที่ผ่านมามี 7 หน่วยงาน ทักท้วงการจัดซื้อซิโนแวค แต่ พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทินก็เดินหน้าจัดซื้ออย่างต่อเน์่องในปริมาณที่มากจนผิดสังเกต ทำให้เชื่อว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง เอื้อต่อนายทุน ไม่คำนึงถึงชีวิตประชาชน เป็นวัคซีนสายสัมพันธ์ แต่ด้อยประสิทธิภาพ 

แอสตราเซเนกา ซิโนแวค และเจ้าสัว 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.เพื่อไทย อภิปรายความบกพร่องในการจัดหาวัคซีนของนายอนุทิน โดยอ้างถึงคำพูดของอนุทินที่กล่าวว่า ไตรมาส 3 วัคซีนแอสต​ราเซเนกาที่ผลิตในไทยคงมีเต็มโรงพยาบาลแล้ว อยู่เต็มแขนพี่น้องคนไทย

ประเสริฐ จันทรรวงทอง: “เต็มแขนเหมือนกันครับ แต่เต็มแขนคุณยายที่อำเภอนางรองฉีดทั้งซ้ายขวาครับ” 

ชวน หลีกภัย: “วิจารณ์วัคซีนให้ระวังนิดนึงนะครับเพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ” 

(ชวนกล่าวเตือนประเสริฐเมื่อประเสริฐพยายามอภิปรายข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคและเครือข่ายของ CP เหตุผลคือการกล่าวถึงคนภายนอกในขณะที่คนภายนอกไม่มีโอกาสชี้แจง ไม่เหมาะสม)

พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน: “เจ้าสัวคนนี้เป็นอะไร เป็นคนดูแลประเทศไทยหรือไง จึงแตะไม่ได้”

“ผมมาไล่ท่านแล้ว”

เวลาราว 12.20 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายการใช้งบประมาณของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 4 ประเด็น ได้แก่ 

ประเด็นที่ 1 การกู้เงินของรัฐบาลประยุทธ์ที่สูงกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์และอภิสิทธิ์ การกู้เงินจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่กลับไปลงกับโครงการเพื่อการกินเที่ยวและแอพพลิเคชั่นเยียวยาต่างๆ แต่ไม่ได้ลงไปสู่ประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ 

ประเด็นที่ 2 การจัดทำงบประมาณโดยไม่เข้าใจปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง งบประมาณกว่า 24 ล้านล้านบาท มีการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้งบประมาณเกินดุล มีการตั้งงบประมาณไว้เผื่อเงินทอน 

ประเด็นที่ 3 การปรนเปรอกองทัพเพื่อค้ำจุนอำนาจของตนเอง มีการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมสูงกว่ากระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ในขณะที่กระทรวงกลาโหมกลับไม่มีผลงาน บุคลากรทำงานไม่เต็มเวลา จัดซื้ออาวุธที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการเกณฑ์ทหารเกินความจำเป็น ซึ่งเบี้ยเลี้ยงของทหารเกณฑ์เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 

ประเด็นที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่สนใจความเป็นอยู่ของประชาชน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจ ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กตร. และมีการยกเว้นโทษทางกฎหมายจะรับผิดชอบได้หรือไม่

ประเด็นที่ 5 ใช้กฎหมายและอาวุธที่ซื้อจากภาษีมาข่มขู่ปราบปรามประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  

และประเด็นที่ 6 ลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโดยที่ไม่มีนายกฯ คนใดเคยทำมาก่อน จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้กล่าวปิดท้ายตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยออกมาพูดว่า “มึงมาไล่ดูสิ” ด้วยการกล่าวว่า “ผมมาไล่ท่านแล้ว”

วิวาทะ เสรี vs ประยุทธ์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เสนอ 6 ข้อไม่ไว้วางใจรัฐบาล เริ่มจากการไล่เลียงงบกลาโหมฯ การบริหารการจัดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงการลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พูดถึงการตั้งงบของกองทัพในการจัดซื้อาวุธยุทโธปกรณ์ของทั้งสามเหล่าทัพ “ผมไม่ได้พูดเองนะครับ ชาวเน็ตต่างๆ เขาพูดกัน รถถังมาแล้ว ถึงก่อนวัคซีนอีก”

รวมถึงการยกเลิกการซื้อเรือดำน้ำ “ผมว่านายกฯ ทนกระแสสังคมไม่ได้ เลยถอนการซื้อเรือดำน้ำ เป็นนายกฯ ก็สั่งได้นี่ แล้วจะเอาเข้ามาตั้งแต่ทีแรกทำไม”

นอกจากนั้นยังอภิปรายถึงเรื่องการจัดการด้านสาธารณสุข “มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แปลเป็นไทยว่า พอมีโรคระบาด รัฐต้องดูแลประชาชน

“ขอให้พี่น้องประชาชนที่ซื้ออุปกรณ์การป้องกัน/การตรวจโควิด เอาใบเสร็จไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แจ้งความคุณประยุทธ์ตามมาตรา 47 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นะครับ”

“เดี๋ยวท่านดูสิ หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าคุณประยุทธ์อยู่ต่อ เดี๋ยวยอดโควิดก็พุ่งขึ้นอีก” 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ปิดท้ายการอภิปรายโดยยกคำพูดของนักปราชญ์ที่ว่า ‘คนโง่ คือภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ’ ก่อนกล่าวว่า สอดคล้องกับคำพูดของเด็กที่บอกว่า ‘ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด’ “ผมไม่ได้พูดเอง เด็กๆ เขาพูดกัน”

“ท่าน (พล.อ.ประยุทธ์) เคยพูดว่า ‘มึงมาไล่ดูสิ’ วันนี้ผมมาไล่ท่านแล้ว”

13.50 น. ทางด้าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ชี้แจงภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของงบประมาณกลาโหมฯ รวมถึงปัญหาอุปสรรคที่รัฐบาลยุคปัจจุบันเผชิญกับภาวะโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งเป็นข้อแตกต่างกัยรัฐบาลยุคก่อนหน้า

“ท่านเป็นรุ่นพี่ผม แต่ท่านเคยเป็นแค่ ผบ.ตร. ประสบการณ์เลยอาจต่างกัน”

“การทำงบประมาณแบบขาดดุลอาจยังมีอยู่ในสถานการณ์แบบนี้”

“ถ้าท่านดูในมุมกว้างจะเห็นว่าประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปมากมายในขณะนี้ ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศทั้งสิ้น” 

“ท่านบอกว่ามีทหารไว้ทำไม มีไว้ก็ไม่ได้รบ วันนี้ทหารทำอะไรบ้างครับ ไม่ว่าจะสถานการณ์โควิด น้ำท่วม ฝนแล้ง ภัยพิบัติ ดูแลแรงงานต่างด้าว ก็ต้องมีกองกำลังหมุนเวียนลงไปดู”

“ผมฝากไปถึงพี่น้องประชาชนที่บ้าน ถ้าได้ฟังผมอยูในตอนนี้ ท่านดูหน้าผม ท่านฟังผม ผมพูดจากหัวใจของผม ผมพูดจากสมองที่ท่านหาว่าน้อยของผม แต่ท่านอย่าลืมว่าผมมีประสบการณ์กว่า 6-7 ปีมาแล้ว ตรงนี้คือความแตกต่างนะครับ ที่ผมน่าจะรู้มากกว่าท่าน” พลเอกประยุทธ์ชี้แจงทิ้งท้ายในประเด็นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปรายไว้ก่อนหน้า

ไร้ยุทธศาสตร์จัดการเงินกู้

เวลาประมาณ 14.10 น. ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายถึงวิกฤติปัญหาแรงงานและรายได้ของประชาชน โดยมีสถิติอ้างอิงว่ารายได้ต่อครัวเรือนหนึ่งลดลงเฉลี่ยถึง 10 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ ประชาชนจำนวนมากตกงานและมีหนี้สิน และยังต้องแบกรับความกังวลในภาวะโรคระบาด มีเพียงบางภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์หรือฟื้นตัว อีกทั้งภาคธุรกิจของไทยยังมีความสนใจในการลงทุนที่ต่างประเทศมากเป็นประวัติการณ์ 

วิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นสะท้อนเรื่องความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน ช่องว่างทางรายได้เป็นหุบเหวลึกที่ยากจะเติมเต็ม แต่มาตรการเยียวยาที่ใช้เงินกู้กว่าล้านล้านบาทกลับเป็นมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้สัดส่วน และไม่มียุทธศาสตร์ มีผู้ตกหล่นไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาจำนวนมาก ขณะเดียวกัน เอกสารรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีกลับกลายเป็นเอกสารลับด้วยเหตุผลที่มีนัยยะสำคัญ ในขณะที่เงินคงคลังลดต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ศิริกัญญาได้เสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการกู้เงินเพื่ออัดฉีดให้กับการเยียวยาเศรษฐกิจที่มากพอเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่จากความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่รัฐบาลจัดการกับเงินกู้รอบแรกได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่กล้ากู้เงินเพิ่มด้วยเหตุผลทางการเมือง ในขณะที่แนวทางการแก้ปัญหาของประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อิตาลี สวีเดน นายกรัฐมนตรีของประเทศเหล่านี้เลือกที่จะลาออกหลังจากการจัดการวิกฤติการระบาดโควิดไม่มีประสิทธิภาพ

“รมต.มองโกเลีย ลาออกเพราะประชาชนประท้วงการจัดการโควิดไร้ประสิทธิภาพ รมต.สโลวาเกีย ลาออกเพราะแอบตกลงวัคซีนรัสเซียที่สหภาพยุโรปไม่รับรอง รมต.อิตาลี ก็ลาออกจากการที่ถูกวิจารณ์ว่ารับมือโควิดไม่ได้ จนพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว แหม่ น่าสนใจนะคะ นายกฯ มาเลเซีย ก็ลาออก เซ่นการจัดการโควิดที่ล้มเหลว แต่นั่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่พลเอกประยุทธ์เลือกนะคะ ทางเลือกสุดท้าย นายกฯ สวีเดน พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากพ่ายโหวตการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอบคุณค่ะ”

14.40 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยกล่าวถึงปัญหาราคายางที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งจุดหายนะในราคายางนั้น เป็นผลมาจากมติ ครม. 3 พฤศจิกายน 2663 ที่เร่งรัดให้ระบายยางให้หมดโดยเร็ว ทำให้ราคายางที่ไร้เสถียรภาพอยู่แล้ว มีราคาที่ดิ่งลง มติดังกล่าว ตัดคำว่าราคาตลาดและการให้นำยางไปใช้ในหน่วยงานของรัฐออก ซึ่งล้วนส่อไปในทางทุจริตทั้งสิ้น เช่น ผิด พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 

15.30 น. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในประเด็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน โดยกล่าวถึงเหตุผลในการรัฐประหารของนายกรัฐมนตรีที่อ้างถึงการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและการหมิ่นสถาบัน แต่กลับมีการทุจริตคอร์รัปชันที่ไม่สามารถจัดการได้ นอกจากนี้ยังมีการเอื้อเฟื้อกลุ่มนายทุนโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน การจัดหาวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพ การผูกขาดการค้า และการหลอกลวงประชาชน 

16.05 น. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ อภิปรายถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ได้แก่ หนี้สาธารณะของประเทศไทย หนี้ครัวเรือน รวมถึงการจัดสรรงบประมาณตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช. มาจนถึงยุคโควิด-19 โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลใช้เงินไปหมดแล้ว และ พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาปัญหาโควิด นอกจากนี้ยังออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 3 ฉบับ โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงิน 1.25 ล้านล้านบาท ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหากเกิดปัญหาหนี้เสียก็จะกลายเป็นหนี้สาธารณะต่อไป 

สำหรับปัญหาด้านการจัดสรรวัคซีน นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า เป็นความผิดพลาด ประมาท หรือทุจริต ที่รัฐบาลตัดสินใจใช้วัคซีนซิโนแวคเป็นวัคซีนหลัก เพราะเป็นวัคซีนคุณภาพต่ำ โดยรัฐบาลไม่สนใจชีวิตของแพทย์ พยาบาล และประชาชน 

“บริษัทผู้ผลิตวัคซีนซิโนแวคยังมีความเชื่อมโยงทางสายเลือดกับบริษัทของเจ้าสัวเมืองไทย” 

นายมงคลกิตติ์กล่าวสรุปตอนท้ายด้วยว่า “การเยียวยาประชาชน เอื้อประโยชน์เจ้าสัว ธุรกิจอื่นพัง ประชาชนตกงาน ตายเรียบ ธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เจ๊งหมด ประชาชนภาคธุรกิจท่องเที่ยวตกงาน 7 ล้านคน บัณฑิตจบใหม่ตกงาน 500,000 คน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีก 10 ล้านคน รวมทั้งสิ้นมีประชาชนเดือดร้อน 66 ล้านคน

“ในขณะที่ประเทศอยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว รัฐบาลยังปล่อยให้ประชาชนผจญกับโรคระบาดแบบตามมีตามเกิด รอตรวจเชื้อ รอเตียง รอออกซิเจน รอความตายอย่างทรมาน จนตายคาบ้าน ตายข้างถนน ตายแบบอนาถ ตายจนต้องรอเตาเผา นายกฯ ก็ยังทำงานแบบ work from home ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ถึง 18 สิงหาคม 2564”

เพื่อไทยเตรียมยื่น ป.ป.ช. เอาประยุทธ์-อนุทิน เข้าคุก

16.50 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดย นพ.ชลน่าน กล่าวถึงความโหดร้ายที่เกิดจากการบริหารงานของรัฐบาล “หลายคนไม่มีสิทธิแม้แต่จะเห็นหน้าลูกของตัวเองที่ตายอยู่ในกรุงเทพฯ เห็นแต่ห่อผ้าขาว เถ้ากระดูกที่กลับบ้านไปทำบุญ ทำพิธี”

จากนั้น นพ.ชลน่าน ได้เชิญชวนสมาชิกสภายืนไว้อาลัยให้กับผู้ที่ล้มตายจากวิกฤติโควิด แด่ทุกดวงวิญญาณ และญาติที่ไม่มีโอกาสได้ไว้อาลัย ก่อนย้ำถึงญัตติที่ผู้นำฝ่ายค้านเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน ไร้ภูมิปัญญาและความสามารถ สื่อสารผิดพลาดร้ายแรง มีข้อสั่งการนายกฯ มากที่สุด ทว่าจัดการปัญหาได้ล้มเหลวที่สุด คนจากจังหวัดอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม ต่างต้องแห่ไปฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ ปล่อยให้มีการซื้อขายคิวเข้าฉีดวัคซีน 

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นแล้ว ตนและพรรคเพื่อไทยจะยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เอาผิดจำคุก พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน ข้อกล่าวหาที่ 1 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การบริหารจัดการวัคซีนส่อทุจริต ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนและรักษาพยาบาล จากข้อสั่งการนายกฯ ว่า วัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะ (Global Public Goods) ที่รัฐเป็นผู้จัดซื้อ ถือว่าเป็นการค้าความตายจากประชาชนหรือไม่

ข้อกล่าวหาที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน ปล่อยปละละเลยทำให้ระบบสาธารณสุขล่มสลาย ก่อนหน้าวิกฤติโควิด ต้นปี 2562 ระบบสาธารณสุขไทยอยู่อันดับ 6 ของโลก จากการจัดอันดับโดย CEO WORLD และมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ทว่าจากข้อสั่งการนายกฯ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 ที่สั่งให้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากแต่ไร้ผลทางการปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง

ข้อกล่าวหาที่ 3 เลือกปฏิบัติ ไม่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดหาวัคซีน เป็นการละเว้น ไม่ปฏิบัติตามข้อสั่งการของตัวเอง 

ข้อกล่าวหาที่ 4 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการจัดหาซื้อชุดตรวจ ATK จากข้อสั่งการนายกฯ ที่กำหนดคุณสมบัติชุดตรวจที่ต้องผ่านมาตรฐานองค์การอนามัยโลกและต้องมีความแม่นยำ แต่ต่อมามีการแก้ไขข้อสั่งการดังกล่าวว่า ชุดตรวจนั้นไม่จำเป็นต้องผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และตัดข้อสั่งการเรื่องความแม่นยำออก และเมื่อองค์การเภสัชกรรมมีการเซ็นสัญญาชุดตรวจ ATK เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ถือว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน กระทำความผิดเป็นผลสำเร็จ

“ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับการทุจริต”

18.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อภิปรายชี้แจงว่า รัฐบาลจำเป็นต้องจัดหาชุดตรวจ ATK 8.5 ล้านชิ้น เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์ “ผมกราบเรียนว่า ในการประชุม ศบค. ผมไม่เคยสั่งการให้ซื้อ ATK ที่ผ่านการรับรองของ WHO และผมไปถอดเทปการประชุม ผมก็ไม่ได้สั่งจริงๆ ผมสอบถามข้อมูลจากคณะแพทย์ต่างๆ ก็ไม่มี ATK ชนิดใดที่ WHO รับรองในขณะนั้นสำหรับประชาชน มีแต่รับรองสำหรับแพทย์”

“ไม่อยากพูดให้หลายคนท้อแท้ เราต้องพยายามให้ดีที่สุด ผมเสียใจที่มีการสูญเสีย ผมไม่อยากค้าความตายหรอก อย่าใช้คำพูดที่มันเกินเลยไปเลย”

พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า จะจัดวัคซีนให้ได้ครบ 50 ล้านโดส ภายในเดือนตุลาคม และภายในสิ้นปีจะมีวัคซีนถึง 140 ล้านโดส ส่วนจะฉีดยังไงก็เป็นเรื่องของหมอ

“ในเรื่องหลักการ วิธีของผมคือยึดหลักวิชาการและใช้ข้อมูลทางสถิติประกอบการทำงานและตัดสินใจเสมอ ไม่ใช่ว่าผมนึกอยู่ดีๆ แล้วก็สั่งโน่นสั่งนี่ ตื่นเช้ามาก็สั่ง ไอ้นั่นมันบ้าแล้ว มันคนบ้า” 

ส่วนเรื่องการทุจริต พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ผมทำไปไม่ได้มีเจตนาทุจริต คือผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับการทุจริตน่ะนะ”

เรื่องการฉีดวัคซีน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่อยากให้ด้อยค่าวัคซีนใดๆ ทั้งสิ้น ที่ผ่านมาต้องดูว่าเรารักษาคนหายแล้วเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ฉีดอะไรเลย รอแต่วัคซีนดีๆ มันจะตายมากกว่านี้ไหม แค่ตายคนเดียวผมก็ไม่พอใจ ไม่มีความสุขอยู่แล้วครับ”

ส่วนประเด็นการศึกษามีการพาดพิงว่าสอนให้ประชาชนโง่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ถ้าสอนอย่างนี้จริงๆ มันสอนไปนานแล้ว ผมกำลังสอนให้ฉลาดขึ้น” 

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ผมได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เขาสอนให้ผมพูดจาให้เรียบร้อย สุภาพ ใจเย็นๆ ไม่ใช้คำพูดที่หยาบคาย เหยียดหยาม ดูถูก ขอสอนไว้ด้วยคำว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ผมจะพยายามทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาของผู้ทรงเกียรติอย่างแท้จริง”

ตำรวจยิงเป็นห่าฝน ทำร้ายประชาชนไม่เลือกหน้า

19.10 น. พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการใช้อำนาจและการปราบปรามประชาชน โดยรัฐบาลกล่าวหาว่าประชาชนละเมิดกฎหมาย การทำให้ตำรวจกลายเป็นกลไกปราบปรามประชาชนโดยละเลยมาตรการสากล ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยอ้างเรื่องโควิด ทำให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ประชาชนเกลียดชังตำรวจ

“ผมไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน ผมไม่เคยเห็นว่าประชาชนโกรธแค้นตำรวจอย่างกว้างขวางแบบนี้มาก่อน จนบางหน่วยต้องประกาศงดแต่งเครื่องแบบ”

การปราบปรามม็อบประชาชนมีการใช้ตู้คอนเทนเนอร์และถังน้ำมัน ซึ่งถือเป็น ‘อุปกรณ์เกิน’ ที่อยู่นอกเหนือคำสั่งนายกรัฐมนตรี กระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ ตามหลักการควรใช้ตำรวจ 3 ต่อ 1 คน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีภาพตำรวจ 10 นาย รุมทำร้ายประชาชนคนเดียว มีการยิงกราดใส่บุคคลโดยไม่ระบุเป้าหมาย

“สิ่งที่เห็นคือการยิงเป็นห่าฝน ทำร้ายประชาชนไม่เลือกหน้า รุนแรงเกินกว่าเหตุหลายครั้ง เดินประจันหน้า ยิงกราดคนไม่เลือกหน้า นี่หรือที่เรียกว่าหลักสากล”

นอกจากนี้ พล.ต.ต.สุพิศาล ยังต้องการให้ระบบตั๋วช้างที่ทำลายระบบตำรวจหมดไป ทำให้ตำรวจต้องหาลำไพ่พิเศษเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตำรวจต้องขึ้นตรงกับประชาชน ไม่ใช่นักการเมือง ตามหลักสากลของทั่วโลก จึงต้องมีการปฏิรูประบบตำรวจอย่างจริงจัง

“เพราะเหตุนี้ ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อีกต่อไป ผมไม่สามารถยอมรับให้ทหารนอกแถวคนนี้มากำกับและสั่งการตำรวจ เปลี่ยนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ทรราช เพื่อรับใช้ระบอบปรสิตอีกต่อไป

หน่วย IO ครวญ อุตส่าห์เทใจให้รัฐ แต่ถูกโกงเบี้ยเลี้ยง

21.30 น. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล เปิดโปงภารกิจ IO ภาคจบ โดยนำเสนอวิดีโอแนวทางการปฏิบัติงานของ ‘นักรบไซเบอร์’ ที่น่าตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายความมั่นคงจะต้องนำกำลังไปปกป้องและประชาสัมพันธ์นายกรัฐมนตรี ทั้งการนำเสนอเฉพาะด้านดีของรัฐบาล แก้ต่าง ไปจนถึงด้อยค่าและปล่อยข่าวปลอมโจมตีฝ่ายตรงข้าม ความเดือดร้อนของประชาชนที่สะท้อนออกมาจากความจริง แต่ถูกด้อยค่าจากปฏิบัติการ IO จึงทำให้ณัฐชามีคำถามว่า นายกรัฐมนตรีมีจิตสำนึกบ้างหรือไม่

“การที่ประชาชนออกมาสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดลึกๆ แต่สุดท้ายกลับมีหน่วยปฏิบัติการที่เรียกว่า IO คอยไปโจมตี ใส่ร้าย กล่าวหา ใส่ความอย่างผิดๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนของกองทัพภายใต้การบริหารงานของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”

นอกจากนี้ ณัฐชาได้เปิดเผยเอกสารกระบวนการปฏิบัติการดังกล่าวที่มีการใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายเพจ เช่น กรมทหารราบที่ 8 ซึ่งได้รับรางวัล ‘นักรบไซเบอร์ดีเยี่ยม’ ได้ตั้งชื่อเพจไว้ว่า ‘เรื่องงานไม่ขยับ เรื่องกินตับขอให้บอก’ จึงน่าคิดว่าไม่น่าใช่เพียงการประชาสัมพันธ์รัฐบาลดังที่เคยกล่าวอ้าง 

“แทนที่จะให้นายทหารถือปืนไปสู้กับอริราชศัตรู กลับให้มาเป็นนักเลงคีย์บอร์ดคอยข่มเหงประชาชน”

ทั้งนี้ ณัฐชาได้ชี้แจงว่า สื่อและข้อมูลทั้งหมดที่นำมาอภิปราย มาจากหน่วยปฏิบัติการ IO ที่ไม่สามารถยอมรับคำสั่งให้ทำงานดังกล่าวต่อไปได้ มีการเปิดเผยรายชื่อจากเอกสารลับที่แสดงให้เห็นว่าหน่วยปฏิบัติการถูกโกงเบี้ยเลี้ยง ไม่ได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนด โดยหน่วยปฏิบัติการ IO ได้ฝากณัฐชาให้ช่วยทวงเบี้ยเลี้ยงให้ด้วย

จากนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรกยังคงดำเนินต่อไป ตามกำหนดการจะสิ้นสุดในเวลา 00.30 น. 

Author

กองบรรณาธิการ
ทีมงานหลากวัยหลายรุ่น แต่ร่วมโต๊ะความคิด แลกเปลี่ยนบทสนทนา แชร์ความคิด นวดให้แน่น คนให้เข้ม เขย่าให้ตกผลึก ผลิตเนื้อหาออกมาในนามกองบรรณาธิการ WAY

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend