Editor 05 - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

Editor 05

ข้อเขียนนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Captain America Civil War และหนังสือ Lord of the Flies หากยังไม่ได้ดูหรือยังไม่ได้อ่าน ข้ามไปได้นะครับ

ไม่กี่วันก่อน ผมไปดู Captain America Civil War ภาพยนตร์อเมริกันที่เข้าก่อนอเมริกา ด้วยความคาดหวังว่าต้องสนุกโคตรๆ แน่เลย ซึ่งเอาเข้าจริงมันกลับไม่ถึงขั้นสุดขนาดนั้น เรียกว่าดูให้รู้เรื่องเพราะเป็นภาพยนตร์ภาคต่อมากกว่า และหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ หนังใหม่ประจำสัปดาห์นั้นมีสามเรื่อง Captain America, Captain America และ Captain America

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของเหล่าฮีโร่ที่ต้องยกพวกตีกันคือ Superhero Registration Act แปลตรงตัว กฎหมายลงทะเบียนซูเปอร์ฮีโร่ ในฐานะชีวอาวุธที่มีพลังและอำนาจเหนือมนุษย์ พวกเขาควรอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและองค์การสหประชาชาติ

ยอดมนุษย์เหมือนนิวเคลียร์มีชีวิต สามารถใช้พลังทำอะไรก็ได้ แน่นอนว่าในหนังซูเปอร์ฮีโร่ ถ้าโครงเรื่องไม่ดาร์คหรือเทาๆ หรือ anti-hero จนซับซ้อนเกินไปนัก เราจะเห็นการใช้พลังในด้านบวกแบบ ‘ฮีโร่’ เป็นส่วนมาก แล้วบังเอิญ ต้นเรื่องของ Civil War เริ่มด้วยฉากสู้กับตัวร้ายซึ่งทำให้คนธรรมดาตาดำๆ โดนลูกหลงจนตายไปหลายศพ ภาพที่ปรากฏไปตามสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกนี้ทำให้คนต้องหันกลับมาคิดว่า เราไว้ใจพวกนิวเคลียร์เดินได้นี้ได้มากน้อยแค่ไหน

Superhero Registration Act จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมาตรการพื้นฐานที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับคนธรรมดา ทั้งจากตัวร้าย และพลังการทำลายของตัวเอกด้วย

ทีนี้เรื่องที่ทำให้วงแตกคือเรื่องกฎหมายฮีโร่นี่แหละ กลุ่มหนึ่งซึ่งนำโดยไอรอนแมน เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว เพราะเขาเชื่อว่าการใช้อำนาจไปโดยไม่มีระบบระเบียบคอยควบคุม สร้างความวายป่วงอย่างไรได้บ้าง ขณะที่ทีมฮีโร่อเมริกันชนเลือดทหารอย่างกัปตันอเมริกาเห็นตรงข้าม เพราะการต้องกลายเป็นอาวุธของรัฐบาลนั้นทำให้เขาสูญเสียอิสรภาพ เหมือนดาบในฝัก และสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจว่าควรช่วยเหลือใคร ควรทำอะไร ควรแอ็คชั่นเป็นพระเอกตอนไหน

นั่นคือจักรวาล Marvel ที่ซ้อนทับกับโลกมนุษย์ ในความเป็นจริง โชคร้ายที่เราไม่มีฮีโร่ แต่โชคดีที่เรามีวิวัฒนาการ

วิวัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ด้านหนึ่งถูกนำมาเป็นโครงเรื่องของ Lord of the Flies วรรณกรรมในปี 1954 ของ วิลเลียม โกลดิง ที่มีชื่อไทยไม่ตรงตัวทว่าตรงสาระของเรื่องว่า วัยเยาว์อันสิ้นสูญ

Lord of the Flies ว่าด้วยเรื่องของกลุ่มเด็กที่รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกบนเกาะร้างไร้ผู้คน พวกเด็กๆ ชาวอังกฤษต้องเผชิญสถานการณ์โดดเดี่ยวที่ต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง โดยไม่มีความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่

การจัดการและควบคุมคนหมู่มาก อารยธรรมของมนุษย์ที่ติดตัวมาสอนพวกเขาว่า จำเป็นต้องมีผู้นำ และ ราล์ฟ เด็กที่ดูจะมีอายุมากหน่อย คือประมาณ 12 ปี ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ

เป้าหมายสำคัญของราล์ฟคือต้องการ ‘ความช่วยเหลือ’ เขาเลือกวิธีก่อกองไฟส่งสัญญาณควัน ด้วยคาดหวังว่าวันหนึ่งจะมีเรือผ่านมาและพาพวกเขากลับสู่โลกศิวิไลซ์ ขณะที่มีเด็กกลุ่มย่อยเป็นคณะร้องประสานเสียง นำโดย แจ็ค เมอริดิว ซึ่งมาในเครื่องแบบเหมือนกัน แม้จะรุ่งริ่ง แต่ยังพร้อมเพรียงเป็นระบบและมีระเบียบ

เวลาผ่านไป ดูเหมือนความหวังว่าจะมีเรือผ่านมาได้มอดลงพร้อมๆ กับสัญญาณควันที่ลอยหายไปในอากาศ แจ็ค เมอริดิว จึงนำพรรคพวกส่วนหนึ่งเข้าป่าทำหน้าที่นักล่า พวกเขาล่าหมูด้วยการกรีดคอ ควักเครื่องใน ก่อนจะตัดหัวมันทิ้ง เพราะเป้าหมายของเขาคือ ‘ต้องรอด’ โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร

แจ็คกลายเป็นผู้นำของเด็กส่วนใหญ่ ที่เชื่อว่าการนั่งประชุมล้อมวงกันตามกติกาไม่สามารถทำให้ทุกคนรอดได้ กลุ่มของแจ็คจึงเปลี่ยนเป็นคนป่า เป็นนักล่ากระหายเลือดที่พร้อมฆ่าแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกัน จุดหักของเรื่องคือการตายของเด็กคนหนึ่ง โดยที่ไม่มีใครรู้สึกรู้สา เป็นประจักษ์พยานและหลักฐานว่า กฎเกณฑ์ของมนุษย์บนเกาะแห่งนี้ได้ผ่านจุดอวสานไปแล้ว

จริงอยู่ว่า หากไม่ต้องการความช่วยเหลือ และ ‘ต้องรอด’ อยู่กับแผ่นดินที่ถูกตีกรอบกั้นจากโลกภายนอกด้วยมหาสมุทร อารยธรรมมนุษย์ที่ติดตัวมาอาจเป็นอาภรณ์รกรุงรังในสังคมป่า เช่นเดียวกับเสื้อผ้าจริงๆ ที่กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นในสังคมแบบนั้น

ไม่ใช่เรื่องผิดถูก ลมหายใจคือภักษาหารจำเป็น การอยู่รอดคือสิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์ และเมื่อถึงจุดนั้น เราต้องยอมรับว่า เราได้เลือกแล้วว่าจะหันหลังให้กับความศิวิไลซ์ ปฏิเสธวิวัฒนาการของสังคมที่ใช้เวลาปรับเปลี่ยนมานานจนสร้างกฎของการอยู่ร่วมกัน และเดินออกนอกกติกาไปสู่ยุคคนป่านักล่าเหมือน แจ็ค เมอริดิว

Author

รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์
จากผู้อ่าน WAY อดีตภูมิสถาปนิก ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตมาทำงานหนังสือ ต้นทุนด้านการอ่าน ความสนใจที่หลากหลายและลงลึก เขาจึงเป็นตัวจักรสำคัญที่ทุกคนในองค์กรยอมรับ ยกเว้นรสนิยมทางดนตรี เพราะทุกวันนี้ยังต้องใส่หูฟังคนเดียวเงียบๆ