ศุภชัย ใจสมุทร: ‘เสรีภาพบนความรับผิดชอบ’ เบื้องลึกเบื้องหลังการผลักดันกัญชาเสรี

หลังจากกัญชาถูกปลดล็อกออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2565 เพียงชั่วข้ามคืนประชาชนต่างพร้อมใจกันแชร์ภาพต้นกัญชาสูงตระหง่านขนาด 2 เมตร พร้อมกับแคปชันเชิงตลกขบขันว่า ‘ต้นไม้วิเศษโตได้ในคืนเดียว’ ในขณะเดียวกันก็มีการจำหน่ายจ่ายแจกกัญชากันอย่างไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน ทั้งในโลกออนไลน์และร้านรวงข้างทาง ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า ใบ ไปจนถึงช่อดอกที่พร้อมใช้งานอย่างไม่ผิดกฎหมาย 

เมื่อถูกยกขึ้นบนดิน กัญชาก็เบ่งบานอย่างรวดเร็วจนอาจกล่าวได้ว่า กัญชาหาซื้อได้ง่ายดายยิ่งกว่าเหล้าเบียร์เสียอีก ซึ่งกรณีหลังยังมีข้อจำกัดในการจำหน่าย อาทิ ห้ามโฆษณา จำกัดเวลา หรือกระทั่งจำกัดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อ เป็นต้น จนเกิดเป็นกระแสตีกลับว่าการปล่อยเสรีกัญชาโดยไม่มีมาตรการรองรับเช่นนี้จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมโดยรวมมากกว่าจะเป็นประโยชน์อย่างที่ผู้ออกนโยบายตั้งใจ 

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังถูกปลดปล่อยจากตะเกียงวิเศษ ‘ยักษ์’ ตนนี้ก็เข้าไปพัวพันกับข่าวฉาวเชิงลบมากมาย อาทิ ชายไทยวัย 23 ปี เสพกัญชา แล้วพบว่าอวัยวะเพศของตนแข็งตัว ด้วยอาการมึนเมา เจ้าตัวคิดว่านกเขาของตนเองบิดเบี้ยว จึงคว้ากรรไกรมาตัดทิ้ง จนสุดท้ายต้องหามส่งโรงพยาบาล หรือกระทั่งข่าวเด็กหนุ่มเสพกัญชาจนเสียชีวิต เป็นต้น เมื่อบรรดาสื่อพากันประโคมข่าวความเสียหายและผลร้ายที่เกิดจากการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการในลักษณะนี้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนทำให้สังคมไทยกังขากับการปลดล็อกกัญชาหนักข้อขึ้น แม้กระทั่งข้ออ้างของรัฐบาลที่ปลดล็อกเจ้าพืชตัวนี้ เพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน จนดูเหมือนเหตุผลทั้งหลายแทบจะฟังไม่ขึ้น

WAY จึงชวน ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … มาพูดคุยในประเด็นเรื่องเสรีกัญชาที่กำลังร้อนแรง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในหัวหอกที่ผลักดันนโยบายปลดล็อกกัญชาจนเกิดเป็นรูปธรรมอย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2562 

เราลองมาฟังคำชี้แจงแถลงไขถึงแนวคิดเบื้องหลัง ปัญหาและอุปสรรค ความคาดหวัง ความท้าทาย ไปจนถึงอนาคตของกัญชาในสังคมไทยจากปากคำของเจ้าตัวกันชัดๆ อีกครั้ง

ย้อนกลับไปในช่วงการเลือกตั้งปี 2562 ทำไมพรรคภูมิใจไทยจึงชูนโยบายกัญชาเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียง

ก่อนจะถึงตรงนั้น พรรคภูมิใจไทยของเราสำรวจพบว่า มีผู้ใช้ประโยชน์จากกัญชาในทางการแพทย์แบบใต้ดินจำนวนมาก แล้วสามารถรักษาโรคหลายๆ โรคจนหายได้ แน่นอนว่ามันผิดกฎหมาย ทำให้เราเริ่มคิดว่า เฮ้ย มีหลายสิ่งหลายอย่างในประเทศนี้ที่เรากลับไม่เคยรู้จักมันในมิติอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ก็ได้ โดยเฉพาะในทางการแพทย์ เมื่อลองทำการศึกษา เราก็ได้ข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า มีผู้คนจำนวนมากใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค แล้วก็รักษาหายด้วย นี่ยังไม่ต้องพูดถึงพวก ‘สายเขียว’ ที่รู้วิธีใช้งานกัญชาเป็นประจำจนรู้ถึงคุณค่าของมันอยู่แล้วนะ

พอเข้าใจแบบนี้ เราจึงเริ่มหันไปมองต่างประเทศ สมาชิกบางท่านในพรรครวมถึงผมก็ได้ไปศึกษาดูงานจากเมืองนอก อาทิ สหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในยุโรป จนพบเห็นโลกอีกใบหนึ่งที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เรารู้สึกว่าน่าจะหยิบเรื่องนี้มาสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน วันนั้นเรามองการประโยชน์ทางการแพทย์เป็นหลัก แต่เมื่อได้ศึกษาจริงๆ ก็พบว่า กัญชาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ด้วย

เมื่อศึกษาข้อกฎหมาย เราพบว่ากัญชากลายเป็นยาเสพติดประเภท 5 ตั้งแต่ปี 2522 ทั้งๆ ที่ย้อนไปก่อนหน้านั้นไม่กี่สิบปี กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดนะครับ จริงๆ แล้วกัญชาถูกใช้งานมาอย่างยาวนานในฐานะยา ซึ่งเคยปรากฏอยู่ในตำรับยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ด้วยซ้ำ เราก็เลยคิดว่าหากชูเป็นนโยบายในการเลือกตั้งก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะช่วงนั้นเราทำการศึกษากันมากพอสมควร

การใช้ประโยชน์กัญชาในทางการแพทย์เป็นเรื่องสำคัญ เราเห็นผู้ป่วยมะเร็งทำคีโม (chemotherapy – เคมีบำบัด) แล้วใช้กัญชาบรรเทาอาการ ทำให้เขากินได้ นอนหลับ พอไปทำคีโมอีกรอบ เขาก็ไม่มีอาการแพ้หรืออาเจียน แถมยังเจริญอาหาร พอกินอิ่มนอนหลับ ร่างกายมันก็สู้ได้ กัญชาทำให้คนจำนวนมากรอดพ้นจากมะเร็ง รวมถึงโรคลมชักและพาร์กินสัน ผู้ใหญ่บางท่านในพรรคเป็นโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ ก็ลองใช้น้ำมันกัญชาแล้วหาย พวกเราจึงลุยเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนหาเสียง

ในที่สุดเราก็เลยเสนอให้ปลดล็อกกัญชาอย่างเสรี โดยแก้ พ.ร.บ.ยาเสพติด 2522 เพื่อสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน แต่ตอนที่นโยบายออกมาใหม่ๆ มีป้ายหาเสียงออกมาทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด คนยังมองเป็นเรื่องตลกขบขันเสียมากกว่า ท่านเลขาธิการพรรค ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับผมไปออกทีวีหลายช่อง คนก็ยังขำๆ แต่เรายังเชื่อมั่นและพร้อมแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้พูดเรื่องเหล่านี้เพื่อความสนุก แต่เราทำได้จริง 

ในที่สุดเราก็ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 3 ล้าน 7 แสนคน ซึ่งคนที่เลือกเราส่วนหนึ่งก็คือคนที่เชื่อว่าเราจะแก้กฎหมายไม่ให้กัญชาเป็นยาเสพติดได้ เราจึงตั้งใจที่จะผลักดันต่อภายหลังจากที่ได้เข้าร่วมรัฐบาลกับท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อมีการประชุมพรรคแกนนำในรัฐบาล เพื่อร่างนโยบายร่วมของแต่ละพรรค ผู้ใหญ่ในพรรค 3-4 ท่าน รวมถึงผมก็เข้าร่วมเสนอด้วย 

พรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นลงรอยกันไหม

ในตอนแรกมีผู้ใหญ่จากพรรคพลังประชารัฐท่านหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ไม่อยู่แล้ว ได้ขอว่าเรื่องกัญชานี้อย่าเพิ่งใส่เข้าไปได้ไหม หากจะมีก็ค่อยประกาศใช้ทีหลัง เพราะขณะนี้กำลังประชุมกันในเรื่องนโยบายเร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีต้องแถลงต่อรัฐสภา เพื่อชี้แจงว่ารัฐบาลกำลังจะทำอะไรบ้างเป็นข้อๆ ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เบี้ยวกันนี่หว่า ผมเองเป็นคนทุบโต๊ะแล้วพูดว่า ถ้าหากไม่ใส่นโยบายกัญชาของภูมิใจไทยเข้าไปในนโยบายของรัฐบาล ก็บอกตามตรงว่าเราคงไม่เข้าร่วมรัฐบาล

ผมจึงตัดสินใจ walk out เดินออกจากห้องประชุม ทุกคนในพรรคก็เดินตามออกมา ทั้งท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ท่านศักดิ์สยาม ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย รวมผมก็เป็น 4 คน (หัวเราะ) จนประธานใหญ่ของพลังประชารัฐเขาบอกให้ใจเย็น แล้วใส่นโยบายเข้าไป ทำให้เรื่องกัญชาและกัญชงกลายเป็นนโยบายที่ท่านนายกฯ ต้องแถลงต่อสภา พอถึงจุดนั้น เราก็เริ่มมีกำลังใจในการเดินหน้าต่อ

เมื่อหัวหน้าพรรคคือท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เราก็เริ่มสำรวจกันว่าจะสามารถใช้อำนาจการบริหารมาสนับสนุนนโยบายของเราอย่างไรได้บ้าง ในขณะนั้นแนวคิดเรื่องเสรีกัญชาเริ่มปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว อย่างน้อยก็ในสมัย สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ซึ่งตอนนี้ท่านเป็นองคมนตรี ให้ความสนใจและช่วยผลักดัน จนมีประกาศ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 เพื่อขยายการใช้ประโยชน์จากกัญชาให้มากขึ้น พวกเราจึงพยายามต่อยอดอย่างค่อยๆ เปิดช่องทางให้ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มากขึ้น ไม่ว่าจะแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย หรือแพทย์พื้นบ้าน ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคสามารถพกพากัญชาได้ รวมถึงการขยายโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนจับมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการปลูกได้ แล้วส่งให้กับกรมแพทย์แผนไทยหรือองค์การเภสัชกรรมเพื่อผลิตยา 

ช่วงเวลานั้นจำได้ว่าอาจารย์เดชา ศิริภัทร และมูลนิธิของท่านถูกจับที่สุพรรณบุรี ผมก็อาสาไปร่วมประกันตัวให้ ก่อนหน้านั้นผมก็เคยไปร่วมกิจกรรม ‘เดินเพื่อผู้ป่วย-กัญชารักษาโรค’ ที่อำเภอศรีประจันต์กับอาจารย์เดชามาก่อน เมื่อเห็นว่าสังคมต้องการให้วาระนี้เคลื่อนไปข้างหน้า ท่าน รมว. ก็เอาด้วย กระทั่งขยายการปลูกและเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์ขึ้นในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ นี่คือความก้าวหน้า ซึ่งทำให้คนสามารถปลูกกัญชาโดยถูกต้องตามกฎหมายได้ประมาณ 4-5 หมื่นคน รวมถึงรัฐวิสาหกิจชุมชนด้วย

ในขณะเดียวกันร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ก็ได้ถูกเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งมีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ประชุมร่วมกัน ผมเข้าไปเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ ประมวลกฎหมายฉบับนี้มีหลักสำคัญก็คือ กัญชาได้ถูกปลดออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ตามมาตรา 29 เรียบร้อยแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ 30 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งก็คือวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ตั้งแต่วันนั้นผมจึงพยายามต่อสู้มาตลอดว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ไปจับคนปลูกกัญชาอีกแล้ว ทำไม่ได้ แต่เหมือนผมบ้าอยู่คนเดียว คนอื่นไม่เชื่อ ตำรวจก็ยังจับไปเรื่อย ถ้าจำกันได้ ผมก็ ‘ไฝว้’ กับตำรวจหลายหนว่าถ้าจับก็เจอฟ้อง

ผมท้าให้ไปดูเลยว่าตามมาตรา 29 ของประมวลกฎหมายยาเสพติด หลังวันที่ 8 ธันวาคม ไม่มีชื่อกัญชาแล้ว เหลือเพียง 2 ชนิด คือ ฝิ่นและเห็ดขี้ควาย แม้ตอนประกาศใหม่จะเพิ่มสารสกัดจากกัญชากัญชงที่มีค่า THC เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ เข้าไปด้วย แต่ก็ยืนยันได้ว่า พืชกัญชาทั้งต้นไม่ใช่ยาเสพติดอีกแล้ว ตั้งแต่ยอดจนถึงราก ช่อดอกก็ไม่เป็น

ต้องเล่าเบื้องหลังหน่อยว่า หลังจากประกาศออกมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็มีความรู้สึกว่า อย่าประกาศทันทีได้ไหม ปรับตัวไม่ค่อยทัน จึงมีการเจรจากันนอกรอบเพื่อต่อรองขอยืดระยะเวลาบังคับใช้เป็น 180 วันได้ไหม แล้วค่อยให้มีผล จนได้ข้อสรุปกันที่ 120 วัน ดังนั้นเมื่อประกาศออกมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็เลยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 มิถุนายน เอาเป็นว่าเพื่อความสบายของทุกคน กัญชาไม่ได้เป็นยาเสพติดอย่างแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2565 

แต่ในระหว่างนั้นก็มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แม้ใกล้จะปลดล็อกแล้ว แต่ตำรวจก็ยังไปจับคุณป้าบ้าง คุณยายบ้าง ซึ่งผมก็ต้องออกมาสู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้ คุณต้องดูที่เจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลัก เขาจะปลดล็อกอยู่รอมร่อแล้ว จับทำไม โชคยังดีที่ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านรับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ ท่านก็มีหนังสือเวียนทั่วประเทศว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้หลักรัฐศาสตร์มากกว่าหลักนิติศาสตร์ หลังจากนั้นก็มีกรณีหนึ่งที่ศรีราชา ซึ่งยังไปจับเขาอยู่เลย แม้ว่าอีก 3 วันจะปลดล็อกแล้ว ตำรวจ 3-4 คนก็เลยโดนสั่งเด้ง ถ้ายังจำกันได้

หลายฝ่ายท้วงติงว่า การปลดล็อกกัญชาโดยไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน จะสร้างปัญหาใหม่ คุณศุภชัยมองประเด็นนี้อย่างไร 

ทิศทางของประเทศ ณ วันนี้ต้องเดินหน้าไปในทางปลดล็อกกัญชา หากถามว่าวันนี้ในสภากำลังทำอะไรอยู่หลังจากปลดล็อกไปแล้ว เราภูมิใจไทยก็คิดว่า ควรมีกฎหมายที่ดีสักฉบับหนึ่งเข้ามาดูแล ทำให้สังคมรู้สึกปลอดภัยจากคำว่ากัญชา สังคมนี้ควรได้ใช้ประโยชน์จากกัญชาในทางการแพทย์ และประเทศไทยควรจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอร่างพระราชบัญญัติกัญชากัญชง พ.ศ. … ซึ่งใครคิดว่าควรมีข้อกำหนดอะไรบ้างก็มาว่ากล่าวกันในสภา

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เสนอก่อนที่ รมว. จะประกาศปลดล็อกในเดือนกุมภาพันธ์เสียอีก เพียงแต่มีกระบวนการทางนิติบัญญัติที่ต้องใช้เวลาเยอะ เช่น เมื่อ ส.ส. ยื่นร่างฯ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นทางออนไลน์อีกหลายวัน หลังจากนั้นประธานสภาจะพิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ. นั้นๆ เกี่ยวข้องกับการเงินหรือไม่ ซึ่งหากเกี่ยวข้อง รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าต้องส่งให้นายกฯ รับรองก่อน จึงจะเสนอให้สภาพิจารณาได้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นผ่านแล้ว แต่ประธานสภาฯ เห็นว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน จึงต้องส่งให้นายกฯ ซึ่งหลังจากท่านตรวจดูแล้วว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน ท่านก็เซ็นรับรองให้แล้วส่งกลับเข้าสภา ต้องบอกก่อนว่าปกติแล้วนายกฯ ไม่ค่อยเซ็นอนุมัติหรือรับรองหรอกนะ ส่วนใหญ่ ส.ส. เสนออะไรมา ท่านก็ปัดร่วงหมด 

เป็นเพราะอะไรนายกฯ ถึงยอมไฟเขียวเรื่องนี้

รัฐบาลมีแนวคิดว่ากฎหมายควรมาจากความริเริ่มของรัฐบาลเอง แต่จริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญเปิดช่องทางให้เสนอกฎหมายใหม่ได้ 3 ช่องทาง หนึ่ง-มาจากรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีเป็นคนเสนอ สอง-จากสภาผู้แทนราษฎรลงชื่อกันจำนวน 20 คนขึ้นไป และสาม-ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งข้อ 2 กับข้อ 3 ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรองด้วย เพราะนายกฯ ต้องดูว่ามีงบประมาณมากพอจะเอามาบริหารกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ นั่นคือหลักการ 

โดยส่วนมากหากเห็นว่าเกี่ยวพันกับเรื่องการเงิน ท่านก็จะบอกว่า เฮ้ย มันบ่อจี๊อยู่นะ อย่าเพิ่งออกเป็นกฎหมายเลย แต่พอเห็นว่านี่เป็นนโยบายของภูมิใจไทยมาตั้งแต่ต้น ท่านก็เลยสนับสนุน และบรรจุเข้าไปในระเบียบวาระการประชุมของสภาฯ แต่จังหวะนั้นดันเป็นช่วงปิดสมัยประชุมใหญ่ 4 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์จนถึงมิถุนายน พอเปิดสมัยประชุม ภูมิใจไทยจึงขอเสนอให้เลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องอื่นๆ เนื่องจากใกล้วันที่การปลดล็อกกัญชาจะมีผลบังคับใช้แล้ว โดยสรุปจึงถูกบรรจุเข้าวาระที่ 1 ในจังหวะที่ล่วงเลยวันที่ 8 มิถุนายน ไปแล้ว 

แม้จะล่าช้าจากแผนเดิมไปบ้าง แต่ตอนนี้ได้ผ่านการพิจารณาวาระแรกแล้ว ซึ่งต้องขอบคุณสมาชิกสภาฯ ท่านอื่นๆ ที่เห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ขาดลอย 370 เสียง มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 7 คน จากนั้นสภาฯ ก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อพิจารณา และเลือกผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ เราตกลงกันว่าจะมีการประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อเร่งรัดให้เร็วที่สุด 

ทาง กมธ. จะพิจารณาประเด็นไหนเป็นสำคัญ

อย่างแรกสุดต้องบอกว่า เราเป็นคณะกรรมาธิการที่มีขนาดเล็กสุดก็คือ 25 ท่าน โดยมีผมเป็นประธาน หลังจากนั้นก็มีการ ‘สนทนาธรรม’ เกิดขึ้น ซึ่งแต่ละท่านก็มีวิชาความรู้เรื่องกัญชาต่างกันไป คนใน กมธ. จึงมีหลายมุมมอง หลายมิติ ช่วงแรกที่กำลังพิจารณากัน จู่ๆ ก็มีกระแสข่าวขึ้นมาว่ามีคนตายเพราะกัญชา ทั้งๆ ที่ก่อนการปลดล็อกไม่ยักจะมีข่าวทำนองนี้ ผมว่าก็คงเหมือนข่าววัคซีนโควิดนั่นแหละ พอมีใครตายเพราะฉีดวัคซีน ข่าวก็เล่นตามกันไปทั้งนั้น ทำให้เราต้องคุยกันหนักและต้องรับฟังความคิดเห็นหลายๆ ด้านมากขึ้น

ต้องยอมรับและเข้าใจว่า ถึงแม้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว แต่ในตัวมันก็ยังมีสารเสพติดอยู่ เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1961 ประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ (UN) ได้ลงนามในอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ (Single Convention on Narcotic Drugs) ซึ่งกำหนดให้ภาคีสมาชิกต้องยอมรับและปฏิบัติตาม โดยจัดให้พืชบางชนิดเป็นยาเสพติดที่ต้องควบคุม ได้แก่ ฝิ่น โคคา และกัญชา ฝิ่นจะควบคุมเรื่องดอก โคคาคุมเรื่องใบ ส่วนกัญชาก็คุมเรื่องช่อดอก ยังไม่คุมเมล็ด 

ช่อดอกกัญชาจึงเป็นยาเสพติดในสายตาของ UN แต่เขาไม่ได้ห้ามหากประเทศใดจะปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ หากแต่เขากำหนดให้ภาคีสมาชิกต้องรายงานกับคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดนานาชาติ (INCB: International Narcotic Control Board) ว่า ในแต่ละปีปลูกกัญชาไปกี่ต้น ใช้พื้นที่เท่าไหร่ ได้ผลผลิตเท่าไหร่ 

นี่จึงเป็นสาเหตุที่เรามีนโยบายว่าประชาชนต้องจดแจ้งผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน แม้จะปลูกที่บ้านอย่างเสรีได้แล้ว เพราะเราต้องการทราบว่ามีกัญชาอยู่กี่ต้นในประเทศไทยกันแน่ ทางองค์การอาหารและยา (อย.) จะได้ส่งรายงานไปยัง INCB ตรงตามความเป็นจริง เขาจะได้ทราบว่าเราเอาไปผลิตยาแคปซูลหรือผลิตน้ำมันกัญชาได้มากน้อยเท่าไหร่ 

เห็นพี่น้องหลายคนโวยวายว่า ปลดล็อกเสรีแล้วทำไมยังต้องจดแจ้งหรือควบคุมอีก ก็ขอชี้แจงตรงนี้ว่ามันเหมือนการคลอดลูก คุณแค่ไปแจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้านว่าลูกผมคลอดแล้ว คือไปแจ้งให้ทราบเฉยๆ จะได้ลงทะเบียนถูก กำนันแกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ ว่าผมไม่จดทะเบียนให้กับลูกของคุณ (หัวเราะ)

ทำไมไทยต้องรายงานกับ UN แล้วถ้าเกิดปัญหา เช่น มีผู้เสียชีวิตหรืออะไรอย่างนี้ ทาง UN จะมีมาตรการลงโทษไหม

ต้องเข้าใจว่าเราอยู่ในสังคมโลก และ UN ก็มีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดดูแลอยู่ หากพบว่าคุณทำผิดกติกาหรือทำไม่ถูกต้อง เขาก็จะเรียกไปสอบสวน แคนาดาและเนเธอร์แลนด์ก็โดนเรียกอยู่บ่อยๆ 

เสรีแล้วไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเป็นอิสระ อย่างในสหรัฐอเมริกามีประมาณ 40 รัฐที่คล้ายกับว่ามีกัญชาเสรี แต่ความเสรีของแต่ละรัฐก็ไม่เท่ากัน เพราะมีกฎหมายภายใน (State Law) ต่างกันไปคล้ายประเทศขนาดย่อม บางรัฐอาจจะอนุญาตให้คนท้องถิ่นปลูกหรือใช้ประโยชน์จากกัญชาได้ บางรัฐก็ปล่อยให้ใช้เพื่อนันทนาการ แต่นั่นเป็นเพียง State Law แต่ในภาพรวมทั้ง 50 รัฐต้องอยู่ใต้ Federal Law ซึ่งกฎหมายใหญ่อันนี้ยังจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดอยู่ ดังนั้นคุณอาจพกกัญชาได้อย่างเสรีจากรัฐหนึ่งไปยังอีกรัฐที่อนุญาต แต่หากพกไปรัฐอื่นที่เขาไม่อนุญาตก็เป็นความผิดนะ แล้วหากพกมาจากนอกประเทศนี่ยิ่งผิดเลย คุณอยู่แคลิฟอร์เนีย แต่นำเข้ามาจากเม็กซิโก ตำรวจสหรัฐก็จะรอจับคุณอยู่แน่ๆ นี่คือประการแรก

ประการสองก็คือ เราอาจคิดว่าประเทศไทยจะซื้อกัญชาจากต่างประเทศได้อย่างเสรีโดยไม่มีใครควบคุม แต่โปรดรู้ด้วยว่าสินค้าบางอย่างก็มีการควบคุมนะครับ เช่น เราไม่มีทางสั่งซื้อมอร์ฟีนได้ตามอำเภอใจ เพราะมีโควตาควบคุมว่าแต่ละประเทศมีสิทธิ์ซื้อได้เท่าไหร่ เนื่องจากมอร์ฟีนผลิตจากฝิ่น ซึ่ง INCB ควบคุมอยู่ ดังนั้นแล้วเราจะบอกว่า “อย่าไปสน UN ไม่ใช่พ่อ” อย่างที่จิ๊กโก๋บางคนพูดก็คงไม่ได้ หากเราไม่สนเลยจนเขาไม่ยอมรับ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ขายมอร์ฟีนให้เรา

การใช้มอร์ฟีนยังเป็นสิ่งจำเป็นในทางการแพทย์ เพื่อระงับอาการเจ็บปวด ส่วนโคเคนเราก็ต้องซื้อมาเพื่อเป็นยาชา ยาพวกนี้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โรคภัยไข้เจ็บนี่ต้องอาศัยความรู้อะไรต่างๆ เยอะแยะ ซึ่งเมื่อเราไม่รู้แล้วจะบอกว่าเราไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันเกี่ยวพันกันหมด ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ (Butterfly Effect) ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเวลามีนโยบายอะไรออกมาไม่ทันไร พี่น้องสายเขียวก็ออกมาอัดภูมิใจไทยเสียเละแล้ว

หากเกิดการละเมิดกติกา INCB สามารถแบนได้ทันทีเลยไหม

เขาสามารถแบน สอบสวน แจ้งให้เราปฏิบัติ หรือยุติการปฏิบัติในบางเรื่องได้เลย อยู่ที่ว่าเราจะแจ้งไปหรือเขาสนใจมากหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถึงที่สุดแล้วผมขอให้กัญชาเป็นความเสรีที่อยู่บนความรับผิดชอบ คือไม่ต้องเสรีมากนักหรอก คนเรามีสิทธิ์จะยื่นแขนซ้ายแขนขวาได้เต็มที่ แต่อย่าไปทิ่มหน้าใครเขาก็แล้วกัน วันนี้เสรีแค่นี้ก็กว้างมากพอแล้ว พอเปิดให้แล้วเนี่ย คุณก็สูบที่บ้านสิ อย่าถึงกับแบกบ้องไปสูบตามสี่แยกเลย คุณเอามาใช้เพื่อการนันทนาการตัวเองได้ ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้ว่าข้าพเจ้าเสรีแล้วจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน มันเกินสมควร 

43 ปีที่มันถูกขังด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติด 2522 วันดีคืนดีถูกปลดล็อกเหมือนยักษ์ออกจากตะเกียงอะลาดิน ไอ้เจ้ากัญชามันก็คงยังงงกับตัวเองเหมือนกัน ฉะนั้นวันนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง 

อย่าลืมว่าตลาดกัญชาโลกมูลค่าประมาณ 7 แสนกว่าล้านบาท ผมอาจจะจำตัวเลขได้ไม่เป๊ะ แล้วอากาศบ้านเราก็ดีจนน่าปลูกขนาดนี้ ทำไมไม่สนับสนุนเกษตรกรให้สามารถแชร์ไอ้ตลาดตรงนั้นล่ะ ปีแรกๆ เราขอสัก 7 หมื่นล้าน ก็มหาศาลแล้วนะ แล้วค่อยขยายขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ได้ ผมมองว่าสัก 3 แสนล้านก็ยังได้ นั่นคือพูดถึงการผลิต สองก็คือ อย่าลืมว่าประเทศเราเป็นประเทศที่ใครๆ ก็อยากมาเที่ยวอยู่แล้ว วันก่อนสื่อนอกอย่าง BBC หรือ CNN ก็ลงข่าวปลดล็อกกัญชา ทำเอานักท่องเที่ยวแถบยุโรปกับญี่ปุ่นตื่นเต้นมาก จนอยากมาเที่ยวเมืองไทย เราอาจทำเป็น Dutch Model ที่มีบาร์ให้เข้าไปสูบได้ก็ว่ากันไป แต่กฎหมายจะไปควบคุมหรือปลดปล่อยถึงตรงไหนก็อยู่ที่ กมธ. จะพิจารณา เราฝันให้ไกลไปให้ถึง แต่เรื่องสำคัญที่ต้องยืนยันให้ได้ก็คือ สังคมต้องปลอดภัย

ผมมองว่าการตีข่าวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเพียงการเล่นกระแสเท่านั้น อย่างเด็ก 14 ปี คนนั้นก็ยังหาไม่เจอเลยว่าสูบแล้วป่วยจริงหรือเปล่า ส่วนคนอายุ 51 ปี ที่ตายไปเมื่อวันก่อนก็พิสูจน์ได้แล้วว่า จริงๆ แกไม่ได้ตายเพราะสูบกัญชา แต่ตายเพราะโรคหัวใจ แกเคยใช้กัญชาจริง แต่ก็เมื่อ 10 ปีมาแล้วโน่น กลายเป็นว่าทุกวันนี้พอปลดล็อกออกมา หมอก็มี requirement ที่ต้องเช็กเพิ่มขึ้นไง เจอคนไข้ใหม่ๆ ก็ต้องถามว่า เฮ้ย คุณสูบกัญชามาไหมอะไรแบบนี้ 

ผมไม่ได้บอกว่ากัญชาดีไปเสียทั้งหมด แต่วันนี้สังคมต้องเข้มแข็ง เราเข้าใจในทุกมิติ ทั้งความห่วงใยในเรื่องเด็กและเยาวชน กฎหมายที่กำลังเขียนจึงต้องครอบคลุมเรื่องนี้ จริงๆ แล้วกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกประกาศหลายฉบับมาปกป้องสังคมบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องว่าให้ควันกัญชาเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือเรื่องให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ซึ่งจะป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีใช้งาน เรื่องห้ามสูบในที่สาธารณะ ไปจนถึงเรื่องหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่งเรื่องพวกนี้จะถูกบรรจุในร่าง พ.ร.บ. ที่ผมเป็นประธานอยู่แล้วครับ

เมื่อสักครู่คุณบอกว่า การปลูกกัญชาจะต้องไปจดแจ้ง หากไม่จดแจ้งจะมีความผิดอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้คงต้องบอกก่อนว่า บางคนทำตัวเป็นพหูสูตรตีความร่าง พ.ร.บ.กัญชา ของภูมิใจไทยกันไปต่างๆ นานา โดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมจะบอกว่าตอนนี้ กมธ. กำลังระดมสมองเพื่อพิจารณากันอย่างหนักว่าจะทำให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมประเด็นปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร 

เราได้ข้อสรุปกันว่าจะแยกประเภทการปลูกออกเป็น 2 กลุ่ม โดยมีพิจารณาจากการใช้ประโยชน์ ได้แก่ หนึ่ง-กลุ่มที่ใช้ประโยชน์ในครัวเรือน ซึ่งเป็นไปตามร่างฯ เดิมที่เราเสนอ แต่ต้องเป็นการใช้ประโยชน์ในครัวเรือนแค่นั้นจริงๆ ห้ามจำหน่าย และยังมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยเรื่องการกำหนดจำนวนต้นด้วย ครัวเรือนหนึ่งอนุญาตให้ปลูกได้ไม่เกิน 10 ต้น โดยเราคำนวณจากความน่าจะเป็นแล้วว่าจำนวนเท่านี้ก็น่าจะใช้ในครัวเรือนได้เพียงพอ หากต้นนั้นมันตายคุณก็แค่ปลูกใหม่ แต่ก็อนุญาตให้ปลูกเพื่อใช้รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยนะ คุณอาจจะปลูกมากกว่า 10 ต้นก็ได้ แต่ต้องมีแพทย์รับรอง

การจดแจ้งเพื่อขออนุญาตปลูกไม่มีโทษอะไรหรอกครับ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไรทั้งสิ้น ฟรีเลย แจ้งอย่างเดียว ถึงมีโทษก็สถานเบา คืออาจมีกระบวนการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ หากคุณทำไม่ถูกต้อง เช่น ให้ปลูก 10 ต้น แต่คุณปลูก 20 ต้นอย่างนี้ เขาก็แค่บอกให้คุณทำลายอีก 10 ต้นที่เกินมานั้นเสีย มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นเพราะว่าเราจะต้องรายงาน UN หากแต่ละบ้านปลูกกัน 20 ต้น แล้วทั้งประเทศจะมีปริมาณกัญชาเกินมาเท่าไหร่ล่ะ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกับประเทศเราเอง ดังนั้นขอเพียงแค่จดแจ้งหน่อยเถอะ แจ้งมา 10 ต้น แล้วคุณจะปลูกแค่ต้นสองต้นก็ไม่เป็นไร หรือบางทีต้นที่มีมันตายแล้วปลูกใหม่ก็ไม่ว่ากัน

สอง-คือกลุ่มที่ปลูกกัญชาเพื่อจำหน่าย ซึ่งเราจะแบ่งตามขนาดกิจการ ได้แก่ S M L กลุ่ม S สำหรับรายเล็ก หมายถึงผู้มีที่ดินเพาะปลูกไม่เกิน 5 ไร่ โดยต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องทำได้ง่ายและเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อยหรือไม่เสียเลยก็ได้ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา กลุ่ม S ออกแบบมาเพื่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถสร้างรายได้จากการปลูกกัญชา

ส่วนกลุ่ม M ก็คล้ายกัน เป็นการเพาะปลูกขนาดตั้งแต่ 5 ไร่ แต่ไม่เกิน 20 ไร่ ในขณะที่กลุ่ม L ก็มากกว่า 20 ไร่ขึ้นไป ซึ่งอาจต้องมีกระบวนการขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐและถูกกำกับอย่างเข้มข้น เพราะพูดกันตรงนี้ว่ารัฐควรต้องมีรายได้จากการประกอบธุรกิจของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วย ถูกไหม เขาอาจปลูกกันเป็นพันๆ ไร่ก็ได้ นี่จึงเป็นที่มาของการคิดค่าธรรมเนียมตรงนี้ เดิมทีเรามีแนวคิดว่าจะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่ท้ายบัญชีกำหนดเอาไว้ แต่เมื่อเราแบ่งประเภทเป็น S M L แล้ว กลุ่มรายย่อยเราจะไม่แตะต้องเลย ส่วนพวกที่ปลูก 20 ไร่ขึ้นไป เรามองว่าเป็นพวกนายทุนอยู่แล้ว ซึ่งควรต้องถูกคุมอย่างเข้มข้นและเสียค่าธรรมเนียมอย่างเหมาะสม

ควบคุมเข้มข้นเฉพาะกลุ่ม L เท่านั้นหรือ

เฉพาะ L ครับ M ก็อาจจะมีบ้าง แต่กลุ่ม S เราไม่ควบคุมเลย อีกกลุ่มอย่างบรรดาแพทย์ทั้งหลาย ตั้งแต่แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน หรือกระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันเราก็อนุญาต แค่ทำการจดแจ้ง ตรงนี้คงไม่นับเป็นเรื่องธุรกิจ แต่เป็นการปลูกเพื่อปรุงยา เพราะเดี๋ยวนี้หมอเขาก็มีสูตรยาที่ต้องใช้กัญชามาปรุงเฉพาะสำหรับคนไข้บางราย

เรื่องต่อมาก็คือ การสกัด ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือสกัดแบบมืออาชีพและสกัดอย่างง่ายเพื่อใช้ในครัวเรือน แต่ต้องย้ำว่าหากสารสกัดที่ได้มี THC เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ จะถือเป็นยาเสพติดนะ อันนั้นต้องว่าไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่บางทีการสกัดอย่างง่ายในครัวเรือน เช่น ทำอาหาร ทำก๋วยเตี๋ยวขาย ก็จะถูกกล่าวหาว่า เฮ้ย นี่นับเป็นการสกัดไหม ผมก็ว่าเป็นการสกัดแหละ เพียงแต่มันเป็นอย่างง่าย คือเอาช่อดอกหรือเอาใบมาต้มเป็นซุป แต่ถ้าวันดีคืนดีมีตำรวจมาขอตรวจค่า THC หน่อยว่าเกินที่กำหนดไหม ผมต้องบอกว่าตรงนี้เราอนุญาต ไม่ต้องไปตรวจเขา เพราะเขาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนไง ก็ควรจะทำได้

แต่ทีนี้มันมีการสกัดอีกแบบหนึ่งก็คือ การสกัดไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แบบโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น อันนั้นต้องว่าไปตามกฎหมายแต่ละอย่างซึ่งต้องขออนุญาตหมด จะใช้ พ.ร.บ.อาหารหรือเครื่องสำอางก็ว่ากันไป 

เรื่องต่อมาที่สำคัญก็คือ การสูบ เราห้ามสูบในที่สาธารณะเด็ดขาด แต่ก็จะไม่เข้าไปยุ่งถึงในบ้านเขา เราคงไม่ยืดคอเข้าไปบอกว่า เฮ้ย ห้ามสูบ นี่คือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เหมือนบุหรี่ที่คุณไม่อาจสูบในที่สาธารณะได้ แต่จะใช้วิธีการอะไร อย่างไร ถ้าสูบในครัวเรือนก็ต้องบอกตามตรงว่าเราคงไม่ไปยุ่ง สมมติว่าเอามามวนหรือที่เรียกว่า ‘พันลำ’ คุณก็สูบไป แต่ห้ามจำหน่ายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ เช่น สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร นะครับ ห้าม เรื่องนี้ต้องเขียนไว้ในกฎหมาย เพราะสังคมเป็นห่วงกันมาก

ผมเราได้คุยกับ ‘ตัวแกน’ สายเขียว เขาบอกไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะความเป็นมืออาชีพ เขาก็รู้ว่าวิธีการสูบที่เหมาะสมต้องทำอย่างไร และยินดีจะแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็เป็นห่วงเป็นใยสังคม ใน กมธ. ของเราก็มีตัวแทนสายเขียวมานั่ง ในขณะเดียวกันก็มีที่ปรึกษาฯ ที่ต้องเรียกว่าสุดโต่ง ซึ่งยังมองว่ากัญชาเป็นยาเสพติดอยู่ ผมก็ตอบเขาไปว่าหากยังมีความเข้าใจแบบนั้นอยู่ก็ทำงานร่วมกันยากแล้ว เพราะในทางกฎหมาย กัญชาไม่ได้เป็นยาเสพติดอีกแล้ว ถ้าใครยังบอกว่าเป็น มันก็ขัดหลักการ ผมคงไม่รับฟัง ไม่ได้จะว่าเขานะ แต่ผมอยากจะบอกว่า กฎหมายฉบับนี้คือลูกของผมนะ คุณจะมาบอกว่าลูกของผมไม่ดีไม่ได้ ผมกำลังจะทำให้ลูกผมเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม เราต้องช่วยกันตรงนี้

ในอนาคตจะต้องออกกฎกระทรวงมาควบคุมการสูบเหมือนอย่างบุหรี่ไหม

ไม่จำเป็นต้องประกาศกฎกระทรวงหรอกครับ เพราะในกฎหมายฉบับนี้เราจะเขียนระบุให้ครอบคลุมอยู่แล้ว ซึ่งมาจากการสนทนาธรรมกันอย่างเข้มข้นของ กมธ.

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางเรื่องเป็นประเด็นร้อนที่เรายังถกกันอยู่ แต่ไม่มีข้อสรุปคือ การใช้เพื่อ ‘นันทนาการ’ ขอเน้นว่าต้องใช้คำนี้นะ ราชบัณฑิตฯ โทรมาบอกผมว่าการใช้คำว่า ‘สันทนาการ’ เป็นการใช้ผิดความหมาย เพราะส่อนัยถึงการเดินทาง แต่นันทนาการมาจากคำว่า ‘นันท’ บวกกับ ‘อาการ’ แปลว่า อาการที่ยินดีและมีความสุข ราชบัณฑิตฯ ยังแนะนำอีกคำหนึ่งมาว่า ‘การสราญใจ’ แต่ไม่ว่าจะใช้คำใดก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เราต้องค่อยๆ อธิบายให้สังคมเข้าใจ เราคาดหวังจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกัญชา แต่อย่างที่ผมบอก เราต้องมีเสรีภาพบนความรับผิดชอบ และเราก็ควรต้องมีกฎหมายมาควบคุมเรื่องการใช้ประโยชน์ด้วย 

มีคนเสนอให้จัด ‘ฟูลมูนปาร์ตี้กัญชา’ เพื่อพัฒนาเชิงท่องเที่ยวและเชิงเศรษฐกิจ แล้วมีคนคัดค้าน ผมว่าก็ต้องพูดอย่างระมัดระวัง เพราะต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้เมื่อพูดถึงฟูลมูนปาร์ตี้ เราไม่ได้กำลังพูดถึงกัญชาหรอก แต่เป็นเห็ดขี้ควาย เมื่อก่อนนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลมาเกาะพงันเพื่อสิ่งนี้ ซึ่งมันเป็นสิ่งผิดกฎหมายอยู่ แม้เจ้าเห็ดตัวนี้จะมีสารบางอย่างที่เอาไว้รักษาโรคซึมเศร้า แต่วันนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่สักวันหนึ่งเราอาจต้องหยิบยกขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ก็ได้

เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ที่สังคมมองหรืออาจจะใส่ร้ายว่ามีโทษ อาจมีแง่มุมที่ดีก็ได้ เพียงแต่วันนี้เรายังไม่เห็น ย้อนกลับมาที่กัญชา เราจะใช้งานด้วยการหยด การกินเป็นอาหารหรืออะไรก็ว่ากันไป แต่ในทางการแพทย์ หมอบางประเทศเขามีใบสั่งแพทย์อนุญาตให้สูบเลยนะ เพราะสูบปุ๊บสารมันทำงานทันที เช่น คนเป็นโรคนอนไม่หลับ พอใช้แล้วก็หลับได้ทันที ในขณะที่การกินกว่าจะผ่านกระบวนการย่อยสลายไปสู่ตับ กว่าจะดูดซึมได้ทั้งหมดก็ต้องใช้เวลา การสูบจึงไวกว่ามาก แม้ผมไม่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรงมากนัก นี่ก็ว่าตามเขามา (หัวเราะ)

เราต้องพูดคุยทบทวนเรื่องกัญชาเพื่อนันทนาการกันให้ดี หากถึงที่สุดแล้วมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยว เราก็ต้องทำให้สิ่งเหล่านี้ผ่านการอนุญาตจากรัฐ ซึ่งอาจจะให้หน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่เป็นผู้รับผิดชอบหรือตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยผ่านการทำประชาพิจารณ์ก่อน สมมติจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะจัดให้มีปาร์ตี้กัญชา ก็ต้องตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งมาพิจารณาว่าจะให้อนุญาตให้จัดในพื้นที่อย่างเกาะสมุยและเกาะพงันไหม แล้วในเกาะนั้นมีโซนนิ่งตรงไหนที่ทำได้ ก็เอาเฉพาะตรงนั้น เหมือนอย่าง Dutch Model ซึ่งมี cannabis bar คุณอยากสูบ คุณต้องเข้าไปตรงไหน สูบให้เสร็จแล้วก็ออก ก็แค่นั้น

ผมในฐานะประธาน กมธ. คิดว่าเรื่องแบบนี้ควรต้องเปิด มันควรจะมี อย่าไปปิดช่องด้วยการใช้กฎหมาย เพราะนั่นเท่ากับว่าปิดโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลเลย เราแค่ต้องควบคุมอย่างรัดกุม มันก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ ผมพูดเสมอว่าเราอย่าดัดจริตให้มาก 

ตอนนี้จุดยืนของ กมธ. คือยังไม่ปิดทางสำหรับนันทนาการเสียทีเดียวใช่ไหม

เรายังคุยกันเรื่องนันทนาการในเชิงธุรกิจ แต่นันทนาการที่บ้านได้รับการอนุญาตอยู่แล้ว ตรงนี้เราห้ามไม่ได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนันทนาการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจบริการหรือการท่องเที่ยวอยู่แล้ว?

ถูกต้อง วันนี้ตัวเลขการเดินทางของประเทศไทยเริ่มดีขึ้น แต่ละวันมีผู้โดยสารเดินทางเข้ามานับหมื่นๆ คน แม้ในรายละเอียดอาจมีทั้งคนไทยและลูกเรือรวมอยู่ด้วย แต่ก็บอกได้ว่ามันมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเงื่อนไขในการเดินทางต่างๆ ปลดล็อกในเดือนกรกฎาคม เชื่อว่าอาจถึงหลักแสน ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องปลดล็อกกัญชาเพื่อรับรองให้คนเดินทางมาสูบ เพราะเรื่องนี้มันละเอียดอ่อน แต่หากเราสามารถร่างกฎกติกาในการสูบให้เหมือนที่ชาวโลกเขาทำกันได้อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ควรทำล่ะ Why not?

พูดได้ไหมว่าประเด็นกัญชาได้เคลื่อนจากจุดแรกเริ่มที่ศึกษาเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ จนกระทั่งมาต่อยอดในเรื่องกิจกรรมนันทนาการและการท่องเที่ยว

ยังครับ ตอนนี้เราคุยกัน แต่ยังไม่ตกผลึกออกมาเป็นกฎหมาย ซึ่งยังต้องเอาเข้าไปพิจารณาในสภาอีกนะ แค่เพียงจะบอกว่าเราไม่ได้ปิดช่องตรงนี้ ทุกวันนี้หากตีเปอร์เซ็นต์การใช้ประโยชน์กัญชาในทางการแพทย์ในตลาดโลกมันก็ราวๆ 60-70 เปอร์เซ็นต์ หากเราสามารถสร้างมูลค่าจากกัญชาในด้านอื่นๆ เพิ่มได้ก็ไม่เห็นเสียหายนี่ อย่าเอากฎหมายไปปิดล็อกมัน เพราะจะกลายเป็นว่าหลุดออกมาจากกรงเดิม แล้วถูกขังด้วยกรงใหม่ ไม่มีประโยชน์หรอก 

แม้การแพทย์ยังเป็นประเด็นหลัก แต่การสร้างรายได้ให้ประชาชนก็ควรจะมีมิติอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย ตอนนี้เราต้องบริหารจัดการให้ UN เข้าใจ เหมือนอย่างที่เขาเข้าใจแคลิฟอร์เนียและอีก 40 กว่ารัฐของสหรัฐ

กัญชาอยู่ใต้ดินมานานแล้ว นี่คือสาเหตุว่าพอถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2565 พืชมหัศจรรย์ต้นนี้ก็สูงโย่งถึง 2 เมตรขึ้นมาทันทีเลย (หัวเราะ) เราเชื่อว่ามีคนจำนวนล้านๆ ที่ใช้พืชชนิดนี้ เมื่อเราเปิดแอปพลิเคชัน ‘ปลูกกัญ’ ก็มีคนมาเยี่ยมชมตั้ง 40 ล้านคน รวมถึงคนที่ลงทะเบียนอยากปลูกอีก 1 ล้าน มันหมายความว่าคนจำนวนมากในดินแดนไทยสนใจเรื่องนี้ นี่คือการปลดล็อก

ถ้าจำกันได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอสโลแกน ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’ หรือ ‘เพื่อปากท้องประชาชน’ มาโดยตลอด ก่อนหน้านี้คุณป้าคุณยายอายุ 70 ปลูกกัญชา 1 ต้น ถูกจับ วันนี้เราเห็นรถกระบะขนกัญชาไปปลูกกันเต็มเลย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร ก็มีคนมาขอพันธุ์กัญชาเป็นล้านๆ ต้น จะบอกว่าเห่อก็เห่อ แต่ก็แปลว่าคนเริ่มรับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ กัญชานี่แหละที่เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดของคำว่าลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน รัฐเคยคิดว่ากัญชาเป็นยาเสพติด ใครปลูกต้นเดียวก็จะจับ เราก็ลดอำนาจรัฐตรงนี้ลง วันนี้คนที่เคยแอบปลูกกัญชาไว้หลังบ้าน เขาก็เอามาวางไว้หน้าบ้านแล้ว 

ท้ายที่สุดสิ่งที่ภูมิใจไทยต้องการก็คือ ทำกัญชาให้เป็นพืชที่สร้างรายได้แก่ประชาชน เพื่อปากท้องของพวกเขาได้ ตอนที่เราเริ่มทำมีแต่คนหัวเราะเยาะ วันนี้เราพิสูจน์แล้วว่า เราพูดแล้วทำ แล้วเราก็ทำได้จริง เราพร้อมจะรับฟังเพื่อให้กัญชาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน แต่อยากจะย้ำแก่ใครก็ตามที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้ว่า เราเป็นห่วงเป็นใยสังคม เพราะในฐานะผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกเข้ามา เราไม่ทำให้สังคมนี้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนแน่นอน

ผมเข้าใจมุมมองของบางคนที่ยังคิดว่ากัญชาเป็นสิ่งไม่ดี แต่ท่านต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกันว่า ในความเป็นโทษมันก็มีประโยชน์อยู่ เราจึงไม่ควรทิ้งขว้างจนไม่หยิบฉวยมันมาใช้ประโยชน์ อย่าลืมว่าประเทศไทยมีจุดเด่นในสายพันธุ์ของกัญชา ซึ่งสามารถต่อยอดและพัฒนาให้เป็นสายพันธุ์ที่ดีต่อไปในอนาคตได้อีก เมืองนอกเขาแซงหน้าเอาสายพันธุ์เราไปพัฒนาจนห่างไกลแล้ว เช่น พันธุ์หางกระรอก หรือพันธุ์ตะนาวศรี ก็พัฒนาเป็นพันธุ์ใหม่ที่มีสาร THC ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เลย ในขณะที่บ้านเรายังคลำทางกันอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บางคนอาจบอกว่าถึง 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ที่ผ่านมาพวกนี้ยังอยู่ใต้ดินที่ไม่กล้าโผล่ขึ้นมา

วันนี้ประเทศไทยเราควรต้องส่งเสริมคนเหล่านี้ นี่คือภูมิปัญญาของชาวสยามสายเขียวที่มีความสามารถ ซึ่งจะต้องมีความรู้จากสายวิชาการเข้ามาสนับสนุน ผมไปดูงานต่างประเทศก็เห็นว่าเขาพัฒนาไปไกลมาก น่าตื่นเต้น แต่ก็น่าเสียดายที่บ้านเรายังปล่อยให้พัฒนาอย่างไม่มีทิศทาง

ในช่วงสัปดาห์แรกหลังปลดล็อกกัญชา เกิดความชุลมุนอย่างมากจนเป็นข่าวรายวัน พรรคภูมิใจไทยและ ส.ส. ศุภชัยเองรับมือกับกระแสข่าวเหล่านี้อย่างไร

ผมถือว่าวันนี้ทุกภาคส่วนของภาครัฐพยายามทำงานกันอย่างเต็มที่ มีกฎหมายอะไรที่สามารถงัดมาใช้ได้ก็ใช้กันทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอื่นๆ หรือกรมไหนๆ หากถามผมว่า ตอนนี้กฎหมายบ้านเราปกป้องคุ้มครองสังคมมากพอหรือยัง บอกเลยว่ามากพอแน่นอน แล้วก็กำลังจะร่างกฎหมายมากำกับการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและครอบคลุม 

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องช่วยกันทำอย่างไรก็ได้เพื่อปกป้องสังคม และไม่ควรโจมตีว่ากล่าวกัน หน่วยงานอย่าง กทม. ท่านผู้ว่าฯ (ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) ก็มีการประกาศให้โรงเรียนปลอดกัญชา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี กระทรวงอุดมศึกษาก็ประกาศให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ปลอดกัญชา หรือราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆ ก็เข้ามาช่วยดู ตรงนี้เป็นการช่วยเหลือกันที่ถูกต้องแล้ว

อันนี้ไม่ถือเป็นความขัดแย้งกันใช่ไหม

ไม่ขัดแย้ง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่อย่าโทษกันว่าเพราะเอ็งนี่แหละออกกฎหมายปลดล็อกกัญชาออกมาทำให้ปั่นป่วน มันไม่ใช่ วันนี้เราต้องฝันให้ไกลไปให้ถึง หนักแน่น มั่นคง เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ดีและเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่างหาก เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ 

ในการประชุมสภาวาระแรก เสียง ส.ส. ลงมติรับหลักการร่างฯ นี้อย่างถล่มทลาย แต่พอมีข่าวร้ายรายวันอย่างนี้แล้วทำให้เกิดกระแสตีกลับบ้างไหม

ไม่มีครับ คือสภาไม่ได้มีความหวั่นไหวในเรื่องนี้หรอก เพื่อนสมาชิกฯ ทั้ง 373 ท่านก็ยังสนับสนุน กลุ่มที่ไม่เห็นชอบก็มี ส.ส. พี่น้องมุสลิมอยู่ 7 ท่าน ซึ่งไม่ลงมติเห็นชอบ เพราะมุมมองทางหลักศาสนา 

ผมเองก็เป็นมุสลิมจึงอาจถูกกล่าวหาหนักหน่อยในฐานะประธานผลักดันเรื่องกัญชา แต่ความจริงแล้วสิ่งที่เราเน้นคือการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ไม่ต่างจากโคเคนหรือมอร์ฟีน ซึ่งพี่น้องมุสลิมของเราหลายคนเวลาป่วยก็จำเป็นต้องฉีดเพื่อระงับความเจ็บปวด ผมเชื่อในเจตนาบริสุทธิ์ของตัวเอง 

ทุกวันนี้ มาเลเซียซึ่งมีประชากรร้อยละ 90 เป็นมุสลิม ยังมาขอดูงานกัญชาของประเทศไทย เพราะเขาเปิดกว้างและเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า ฮารอม (ข้อห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม) หรืออะไรหรอก ผมจึงมองว่าการโจมตีจากฟากพี่น้องมุสลิมคงมาจากความไม่เข้าใจบวกกับมีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเราก็ไม่ว่ากัน 

กัญชาในตัวมันเองเนี่ยพกอยู่ในกระเป๋ามันบาปตรงไหน แต่ถ้าคุณเอามาเสพให้มึนเมา เสพบุหรี่มันก็เมานะ (หัวเราะ) ที่ผ่านมาเครื่องดื่ม ‘สี่คูณร้อย’ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีกัญชาผสมที่ไหนกันล่ะ ปัญหายาเสพติดมันมีอยู่แล้ว ไม่ใช่จะมาบอกว่าภูมิใจไทยทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะว่าเยาวชนหันไปเสพยา มันเสพกันมานานแล้ว ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างแน่นอน แต่เรื่องกัญชาเนี่ยเขาทำมาให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ครับ เราไม่ได้สนับสนุนให้มุสลิมมาใช้เพื่อเสพหรือสูบ

เข้าใจว่าในสังคมมุสลิมจะมองว่ากัญชาไม่เป็นปัญหาเสียอีก เพราะน่าจะเน้นที่เรื่องแอลกอฮอล์มากกว่า?

ไม่ครับๆ จุฬาราชมนตรีเคยออกคำวินิจฉัยมาว่า กัญชาเป็นยาเสพติด ซึ่งไม่ต้องวินิจฉัยมันก็เป็นยาเสพติดอยู่แล้วแหละ แต่วันนี้พอเราออกกฎหมายมาเพื่อให้กัญชาถูกกฎหมาย มันจึงอยู่ที่เจตนาว่าจะเอาไปใช้เพื่ออะไร เราไม่ได้บอกให้เยาวชนหรือคนเอาไปใช้ในการเสพให้มึนเมา แต่เราเอามาเพื่อใช้ในทางยา ก็แค่นั้น ไม่ผิดหรอก

พอรัฐรับรองว่ากัญชาไม่เป็นยาเสพติด มีความเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาสนาอิสลามอย่างไรบ้างไหม

ทราบว่าท่านจุฬาราชมนตรีได้มีคำวินิจฉัยหรือที่เรียกว่า ‘ตักวา’ ขึ้นมา ให้การใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ไม่ผิด แต่ผมจะบอกว่าจริงๆ แล้ว ฝิ่นก็ปลูกและนำเข้าจากอัฟกานิสถานซึ่งเป็นแผ่นดินมุสลิมนั่นแหละ ปลูกแถวนั้นได้ผลผลิตดี แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีใครพูดเพราะเราปลูกเพื่อผลิตยา ผมถึงมองว่ามันทำได้ครับ

หากมองว่าความสำเร็จที่มาจนถึงจุดนี้ได้ คือผลงานของภูมิใจไทย แล้วภาพความโกลาหลหลังปลดล็อกกัญชา ถือเป็นการตัดแข้งตัดขาจากพรรคอื่นๆ ไหม

ผมก็เข้าใจได้นะ หากเป็นผมถ้าเห็นว่ามีคนไปเยี่ยมชมเรื่องกัญชาในแอปฯ ‘ปลูกกัญ’ ตั้ง 40 กว่าล้านคน ก็คงตกใจ แต่ยืนยันอีกครั้งว่า เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับการเมือง วันนี้ถ้าคนตัดสินใจที่จะเลือกเรา ก็ต้องขอขอบคุณ แต่เราก็รู้ว่าปัจจัยในการเลือกตั้งยังมีอีกหลายอย่าง ผมเองยังไม่เชื่อนักว่าพอถึงเวลาแล้วสายเขียวทุกคนจะเลือกภูมิใจไทยกันหมดหรอก เรื่องความเป็นแฟนคลับมันก็ซ้อนๆ กันอยู่ แต่ขอเพียงว่าอย่าเพิ่งขัดแข้งขัดขากัน ถือว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลก็แล้วกัน ทุกคนได้ประโยชน์ ส่วนรักใครชอบใครก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราเพียงแต่ตั้งใจแสดงให้เห็นอย่างที่เราให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า เราพูดแล้วทำ นี่คือหลักการของเราครับ

ตัวเลข 40 ล้านคนที่เข้าไปเยี่ยมชมในแอพฯ ‘ปลูกกัญ’ ฟังดูน่าตื่นเต้นไม่เบา คิดว่าจะมีผลกับการเลือกตั้งครั้งหน้าไหม

ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกัน (หัวเราะ) คิดคร่าวๆ 10 เปอร์เซ็นต์ จาก 40 ล้านคน ก็ 4 ล้านนะ แต่ผมว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปเลยว่าเขาจะเลือกเราทั้งหมด มันก็แค่แปลว่า วันนี้ประชากรของเรา 69 ล้านคน มีโทรศัพท์ 40 ล้านเครื่องเข้าไปดูแอพฯ นี้ก็แล้วกัน คนคนหนึ่งอาจเอาทั้งโทรศัพท์ โน๊ตบุ้ก หรือไอแพด เข้าไปดูก็ได้ นี่แปลว่าคนสนใจเรื่องกัญชาจำนวนมาก แต่เราก็ต้องก้าวย่างอย่างระมัดระวัง เพราะคนที่เข้าไปดูอาจเป็นคนที่ต่อต้านกัญชาก็ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ในฐานะ ส.ส. เรามีหน้าที่ทำกฎหมายออกมาให้คนได้ประโยชน์ นี่คือสิ่งที่เราปรารถนาจะให้เป็น 

ในช่วงสุญญากาศก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.กัญชา จะผ่านการรับรองจริงๆ จะมีมาตรการรับมืออย่างไรอีกบ้างเพื่อให้สังคมปลอดภัย

ผมว่าจริงๆ แล้วไม่ได้มีสุญญากาศอะไรหรอกครับ อาจมีอยู่บ้างก็คือ เรื่องการนำเข้า-ส่งออก และเรื่องการขออนุญาต ที่ตอนนี้เหมือนเป็นสุญญากาศและอาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจบางส่วน เช่นว่าจะนำเข้าอะไรได้บ้าง แต่จริงๆ มันมีกฎหมายที่ห้ามนำเข้าอยู่ เพราะเราต้องการส่งเสริมผลผลิตภายในประเทศ แต่บางอย่างเราก็ไม่ห้าม เช่น เมล็ดพันธุ์ เพราะเรายังต้องการส่งเสริมการพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีขึ้น แต่เรื่องอื่นๆ ผมก็ไม่มีเห็นปัญหาอะไร เพราะกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว แค่พวกเราต้องทำใจ เปลี่ยนทัศนคติและวิธีคิดว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว 

ถ้าตำรวจเห็นว่าหน้าบ้านใครมีต้นกัญชาปลูกไว้แล้วมันเขี้ยว ก็ต้องทำใจ อย่าเผลอไปจับ แต่ว่าเรื่องอื่นๆ เช่น การสูบ ผมกลับมองว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะการหาอะไรมาสูบหรือกระบวนการมวนแล้วสูบคล้ายบุหรี่หนึ่งมวนมันง่ายเสียที่ไหน สายเขียวที่สูบอยู่ก็ต้องรู้สิว่าจะให้ลูกตัวเองสูบไหม พ่อแม่ที่ไหนจะให้ลูกสูบครับ ส่วนบ้านที่ไม่เคยสูบ เด็กมันจะไปเอาของมาจากที่ไหน เอาจากเพื่อนที่ไปขโมยมาเหรอ ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าถึงง่ายขนาดนั้น หรือไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะสูบหรอก ทุกวันนี้บางบ้านพ่อสูบบุหรี่ ลูกก็ไม่ได้แอบเอาบุหรี่พ่อมาสูบเสียหน่อย อย่าไปดูถูกเยาวชนหรือประเมินสติปัญญาว่าถูกโน้มน้าวให้ไปทางอบายมุขได้ง่าย เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดจะตาย

หากมองในมุมการเมือง การที่พรรคภูมิใจไทยเร่งผลักดันเรื่องนี้เสียจนเกิดความเหลื่อมของระยะเวลาหรือสุญญากาศขึ้นมา เพราะหวังผลทางการเมืองไม่มากก็น้อย เป็นเช่นนั้นหรือไม่

เราอาจจะผลักดันเรื่องนี้ช้า ซึ่งมันควรจะเร็วกว่านี้ได้ แต่หากมองในเชิงกระบวนการ เราก็พอทำใจรับได้ว่ามีเหตุขัดข้อง จริงๆ ภูมิใจไทยคิดว่ากัญชาถูกปลดล็อกไปตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2564 แล้ว แม้ยังไม่มี พ.ร.บ.กัญชา มารองรับ เพราะฉะนั้นถามว่าอันนี้เป็นการหาเสียงหรือเปล่า โอ้ย เราหาเสียงเรื่องกัญชาตั้งแต่ปี 2562 แล้วครับ (หัวเราะ)

เราแค่อยากจะบอกกับชาวบ้านว่า สิ่งที่เคยพูดกับท่าน เราพูดแล้วทำ เราเป็นพรรคการเมืองที่บอกอะไรกับประชาชนไปแล้วเชื่อได้ ไม่ได้พูดไปเรื่อย หาเสียงไปเรื่อยแล้วไม่ทำ มีเรื่องตั้งเยอะตั้งแยะที่เราทำ เช่น เรื่อง Grab ซึ่งถูกกฎหมายเพราะภูมิใจไทย นั่นเป็นนโยบายเราเหมือนกัน หลายเรื่องที่เราทำ แน่นอนว่าเกี่ยวกับคะแนนนิยม สิ่งที่ท่านอนุทินทำมาตลอดในช่วงโควิด ซึ่งหากไม่ใช่ท่านก็คงต้องบอกว่าทุกวันนี้ปัญหาโควิดอาจจะบานปลายก็ได้ จะพูดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการหาเสียงก็ได้ แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกัญชาหรืออะไรก็ตาม อย่าลืมว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ทำอะไรก็ตามที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชน ให้เขาได้รับรู้ เพื่อจะเลือกเราในสมัยต่อไป เป็นเรื่องธรรมดาที่พรรคการเมืองอย่างเราต้องการอยู่ในใจของประชาชน

มีข้อกังวลอีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนยังสงสัยอยู่ว่า การผลิตเพื่อจำหน่ายจะเปิดโอกาสให้กับชาวบ้านหรือชุมชนมากน้อยแค่ไหน จะมีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคหรือเปล่า

จริงๆ ก็อย่างที่บอกไป เราแบ่งเป็นกลุ่ม S M L ถ้าเป็นกลุ่ม S ไม่เกิน 5 ไร่ การขออนุญาตก็ง่าย ค่าธรรมเนียมอาจจะไม่ต้องเสียเลย นั่นคือสิ่งที่เราบอก ถ้าใครอยากจะมีอาชีพทางด้านนี้ เดิมปลูกอ้อยอยู่แล้วได้กำไรไร่ละ 70 สตางค์ ซึ่งขาดทุนย่อยยับ ถ้าเปลี่ยนมาทดลองปลูกกัญชาสัก 5 ไร่ แล้วสามารถขายผลผลิตได้ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นนี่เป็นการเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยเข้าถึง

ถ้าคุณไซส์ใหญ่แล้วอยากจะทำไซส์ L หรือ M คุณก็ทำได้ วันนี้มีคนที่ทำไปแล้วอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น รัฐวิสาหกิจชุมชนที่จับมือกกับ รพ.สต. ปีหนึ่งปลูก 2 รอบ รายได้ของเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้ตั้งเยอะ รอบหนึ่งประมาณ 100 ต้น ปีหนึ่ง 200 ต้น รายได้เขาเป็นแสนๆ มันก็ไม่แย่ ในขณะที่ตอนนั้นตลาดยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่นะ แต่วันนี้เฉพาะคนที่ขายเมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียว 1 กิโลกรัม 2 หมื่นบาท ก็รวยแล้ว คนที่เริ่มขายต้นก็รวยแล้ว

มีคำพูดที่กลัวๆ กันว่ากฎหมายตัวนี้จะเอื้อนายทุนหรือเปล่า

เป็นคำถามเดิมๆ ที่ผมว่าควรจะเลิกถามได้แล้ว มันไม่มีเหลืออยู่แล้ว ร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้เราก็เปลี่ยนหมดแล้ว วันนี้มีอย่างเดียวก็คือนายทุนเขาก็ทำธุรกิจของเขาไป นายทุนไซส์ใหญ่กับรายย่อยไซส์เล็กก็ต่างคนต่างทำ ตลาดคนละตลาดเลย ถ้านายทุนจะทำใหญ่เพื่อจะส่งเข้าโรงงานตัวเอง นั่นก็เป็นเรื่องของเขา สมมติบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่อยากจะทำน้ำผสมกัญชา แล้วทำไร่กัญชาเพื่อจะป้อนสู่โรงงานของเขา คุณก็ต้องขออนุญาตแบบไซส์ใหญ่แล้วเสียค่าธรรมเนียม ถามว่าไปกระทบกับไซส์เล็กหรือเปล่า ผมว่าไม่เกี่ยวกัน

สองก็คือ ถ้าคุณอยากได้ผลผลิตจากเกษตรกร โดยทำเกษตรพันธสัญญาหรือ contract farming ก็สามารถทำได้อย่างที่เขาก็ทำกันเยอะแยะไปหมด เกษตรกรเดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลแล้ว เรื่องการเอารัดเอาเปรียบในเกษตรพันธสัญญาก็มีกฎหมายควบคุมอยู่ เอาเปรียบไม่ได้หรอก หากจะว่าในเรื่องตลาด คุณก็มีตลาดของคุณ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ วันนี้เราแบ่งกันแล้ว ไม่มีใครยุ่งกับใคร ไม่มีใครเอารัดเอาเปรียบ 

ไอ้คำว่า ‘เอื้อนายทุน’ เป็นคำพูดในยุคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษา ผมนึกไม่ออกว่ากฎหมายเอื้อนายทุนคืออะไร ประเทศนี้เป็นประเทศทุนนิยม คนที่มีทุนหนาเขาก็อาจจะมีโอกาสมากกว่าในการทำธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เขาทำไซส์ใหญ่แล้วจะเป็นการเอาเปรียบคนที่ทำไซส์เล็ก คุณปลูก 5 ไร่ คุณก็หาตลาดของคุณไป ไม่ได้มีปัญหา ไม่ใช่จะมาบอกว่าคนนั้นคนนี้มาฮุบตลาด พูดได้ยังไง จะบอกว่าตลาดโลกมันใหญ่มาก ทั้งตลาดทางการแพทย์ ตลาดอาหาร หรือตลาดเครื่องสำอาง คุณผลิตสาร CBD ให้ดีๆ เถอะ อาจจะไม่พอก็ได้ อย่าลืมว่าเราห้ามนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นท่านทั้งหลายก็ผลิตกันเอง บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องการใช้วัตถุดิบจำนวนมากก็อาจมาซื้อจากเกษตรกรก็ได้ แล้วเราค่อยมาดูเรื่องราคาไม่ให้เอาเปรียบ ตรงนั้นก็เป็นเรื่องของกลไกตลาดไป 

ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยครับ เราออกกฎหมายอย่างดีที่สุดเพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์อยู่แล้ว

เมื่อกัญชาขึ้นมาอยู่บนดินแล้วจะมีผลต่อกลไกราคาหรือไม่ อย่างไร

มันอยู่ที่ demand ก็ตราบเท่าที่ยังมีคนต้องการเยอะก็ไม่น่าห่วง แน่นอน วันหนึ่งราคาอาจตกตามกลไก อย่างในสหรัฐฯ ปีที่ผ่านมา ราคา CBD ก็ตกลง แต่ในที่สุดมันก็ขยับขึ้นมาด้วยปัจจัยอื่นๆ หรือโควิดก็ว่าไป ถ้าดูตลาดโลกมันก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น แต่เป็นธรรมชาติของหลัก Demand & Supply ที่ประเทศใหม่ๆ อย่างเราจะมี demand สูงอยู่แล้ว มีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เป็นสิบๆ ที่ประกาศจะทำธุรกิจนี้ แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะมาปลูกกัญชาเองหรอกนะ เขาก็ต้องซื้อ เกษตรกรก็มีหน้าที่เป็น supplier ให้กับเขาไม่ต่างจากพืชอื่นๆ ที่กำลังทำอยู่หรอก โรงงานน้ำตาลหลายแห่งปลูกอ้อยเองเสียที่ไหน ก็ชาวไร่ปลูกแล้วขายให้เขาทั้งนั้น CP ไม่ได้ปลูกข้าวเอง แต่ก็มีข้าวบรรจุถุงขาย เพราะซื้อจากเกษตรกรจากโรงสีมานั่นแหละ (หัวเราะ) นี่กลไกเดียวกันหมดเลย อยู่ที่รัฐจะเข้าไปแทรกแซงอย่างไรไม่ให้ชาวนาถูกเอาเปรียบเท่านั้นเอง

คนกลัวว่าจะเป็นเหมือนกฎหมายสุราหรือเปล่า ซึ่งมีการกีดกันรายย่อย ไม่ว่าจะด้วยกำลังการผลิต ทุนจดทะเบียน ฯลฯ 

สุรานี่คนละคอนเซปต์กับกัญชาเลย สุราในประเทศนี้ถูก monopoly และเอื้อให้นายทุนมาโดยตลอด ส่วนเรื่องกัญชาเรากำลังพูดถึงการเอื้อให้เกษตรกรปลูก แต่เรื่องสุรามันเป็นการผลิตหรือการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นคนละคอนเซปต์ พูดง่ายๆ คือเป็นการสกัดไม่ให้ชาวบ้านต้มเหล้าเอง เพราะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกำลังการผลิต กัญชากับเหล้ามันต่างกัน เป็นคนละเรื่อง

ประเทศนี้ผูกขาดวิสกี้กับเหล้าแดงโดยเจ้าเดียวมาตั้งนานแล้ว ด้วยรัฐหรือเปล่าไม่รู้ ต่อมาก็บริษัทอะไรก็ตามแต่ เหล้าขาวก็เหมือนกัน เหล้า ‘สะเอียบ’ ที่อำเภอสอง เมืองแพร่ ดีกว่าเหล้าขาวที่ได้รับอนุญาตของเอกชนเสียอีก แต่ทำไมไม่ได้รับการส่งเสริม เพราะว่าโดนสกัดไง ผมก็เข้าใจว่าเรื่องเหล้าน่าเป็นห่วง แต่กัญชาเป็นคนละโมเดล ไม่ต้องห่วง ไม่มีทางจะผูกขาดได้ เป็นเรื่อง supplier เรื่องผลผลิตทางการเกษตรมากกว่า

มีความกังวลว่ากัญชาจะเป็นใบเบิกทางไปสู่สารเสพติดชนิดอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่า จนอาจมอมเมาเยาวชนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีงานวิจัยว่า การเอากัญชาขึ้นมาบนดินจะช่วยลดปัญหายาเสพติดลงได้ คุณศุภชัยคิดเห็นอย่างไร 

มีผลวิจัยทางการแพทย์ในหลายประเทศยืนยันว่า การใช้กัญชาส่งผลให้คนเลิกใช้สารเสพติดชนิดอื่นๆ เช่น ยาบ้า หรือกระทั่งยาสูบ เราได้พบความจริงว่าสารในกัญชาไม่ได้มีโทษเมื่อเทียบกับบุหรี่ ซึ่งมีทาร์หรือนิโคติน หรือยาบ้า ซึ่งมีแอมเฟตามีนที่ล้วนมีโทษต่อร่างกายทั้งสิ้น กัญชายังช่วยแก้ลงแดงจากอาการอยากยาทั้งหลายเหล่านั้นด้วย ดังนั้นหลายๆ ประเทศ เขาก็ใช้กัญชาเพื่อบำบัดคนติดยาเสพติด

วันนี้ต้องยอมรับนะว่า เราใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาลเพื่อสร้างเรือนจำ จ้างราชทัณฑ์ และซื้ออาหารให้ผู้ต้องขัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าและผู้เสพยาบ้าหรือผู้ถูกกล่าวหาเช่นนั้น เมืองไทยมีนักโทษประมาณ 7 แสนคน เป็นคดียาเสพติดไปแล้ว 5 แสน ถ้าเรามาวางแนวคิดใหม่ เอาผิดเฉพาะผู้ค้ายา ส่วนคนเสพเราเอาไปบำบัด ก็อาจทำให้ฝั่ง demand ที่อยากได้ยาบ้าเปลี่ยนไป ตัวเลขต่างๆ เหล่านี้ก็น่าจะลดลงได้ เราเสียเวลากับเรื่องพวกนี้เยอะเกินไป ในบางประเทศอย่างสวีเดน ว่ากันว่ากิจการเรือนจำแทบเจ๊งเลยนะ เพราะการกระทำความผิดน้อยลง จนต้องไปนำเข้าลูกค้าจากประเทศอื่นมาใช้บริการ เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะยาเสพติดลดลงจากการที่คนหันมาใช้กัญชา

วันนี้อาจจะพูดแล้วทำให้คนแสลงใจเยอะหน่อย หลายคนยังเชื่อว่าติดกัญชาแล้วคลั่ง แต่ผมยังไม่เคยเห็นใครคลั่งนะ วันนี้ก็มีข่าวอีกว่าหนุ่มคนหนึ่งเสพกัญชาเข้าไปแล้วทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว จึงคว้ามีดมาตัด คนก็คิดว่ามันต้องคลั่งแน่ๆ ผมก็แปลกใจว่าก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีข่าวเรื่องกัญชาเลย พอปลดล็อกมาเริ่มมีปัญหาทันที

มันมีมายาคติที่ฝังหัวเรามานาน แต่ผมจะบอกว่าเราต้องเรียนรู้ เช่น การสอนวิธีการสูบ บอกเลยว่าอย่าอัดเข้าปอดลึกๆ ไม่ได้จะชี้ช่องนะ แต่ทุกวันนี้มีข้อมูลในโซเชียลมีเดียเต็มไปหมด เราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในทุกมิติ คนที่ไม่รู้จักกัญชาก็ควรจะได้เรียนรู้ บางคนเอามาหยดใต้ลิ้น แต่หยดแล้วไม่เห็นผลก็เอามาหยดเพิ่มอีก กลายเป็นว่ายาออกฤทธิ์จนแพ้หรือไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยก็มี เรื่องพวกนี้ต้องเรียนรู้ไปด้วยกันทั้งสิ้น อย่าพยายามให้ใครเป็นผู้ต้องหา 

แน่นอนว่าผมเป็นผู้ต้องหาอยู่นาน แต่ยังยืนยันในเจตนาอันบริสุทธิ์ ฝ่ายสายเขียวก็บอกปลดล็อกไม่จริง ฝ่ายอนุรักษ์ก็บอกปลดล็อกทำไม ฝ่ายมุสลิมก็บอกว่าบาป ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าใครจะดูแลเยาวชน ฯลฯ ผมก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป วันนี้เราจะเปลี่ยนแปลงจากมืดเป็นสว่าง จากดำเป็นขาว ไม่ใช่เรื่องง่าย ยากนะครับ ก็ต้องให้กำลังใจตัวเองเหมือนกันว่าอย่าท้อ

ทำไมสายเขียวยังตั้งแง่กับศุภชัย

เขาตั้งข้อหาว่าเราปลดล็อกไม่จริง แล้วจะสูบไม่ได้ ผมถูกเชิญไปงาน ‘Thailand 420: Legalaew! (ลีเกิ้ลแล้ว!)’ หัวข้อที่เขาถามผมคือ สรุปแล้วมัน legally แล้วหรือยัง แปลว่าถูกกฎหมายแล้วหรือยัง ผมจึงตอบไปว่า ผมเดินเข้ามาในงานตั้งแต่ทางเข้าจนถึงบนเวที ก็เห็นทุกคนสูบกันอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ แล้วยังจะถามผมอีกหรือว่า legally แล้วหรือยัง คำตอบอยู่ที่ท่านทั้งหลายแล้ว เสรีภาพท่านเต็มที่ ร้านของท่านเองก็ได้ข่าวว่าในคืนวันที่ 8 มิถุนายน มีคนรอตั้งแต่ 4 ทุ่ม เพื่อที่จะซื้อช่อดอกแรก

ผมก็เลยแซวๆ กันว่า แหม พวกเราอย่าหูเบา หนักแน่นไว้หน่อย วันนี้เห็นตำรวจจับใครหรือยังล่ะ อย่าว่าแต่จะจับ วันที่ 9 มิถุนายน วันนั้นยังมีผู้ต้องขัง 3,000-4,000 คน ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ นี่ต้องบอกว่าเป็นบุญของผมเลยนะที่ทำเรื่องกัญชาจนกระทั่งว่าคนที่ปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ออกจากเรือนจำ คดีกัญชา 7,000 กว่าคดีที่อยู่ในเรือนจำและยังค้างอยู่ในศาลก็ต้องปล่อยออกมา นี่ยังไม่พิสูจน์อีกหรือว่ามันก็ legalized แล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว โลกทั้งโลกเขามองมาที่ไทยหมดแล้ว

หลัง กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เสร็จแล้ว จะไม่มีการพลิกล็อกไปจากเดิมใช่ไหม

เราจะเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้อย่างดีที่สุดให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ แต่วุฒิสภาก็ยังมีสิทธิที่จะมาทบทวนได้ ถ้าท่านไม่เห็นด้วยในประเด็นใดก็ต้องชี้แจง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น ขั้นตอนในสภาผู้แทนฯ ของเรายังไม่เสร็จ จะพยายามทำให้มันเสร็จนะครับ

นิยามของคำว่า ‘เสรีกัญชา’ ในทัศนะของ ศุภชัย ใจสมุทร คืออะไร

เสรีกัญชา ก็คือการที่กัญชาเคยเป็นยาเสพติดตามกฎหมายมา 40 กว่าปี วันนี้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดอีกแล้ว พืชชนิดหนึ่งซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นยาเสพติด วันนี้ไม่ได้เป็นอีกแล้ว นั่นคือเสรี แต่ถึงแม้จะเสรีก็ยังต้องอยู่บนความรับผิดชอบ อย่าให้สังคมเดือดร้อนจากการที่เราใช้มันอย่างเสรีก็แล้วกัน

Author

ปิยนันท์ จินา
หนุ่มใต้ที่ถูกกลืนกลายเป็นคนอีสาน โตมาพร้อมตัวละครมังงะญี่ปุ่น แต่เสียคนเพราะนักปรัชญาเยอรมันเคราเฟิ้มและนักประวัติศาสตร์ความคิดชาวฝรั่งเศสที่เสพ LSD มีหนังสือเป็นเพื่อนสนิท แต่พักหลังพยายามผูกมิตรกับมนุษย์จริงๆ ที่มีเลือด เนื้อ เหงื่อ และน้ำตา หล่อเลี้ยงชีวิตให้รอดด้วยน้ำสมุนไพรเพื่อคอยฟาดฟันกับอำนาจใดก็ตามที่กดขี่มนุษย์

Author

อาทิตย์ เคนมี
ดำรงชีวิตเวียนว่ายในวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อออนไลน์ ปัจจุบันเป็น ‘บรรณาธิการสิ่งพิมพ์พิเศษ’

Photographer

อนุชิต นิ่มตลุง
อาชีพเก่าคือคนขายโปสการ์ดภาพถ่ายขาวดำยุคฟิล์ม จับกล้องดิจิตอลรับเงินเดือนประจำครั้งแรกที่นิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว สารคดี มีความสามารถพิเศษสั่งตัวแบบได้ตั้งแต่พริตตี้ คนงานทุบหินแถวหิมาลัย ไล่ไปจนถึงงานที่ถูกใครต่อใครหยิบยืมไปใช้สอยบ่อยๆ อย่างภาพถ่ายนักวิชาการที่ไม่น่าจะถ่ายรูปขึ้น นอกจากทำงานให้ WAY อย่างยาวนาน ยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision อันลือลั่น
Share via

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า
Send this to a friend