ไม่กี่วันก่อน ปรากฏข่าวเด็กสาวชาวดัทช์ได้รับสิทธิการทำการุณยฆาต (euthanasia) อย่างถูกกฎหมายบนหน้าสื่อหลายประเทศ หลังจากนั้นไม่นาน หลายสำนักข่าวที่นำเสนอเรื่องนี้ไปก็ต้องทำการแก้ไขทั้งหัวและเนื้อข่าว เพราะแท้จริงแล้ว โนอา โพโธเฟน (Noa Pothoven) เด็กสาววัย 17 ปี ไม่ได้รับสิทธิในการทำการุณยฆาต ไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ให้ฆ่าตัวตาย เธอตัดสินใจปล่อยให้ลมหายใจห้วงสุดท้ายของตัวเองจบลงที่บ้าน
สื่อสำนักใหญ่หลายแห่งทั้งจากออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐ ต่างรายงานข่าวว่าโนอาได้รับการ ‘การรุณยฆาตอย่างถูกกฎหมาย’ หรือ ‘ฆ่าตัวตายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์’ (assisted suicide) ทำให้ชื่อของเธอติดเทรนด์ในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในอิตาลีที่ข่าวของเธอถึงกับปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่ง
ขณะนั้น การเสียชีวิตของเธอยังไม่เปิดเผยชัดเจน ไม่ระบุสาเหตุอย่างเป็นทางการ ไม่มีหลักฐานว่าได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์หรือการุณยฆาตแต่อย่างใด กระทั่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เธอเสียชีวิตที่บ้านของครอบครัวในอาร์เนม (Arnhem) เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา
เพื่อนของเธอคนหนึ่งบอกว่า “โนอา โพโธเฟน ไม่ได้เสียชีวิตจากการการุณยฆาต เพื่อหยุดความทุกข์ทรมานของเธอ เธอเลือกที่จะหยุดกินอาหารและหยุดดื่มน้ำ”
โนอาต้องใช้ช่วงเวลาหลายปีกับการทนทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้าและอะนอเร็กเซีย (Anorexia) รวมถึงเคยพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง
ในหนังสือชีวประวัติของโนอาที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วเขียนว่า เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 11 ตอนอายุ 14 ถูกชายสองคนข่มขืน เธออธิบายถึงผลของอาการป่วยทางจิต โดยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ De Gelderlander ว่า เธออยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นประโยชน์ต่อวัยรุ่นคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน เพราะในเนเธอร์แลนด์ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษากับวัยรุ่นที่ต้องการความช่วยเหลือด้านจิตเวช
บทสัมภาษณ์เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วใน De Gelderlander ระบุว่า โนอาพยายามติดต่อไปที่คลินิกเพื่อที่จะรับการการุณยฆาตหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ แต่ก็ถูกปฏิเสธ
“พวกเขาบอกว่าฉันยังเด็กเกินไปกว่าที่จะตาย” เธอบอกกับ De Gelderlander “พวกเขาคิดว่าฉันควรจะรักษาบาดแผลในใจให้หายก่อน และอันดับแรกเลย สมองของฉันต้องเติบโตให้เต็มที่ นั่นหมายถึงต้องรอจนกว่าจะถึงวันเกิดอายุครบ 21 มันทำฉันพังเลย เพราะฉันคงทนไม่ได้นานขนาดนั้น”
ในช่วงที่โดนโรงพยาบาลปฏิเสธซ้ำๆ น้ำหนักของเธอลดลงจนโคม่า ต้องให้อาหารทางเส้นเลือด กระทั่งต้นปีที่ผ่านมา โนอาก็ตัดสินใจว่า ไม่ต้องการรับการรักษาอีกแล้ว
สัปดาห์ที่ผ่านมา เตียงพยาบาลถูกจัดไว้ที่บ้าน พ่อแม่และหมอลงความเห็นว่า ไม่ควรบังคับให้อาหาร (force-feed) แก่เธอ เพราะตามข้อกำหนดทางการแพทย์ของเนเธอร์แลนด์บอกไว้ว่า ห้ามมิให้กระทำการหากปราศจากความสมัครใจ
โพสต์ที่เธอเรียกว่า ‘sorrowful last post’ ในอินสตาแกรม-ซึ่งถูกลบไปแล้ว บอกว่า เธอ “หยุดกินและดื่มมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว หลังจากการตัดสินใจและประเมินหลายครั้ง การตัดสินใจคือต้องปล่อยฉันไป เพราะความทรมานของฉันมันทนไม่ไหวแล้ว” ขณะนั้นเธอตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องตายภายใน 10 วัน
โฆษกของ ลิซา เวสเตอร์เฟลด์ (Lisa Westerveld) ผู้รณรงค์ให้มีการให้ความช่วยเหลือด้านจิตเวชแก่เยาวชน ได้เดินทางไปเยี่ยมโนอาและบอกกับ DutchNews ว่า โนอาเสียชีวิตเพราะ “เธอไม่กินแล้วน่ะ”
การทำการุณยฆาต และการฆ่าตัวตายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ เป็นสิ่งที่มีกฎหมายรองรับในเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 2012 แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัด เมื่อผู้ป่วยแสดงเจตนาว่าอยากจบชีวิตนเอง ไม่สามารถทนความทรมานได้ ไม่มีทางรักษาให้ดีขึ้นได้ และหากเป็นเด็กอายุ 12-16 ปีต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง
ในปี 2017 มีคนจำนวน 6,091 คนได้รับการการุณยฆาตในเนเธอร์แลนด์ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคมะเร็ง มีอาการทางประสาท โรคหัวใจ โรคปอด มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช และมีเพียงรายเดียวที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
กรณีนี้ข่าวผิดพลาดสับสนระหว่างการทำการุณยฆาตกับตัดสินใจจบชีวิตด้วยตนเองนี้ ทำให้สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งต้องทบทวนความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว โดยเฉพาะข่าวที่มาจากต่างประเทศ ก่อนจะนำมาเผยแพร่ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ้างอิงข้อมูลจาก: theguardian.com |