The Wolf of Wall Street เพราะโลกนี้เป็นของคนฉลาด - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

The Wolf of Wall Street เพราะโลกนี้เป็นของคนฉลาด

img3

เรื่อง : Quin toki

 

รักไม่มีพรมแดน

เรื่องที่คนแถวนั้นเมาท์กันสนั่นเกี่ยวกับ ดอนนี เอซอฟฟ์ ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ เพื่อนคู่หูของ จอร์แดน เบลฟอร์ท หมาป่าแห่งทุ่งวอลล์สตรีท ก็คือ ดอนนีแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องตัวเอง

ตอนนั้น จอร์แดนเพิ่งเริ่มสนิทกับดอนนีได้ไม่เท่าไหร่ บทสนทนาหลังแก้วเหล้าในบาร์เจ้าประจำเริ่มลื่นไหลและเป็นกันเอง ดอนนีจึงได้รับคำถามลามปามว่า เรื่องที่แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องนี่จริงหรือเปล่า

“ก็เพื่อนๆ กันนี่หวังฟันเธอทั้งนั้น ฉันช่วยป้องกันให้ไม่รู้กี่ครั้ง แล้วในที่สุด ฉันก็เลยฟันเธอเสียเลย”

“นายไม่กลัวลูกปัญญาอ่อนหรือไง” จอร์แดนถามด้วยความเป็นห่วง

“ถ้าปัญญาอ่อนจริง ฉันก็แค่ย้ายบ้านไปไกลๆ แล้วก็เปิดประตูให้ลูกๆ ออกไปไหนก็ไปเท่านั้นแหละ ไม่เห็นยาก” พอเห็นจอร์แดนหน้าซีดทั้งๆ ที่แสงออกจะสลัวขนาดนั้น ดอนนีก็เฉลยว่า ใครจะไปทำอย่างนั้นกับลูกตัวเองเล่า แต่ถ้าพวกเขาเกิดปัญญาอ่อนขึ้นมาจริงๆ ก็ยังมีโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษให้เข้าเรียนนี่นา

 

ว่าด้วยความโง่ งี่เง่า และปัญญาอ่อน

หลังจากที่คำว่า ‘โง่’ กลายเป็นคำดูถูกสติปัญญาแห่งยุคสมัย ทั้งๆ ที่เราไม่ทราบ IQ ของเขาหรือเธอคนนั้นด้วยซ้ำไป มันแทบจะกลายเป็นคำด่าติดปากของหลายๆ คน ที่บางครั้ง เราก็ไม่ได้ต้องการเห็นหรือได้ยินเอาเสียเลย

คนสมัยนี้เก็บความสงสัยไว้กับตัวได้ไม่นาน สมองเราถูกกูเกิลโปรแกรมมาเรียบร้อยว่าจะต้องค้นกูเกิลด้วยคำใด แล้วเพียงกด enter เกือบทุกอย่างที่เราต้องการคำตอบก็มักจะปรากฏขึ้นมาภายในไม่เกิน 0.02 วินาที

ความผิดปกติทางด้านสติปัญญา (Intellectual Disability) ตามระบบการวัดระดับความฉลาดของอัลเบิร์ต เจ. เลวีน และลูอิส มาร์คส์ ตั้งแต่ปี 1928 จะมีระดับความฉลาดที่ต่ำกว่าปกติ 5 ระดับ แต่ 3 อันดับแรก ได้แก่

Idiot คือผู้ที่มี IQ 0-25 หรือสติปัญญาเท่ากับเด็ก 0-2 ขวบ Imbecile หรือผู้ที่มี IQ 26-50 และ Moron มี IQ 51-70 หรือสติปัญญาเทียบเท่าเด็กอายุ 8-12 ปี

สำหรับคนดูหนังหรือซีรีส์ฝรั่งอยู่บ้าง น่าจะคุ้นกับ ‘idiot’ และ ‘moron’ เพราะมักถูกใช้เป็นคำสบถอยู่เนืองๆ แต่อย่างไรก็ตาม 3 คำนี้ถือเป็นคำหยาบคาย ไม่ควรใช้เรียกผู้อื่น

ขณะที่คนธรรมดา IQ จะอยู่ระหว่าง 95-104 และความจริง IQ ของแต่ละคนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้หยุดนิ่งคงที่ตลอดชีวิต

อัจฉริยะบางรายได้รับการคาดคะเน IQ ให้ เพราะเจ้าตัวไม่ยินยอมที่จะวัด อย่าง ไอน์สไตน์ คาดว่ามี IQ อยู่ที่ 160-180 ขณะที่ เซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ค้นพบแรงโน้มถ่วงโลก และนักประดิษฐ์ประตูแมว (cat flap) มี IQ 190 ส่วน นิโคลา เทสลา พ่อมดไฟฟ้ากระแสสลับที่โลกจงใจลืม มี IQ ราว 230

 

the-wolf-of-wall-street-official-extended-trailer-0

 

#ทุนนิยมนี่มันเหี้ยจริงๆ

บางทีเรื่องอาจจะเริ่มจากความไม่รับผิดชอบของฟาร์มแมวเปอร์เซียแห่งหนึ่ง

ความจริงมันก็ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรกันอีก แต่จากหลักฐานคาตาว่า แมวพ่อพันธุ์ที่ซื้อมาจากฟาร์มแห่งนั้นเป็นแมวมีปัญหา

เกือบ 10 ปีต่อมา พวกเราคนเลี้ยงถึงรู้ แต่ก็สายไปแล้ว เพราะพ่อพันธุ์ตัวนี้ มีลูกมีหลานเกินครึ่งบ้าน และในรุ่นหลานนี่เองที่ทำให้เราสังเกตเห็นอะไรๆ ได้ชัดขึ้น

เพชร คือชื่อแมวตัวนั้น เป็นชื่อที่ได้มาจากฟาร์มแห่งนั้น เราพาเพชรเข้าบ้านตอนมันอายุได้ปีนิดๆ พร้อมใบรีจิสเตอร์ (มีชื่อพ่อและแม่ อาจจะไปถึงรุ่นปู่ย่า เพื่อยืนยันความเป็นพันธุ์แท้ของมัน)

เพชรมีปัญหาถุงน้ำในไต ซึ่งสัตวแพทย์อธิบายให้เราฟังว่า เป็นปัญหาในแมวที่มียีนด้อย หรือเกิดจากพ่อแม่ที่มีสายใกล้เคียงกัน แบบพี่น้องผสมกันเอง (incest)

เมื่อกลับมาพิจารณาดูแมวรุ่นหลานของเพชร พวกมันล้วนมีหน้าตาประหลาด บางตัวเขี้ยวยื่นออกมานอกปากเหมือนยักษ์ บางตัวหุบปากไม่เคยสนิท ลิ้นสีชมพูของมันมักจะโผล่แพลมออกมาเสมอๆ แรกๆ เรามองในแง่ดีก็พอจะขำๆ กับมันได้ คิดเสียว่าพวกมันมีแคแรคเตอร์ไม่เหมือนใคร เป็นแมวพิลึก หน้าตาตลกๆ และด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้เราขายลูกๆ หลานๆ ของเพชรหลายตัวให้ลูกค้าไม่ได้ แต่ฟาร์มแห่งนั้นกลับขายแมวพ่อพันธุ์ที่มีปัญหาแบบนี้ให้เราได้อย่างหน้าตาเฉย

นอกจากค่ารักษาพยาบาลเพชรที่ไม่ใช่น้อยๆ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเทียวรักษาแมวรุ่นลูกและหลานบางตัวแล้ว ลูกของเพชรหลายตัวเสียชีวิตตามมันไปแล้วด้วยอาการคล้ายคลึงกันคือ มีถุงน้ำ หรือที่หมอเรียกว่า ‘ซิสต์ในไต’

ไม่ได้คิดจะก่นด่าโลกทุนนิยม เพราะสิ่งดีๆ หลายสิ่งเกิดขึ้นและแพร่หลายได้เพราะทุนนิยม แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า หากฟาร์มแมวแห่งนั้น เลือกที่จะทำหมันแมวที่ตนเองไม่แน่ใจว่าจะเป็นพ่อพันธุ์ได้อย่างสมบูรณ์ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร

ที่แน่ๆ ฉันอาจจะไม่ได้มาเขียนหนังสืออยู่แถวนี้ก็เป็นได้

 

the wolf

 

หนังสืออ่านเรา

ไม่รู้บอกแล้วจะเชื่อกันหรือเปล่าว่า การอ่านหนังสือดีๆ ไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นคนดี

จอร์แดน เบลฟอร์ท ไม่ใช่คนดีเอาเสียเลย แต่เขาเป็นคนเก่ง เรียกได้ว่าอัจฉริยะด้วยซ้ำในการโน้มน้าวจิตใจผู้คน นอกจากนั้นเขายังรู้จักหยิบบางส่วนในหนังสือมาอุปมาในสิ่งที่เขากำลังทำให้ลูกน้องฟังได้อย่างเหมาะเจาะ

คนไม่อ่านหนังสือในหนัง ถูกทำให้รู้สึกว่าพวกเขาไม่ค่อยเฉลียวฉลาดสักเท่าไหร่ เวลาจอร์แดนเล่นมุกเกี่ยวกับหนังสือให้ทีมงานในบริษัทยุคก่อตั้งฟัง (ช่วงแรกมีแต่คนไม่ค่อยเอาถ่าน แทบทุกคนมีอาชีพเสริมคือสามารถหากัญชามาให้คุณได้) ตอนเขาพูดถึง ‘กัปตันเอแฮป’ และฉมวกคู่ชีพในภารกิจล่าวาฬจากหนังสือที่คนอเมริกันทุกคนน่าจะได้อ่าน แต่ไม่มีใครเก็ตในสิ่งที่จอร์แดนพูดเลยสักราย

แต่ขณะที่จอร์แดนครองไมโครโฟนคอยเอ็มพาวเวอร์พนักงานในบริษัท สแตรทตัน โอคมอนต์ (Stratton Oakmont) ที่เขาก่อตั้งและบริหารจนมาแรงชนิดฉุดไม่อยู่ ทุกคนโห่ฮาและปรบมือเกรียวกราวเวลาที่เขาปล่อยมุกเกี่ยวกับ วิลลี ว็องกา เจ้าของโรงงานช็อกโกแลต วรรณกรรมเยาวชนชื่อก้องของนักเขียนขวัญใจเด็กดาร์ค

หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อ่านหนังสือแล้วอาจช่วยให้ฉลาดขึ้นได้จริง แต่ไม่รับประกันว่าจะเพิ่มคุณธรรมในตัวคุณได้สักกี่มากน้อย ของแบบนี้ ต่อให้เป็นหนังสือดีอย่างไรก็เอาไม่อยู่

 

************

(หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์เรื่องเล็กในหนังใหญ่ นิตยสาร Way ฉบับ 71)

Author