จน เครียด แต่ ‘สายเชีย’ ไม่เสียชาย - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

จน เครียด แต่ ‘สายเชีย’ ไม่เสียชาย

สายเชีย วงศ์วิโรจน์,face of entertainment vol.3

เรื่อง : เพรงเทพ
ภาพ : อนุช ยนตมุติ

ความจนเป็นโรคประจำศตวรรษที่พลเมืองหรือประชากรส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ต่างต้องก้มหน้ารับชะตากรรมโดยดุษณี

ความจนได้กลายเป็นวาทกรรมในมุกล้อขันขื่นของโลกทุนนิยมมาอย่างไม่ขาดสาย หรือแม้แต่โลกคอมมิวนิสต์ก็เช่นกัน ความจนเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ เพราะประเทศจีนก็ก้าวสู่ความเป็นยักษ์ใหญ่ที่ร่ำรวยมหาศาลในเอเชียไปเสียแล้ว

‘จน-เครียด-กินเหล้า’ กลายเป็นประโยคฮิตที่แม้เด็กน้อยตัวเล็กๆ ก็ท่องจนติดปาก ถือเป็นความสำเร็จของโฆษณาชุดนี้ในแง่ความติดหูติดปากและติดตาอยู่ในความทรงจำ และพลอยทำให้ชายหน้าเสี้ยมเหี้ยมไร้รอยยิ้ม ดวงตาดุแดงก่ำกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง

“โอ้ย…เด็กตั้งแต่ขวบครึ่งที่พอพูดได้ เจอหน้าผมก็ทักเลย จน เครียด กินเหล้า” สายเชีย วงศ์วิโรจน์ วัย 37 ปี เล่าถึงความโด่งดังของเขาที่เกิดขึ้นในชั่ววันข้ามคืน

“คนก็พอรู้จักผมมากขึ้น สำหรับผมเป็นคนที่คล้ายกับเคยเจอ ใครๆ เขาก็บอกว่า เคยเจอที่ไหนวะ…คุ้นๆ หน้า จะรู้สึกประมาณนี้ เพราะผมทำงานมาเยอะ มีผ่านตามาเรื่อย สำหรับตัวผมเองก็ไม่เปลี่ยนไปไหน เพียงแต่มีงานเข้ามามากขึ้น แล้วก็โครงการที่เกี่ยวอะไรกับสังคมให้ไปช่วยเหลืออะไรบ้าง ชีวิตก็ดีขึ้น”

ชายชื่อแปลก ‘สายเชีย’ นั้น มีที่มาจากการตั้งชื่อตามถนน ‘สายเอเชีย’ ย่นย่อให้เข้าภาษาปากของพ่อ ทำให้เขามีชื่อแปลกโคตร เท่ไม่เหมือนใคร

“ผมเริ่มเข้ามากรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2528 มาหางานทำ” เขารำลึกถึงความหลัง ซึ่งคนในระดับชาวบ้านเกษตรกรที่เรียกกันว่า รากหญ้าหรือรากแก้วแล้วแต่จะนิยามกันไป

สายเชีย เกิดและโตที่เชียงราย ก่อนอพยพมาอยู่ที่กำแพงเพชร น้ำท่วมนาล่มเป็นปัญหาคลาสสิกของคนชนบทที่มีมาถึงทุกวันนี้อย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

“ก็ไม่มีอะไร มาจากศูนย์ ปลูกบ้านติดยุ้งข้าว อาศัยเขาอยู่ ปีนั้นน้ำท่วมข้าวเพิ่งงอกเต็มรวงตายหมด เบื่อเลยไม่อยากทำนาเลย ก็เลยเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ลองดูว่าจะมาทำอะไรได้ ตอนแรกก็คิดจะเป็นนักมวยก็เดินทางมา คนไม่มีความรู้จะทำอะไรได้บ้าง ชกมวย เป็นก่อสร้าง จับกังอะไรไป เป็นช่างก็พอเป็นไปได้ ก็เห็นมีการรับสมัครตัวประกอบแสดงหนัง แล้วเราก็มีเพื่อน เที่ยวไปถ่ายหนังถ่ายละครอะไรกับเขาเรื่อยไป วันละ 150 บาทบ้าง 200 บาทบ้าง บางทีก็ไปฟรีก็มี”

สายเชีย วงศ์วิโรจน์,face of entertainment vol.3

การคลุกคลีอยู่กับกองถ่ายทำให้เขาได้ผลักดันตัวเองเข้าสู่อาชีพสตันท์แมน – ตัวแสดงแทนในฉากผาดโผนเสี่ยงอันตราย

“อันดับแรกเราต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน ต้องเอาชีวิตตัวเองให้รอดก่อน เพราะก่อนหน้านั้นยังไม่มีแฟน คนเดียวอยู่ได้ ค่ำไหนก็นอนนั้น กินข้าวกองถ่ายเราก็พออยู่ได้ ผมก็เริ่มทำงานเป็นสตันท์ มันเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่ง เป็นเหมือนต่อยมวย แต่มวยมันโดน สตันท์ไม่โดนสักเท่าไหร่ เป็นเพียงแอ็คชั่น มีการบังมุม ผมมีอาชีพอย่างนี้ เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียมา”

วงการบันเทิงที่มีมนต์เสน่ห์มายาสวยหรู แต่ใช่จะสวยงามสำหรับพวกลูกหาบหรือสตันท์แมนอย่างสายเชีย เมื่อวงการหนังตกต่ำในช่วง10 กว่าปีที่แล้ว เขาก็ต้องตกงาน ไปทำหน้าที่แบกไฟ ทำงานก่อสร้าง, ขุดลอกท่อน้ำครำ, อยู่โรงงานน้ำปลา, เชื่อมเหล็ก, ช่างปูน สารพัดที่จะหารับจ้างได้

“เอาทุกอย่าง ยิ่งมีลูกมีเมียต้องดิ้นรนมากขึ้น ในกรุงเทพฯ ผมอยู่มาเกือบหมดทุกเขตแล้ว มันต้องดิ้นรนไป พลิกไปเรื่อย มีบ้างไม่มีบ้าง จนมากจนต้องเก็บผักบุ้งกินหมดเป็นสวนๆ กินน้ำพริกปลากระป๋องอะไรกันไป”

การสู้ชีวิตทำให้เขาไม่เลือกงานจนสามารถเป็นสตันท์แมนที่รับงานทั้งหนังไทย และต่างประเทศ รวมถึงหนังโฆษณาด้วย ใครจะรู้ว่าเขาเคยเป็นสตันท์ให้หนังฮอลลีวู้ดระดับบ็อกซ์ออฟฟิศ อย่าง ทูม ไรเดอร์, แบทแมน บีกินนิ่ง, แมน ออฟ วอร์ ฯลฯ

“ถ่ายหนังฮอลลีวู้ดเงินดีกว่าเมืองไทยเยอะ แต่ภาษีของเขาจะสูงหักเราไปรู้สึกจะ 22 เปอร์เซ็นต์ แล้วเรามาถูกเก็บค่านายหน้าที่เมืองไทยอีก 35-40 เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือไม่มากนัก คล้ายการทำนาบนหลังคนอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ในวงการบันเทิงเมืองไทยก็ยังมีอยู่เยอะแยะเรื่องระบบแบบนี้ อย่างผมไปถ่ายโฆษณาผมก็โดนหักถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ถ้าทางโมเดลลิ่งติดต่อมา ถ้ารับงานเองก็เสีย 5 เปอร์เซ็นต์ 7 เปอร์เซ็นต์ตามปกติ คนที่ไม่มีอำนาจต่อรองก็ต้องรับชะตากรรม ซึ่งมันโหดมาก ความรู้สึกเราก็มีแต่เก็บไว้”

สายเชีย วงศ์วิโรจน์,face of entertainment vol.3

สายเชียยังครวญต่อว่า ระบบสตันท์แมนของเมืองไทยไม่มียูเนียนหรือสหภาพแรงงานเหมือนในต่างประเทศ ไม่มีการจัดระบบมาตรฐานค่าจ้างงานทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ ตัวเขาเองทำงานมา 20 กว่าปี ยังเช่าห้องเล็กๆ อยู่กับครอบครัวแบบหาเช้ากินค่ำ

“ทุกวันนี้ก็มั่วกันตลอด คนทำงานในระดับล่างจะเหนื่อย จะเจ็บมาก พิการหรือตายไปก็มี ไม่มีประกันสังคม ไม่มีประกันอะไรทั้งหมด ส่วนคนที่โทรมาติดต่องาน และคอยหักหัวคิว เขาก็มีบ้านหลังราคาเป็น 10 ล้าน ซึ่งก็น่าจะเผื่อแผ่ดูแลคนอื่นบ้าง พวกน้องๆ สตันท์แมนที่ทำงานให้เขารวยมันก็เช่าบ้านอยู่ บางทีเดือนละ 2,000 บาทยังไม่มีจะจ่ายเลยในแต่ละเดือน พอไปยืมตังค์ก็ถูกด่าอีก เป็นบุญคุณกันอีก

“มันน่าสงสารนะ บางทีผมพูดไป มันอัดอั้นน้ำตาจะไหลจะร้องไห้ มันโดนกดขี่อย่างนี้มานาน มาถ่ายหนังถ่ายโฆษณาก็โดนประจำ หักเปอร์เซ็นต์ไปเยอะแล้วบางทีก็มีหมกเม็ดด้วย โกหกซ้อนโกหก แกล้งโง่ไปเพราะเราโง่อยู่แล้ว ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีความสามารถที่จะไปแลกเอามา เพราะเราไม่ใช่ดาราดัง อยากให้เห็นอกเห็นใจกันหน่อย เข้าใจความเป็นมนุษย์บ้าง”

ความฝันในชีวิตของสายเชียนั้นไม่เคยมีมาตั้งแต่เด็ก เพราะมันเหือดแห้งหายไปอย่างไม่รู้ตัว ด้วยภาวะที่กรากกรำของชีวิตทำให้เขาเรียนจบแค่ ป.6 แม้พยายามจะเรียนให้ถึง ม.3 ก็ต้องออกกลางคัน

“ผมไม่ได้คาดหวัง ไม่ตึงหรือหย่อนกับชีวิตจนเกินไป ดูตามหน้าที่ว่าตอนนี้เรามีอะไรทำบ้าง ก็ไปตามนั้น ผมอยากให้ครอบครัวอยู่สบาย นั่นคือความฝัน ผมอยากเป็นนักแสดงและทำงานเบื้องหลังอยู่ตรงนี้ ใช้สมอง คิดดีไซน์ลีลาการต่อสู้ในหนัง ผมแค่ขอโอกาสให้ผมลองทำตรงนี้ มีโอกาสให้ผมแล้วผมจะทำให้ดู”

ปัจจุบัน สายเชียเลิกดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด หลังจากที่ได้เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาที่ทำให้เขารู้จักกันทั่วประเทศ รับงานเป็นผู้ช่วยกำกับคิวบู๊ในภาพยนตร์ และแสดงโฆษณาอีกหลายเรื่อง

“ชีวิตของผมถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ดูแลครอบครัว และญาติพี่น้องในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบได้ทั่วถึงหน่อย ไม่ขาดตกบกพร่องจนต้องปวดหัวต้องหยิบยืม ตอนนี้หลายๆ คนชีวิตก็ดีขึ้นเพราะเราดูแลเขาทั่วถึง ผมก็สบายใจขึ้น”

เขาตบท้ายด้วยแววตาที่มีความหวัง

สายเชีย วงศ์วิโรจน์,face of entertainment vol.3

 

****************************
(หมายเหตุ : ตีัพิืมพ์ในคอลัมน์ face of entertainment มกราคม 2550)

author
ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
หญิงแกร่งที่ทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านให้กับ WAY ถ้าเป็นนักฟุตบอลนี่คือผู้เล่นผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์ในสายงานข่าว ทั้งคลุกคลี สัมภาษณ์ บันเทิง ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้การเป็นคุณแม่ซึ่งมีลูกสาวย่างเข้าวัยรุ่นยังช่วยส่งเสริมให้สามารถปั่นงานด้านเด็กและเยาวชนอย่างเชี่ยวชาญ