About Endlessness: 32 ฉากความเปราะบางของชีวิต - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

About Endlessness: 32 ฉากความเปราะบางของชีวิต

ฉันเห็นชายคนหนึ่งผู้หลงทาง
ฉันเห็นหญิงคนหนึ่งผู้ไร้ความละอาย
ฉันเห็น…

เสียงหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเป็นอินโทรก่อนเข้าซีนใหม่ในหนังตลอด 1 ชั่วโมง 18 นาที คล้ายการเล่านิทานให้ผู้ชมฟัง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานตะวันออกกลางเรื่อง พันหนึ่งราตรี หรือ One Thousand and One Nights ในนิทานเป็นการเล่าจากปากของชาห์เรซาด (Scheherazade) มเหสีของพระราชาในนิทาน ทว่าในหนังเรื่องนี้ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเสียงของใคร หรืออาจจะเป็นเสียงของพระเจ้าที่กำลังจับตามองตัวละครในเรื่องแล้วนำมาเล่าให้ผู้ชมได้ฟังกัน

About Endlessness (2019) ภาพยนตร์ดีกรีรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิซปี 2019 ของผู้กำกับชาวสวีเดน รอย แอนเดอร์สัน ด้วยจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ด้านภาพมุมกว้าง สีผิวตัวละครขาวซีด อ้วน เป็นเรือนร่างไม่น่าหลงใหล แต่ทั้งหมดดูงดงามราวกับภาพวาดบนจอฉายภาพยนตร์ หนังเสนอเหตุการณ์ทั้งหมด 32 ฉาก มีลักษณะแอบเสิร์ดแต่ล้วนเป็นความธรรมดาของมนุษย์ เล่าออกมาได้อย่างอัศจรรย์ สามัญ นิรันดร์กาล สมกับชื่อภาษาไทยของภาพยนตร์เรื่องนี้

ความงามของภาพยนตร์ที่มีฉากหลังในแต่ละเหตุการณ์เป็นทั้งซากปรักหักพังของเมืองอยู่เบื้องล่างคู่รักที่กอดกันล่องลอยในอากาศ ความหมดศรัทธาในพระเจ้าของบาทหลวง การถูกเมินเฉยจากเพื่อนเก่า การรอคอยใครสักคนเมื่อลงจากรถไฟ การสูญเสียลูกชายจากสงคราม การพูดคำว่ารักอย่างไร้อารมณ์ ฯลฯ ต่างสัมผัสได้ถึงช่วงเวลาแห่งความเปราะบางของชีวิตซึ่งเราอาจเคยมีประสบการณ์ร่วม และทำให้เกิดคำถามหรือตกตะกอนบางอย่างในใจที่ต้องหาคำตอบให้ตัวเองต่อไป

ภายนอกมีหิมะตก ภายในร้านที่บริการเครื่องดื่ม ชายคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาถึงความอัศจรรย์ของมัน และถามว่า “มันไม่น่าอัศจรรย์หรอกเหรอ” ท่ามกลางความเงียบงันของคนอื่นที่เหลือในร้าน ชายอีกคนเอ่ยถามว่าอะไรหรือที่อัศจรรย์ เขาตอบว่าทุกอย่างเลย และชายคนนั้นก็ตอบกลับเชิงเห็นด้วย แม้ว่าจะไร้อารมณ์ของการเห็นสิ่งอัศจรรย์นั้นก็ตาม เราอาจจะเคยได้ยินคำคมปลอบประโลมใจที่กล่าวประมาณว่า ความสุขแท้จริงแล้วอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือไม่ ชายคนที่เห็นหิมะตกแล้วเอ่ยถึงความอัศจรรย์คนนั้นอาจจะเป็นคนหนึ่งที่พบความสุขจากสิ่งรอบตัว ขณะเดียวกันอีกหลายคนในร้านที่ต่างก็มองเห็นหิมะตกเช่นกัน แต่ความอัศจรรย์นั้นอาจไม่มีความหมายอะไรต่อพวกเขาเลย และการไม่ให้ความหมายของความอัศจรรย์นั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

หนึ่งในเหตุการณ์ทั้ง 32 ฉากมีอีกตัวละครที่น่าสนใจคือ บาทหลวงที่หมดศรัทธาในพระเจ้า เกิดความว่างเปล่าที่จะใช้ชีวิตต่อ ทำให้นึกถึงวลี “พระเจ้าตายแล้ว” ของ ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิทเช่ นักปรัชญาชาวเยอรมันที่มองว่าความศรัทธาในศาสนาเป็นเพียงเรื่องลวงโลกของคนที่อยากหนีปัญหาเท่านั้น แม้ว่าในอดีตจะถูกสังคมมองว่าเขาหมิ่นศาสนาก็ตาม
แต่หลักสำคัญในความหมายของ “พระเจ้าตายแล้ว” คือการที่นิทเช่มองว่าพระเจ้าได้ตายไปจากความรู้สึกแล้วตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เมื่อเราเจอปัญหาหรือความทุกข์ยาก พระเจ้าไม่ได้ช่วยเราแก้ปัญหา แต่เป็นเราเองที่เผชิญหน้าและผ่านมันมาได้ มนุษย์มีศักยภาพมากพอที่จะเชื่อในตัวเอง โดยไม่ต้องให้มีใครมาบอกว่าควรทำอะไร

ผมจะทำอย่างไรดี ผมสูญเสียศรัทธาไปแล้ว

การที่จู่ๆ บาทหลวงก็สารภาพว่าตนหมดศรัทธาในพระเจ้าแล้ว จนต้องหวังการรักษาจากแพทย์นั้น ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงด้านอ่อนแอที่ไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวของผู้มีศาสนาเป็นที่พึ่ง และในบางเวลาตัวเองในฐานะบาทหลวงก็เป็นที่พึ่งพาทางใจแก่คนอื่นด้วย แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการหาคำตอบด้วยตัวเองซึ่งนำไปสู่การค้นพบคำตอบสำคัญของชีวิตก็เป็นไปได้ เช่นเดียวกับในเหตุการณ์อื่นๆ ที่ตัวละครอยู่ในช่วงเวลาของความอ่อนแอและเปราะบาง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกเหล่านั้นจะถูกเยียวยาและอาจพาให้ค้นพบสิ่งใหม่หรืออะไรบางอย่าง

About Endlessness ได้พาเราไปซึมซับช่วงเวลาที่ตัวละครอยู่ในภาวะของความอ่อนแอผ่านความละเมียดละไมอย่างเชื่องช้าในการดำเนินเรื่อง เหมือนได้รับฟังการระบายทั้งอารมณ์และสิ่งที่อยู่ในจิตใจของตัวละคร ประกอบกับการบรรยายจากเสียงของใครสักคนที่เพียงแค่บอกให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ใครในเรื่องเปลี่ยนไป เป็นเราเองที่เข้าอกเข้าใจในความอ่อนแอและเปราะบางของทุกตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป เป็นความงามอย่างหนึ่งของธรรมชาติที่มีด้านไม่สมบูรณ์แบบอยู่บ้าง เป็นความอัศจรรย์ สามัญ และนิรันดร์กาลของชีวิตคนเรา

Author

กัลยรัตน์ ธีรกฤตยากร
ฝึกเล่นสเก็ตบอร์ดอยู่ดีๆ ก็หยุดพักมาฝึกงาน เรียนสื่อสารมวลชนใกล้จะจบในไม่ช้า ชอบออกกอง เป็นผู้อ่านมานาน อยากเป็นผู้เขียนที่ดีบ้างจึงมาฝึกกับกองบรรณาธิการ WAY สนใจงานสารคดี มักจะเติมพลังด้วยการไปดูหนัง ไปงานเทศกาลดนตรี และฟังเสวนา