ขายให้รู้ว่าขาย จะทำอะไรก็ได้ เพราะที่นี่คือ ‘บ้านกูเอง’ - waymagazine.org | นิตยสาร WAY

ขายให้รู้ว่าขาย จะทำอะไรก็ได้ เพราะที่นี่คือ ‘บ้านกูเอง’

คุณสมบัติ พูดซ้ำ พูดบ่อย พูดได้เร็ว คือข้อดีของอินเทอร์เน็ต

โลกโซเชียลจึงกลายเป็นพื้นที่หอมหวานสำหรับผู้ประกอบการและนักการตลาดทั้งหลาย ที่เล็งเห็นช่องทางสร้างรายได้ จึงไม่แปลกที่ในยุคนี้เพียงแค่ไถนิ้วไปทางซ้ายสะบัดปัดไปทางขวาผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมในมือ สินค้าหรือร้านค้า รวมถึงโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งที่เราสนใจและไม่สนใจ ก็เด้งมารอต่อคิวพร้อมเสิร์ฟให้ช็อปปิ้งง่ายๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนให้เหนื่อยเหมือนอดีต

เมื่อความบันเทิงกลายเป็นแรงจูงใจอันดับหนึ่ง โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายในตลาดออนไลน์แห่งนี้ จึงหมายถึงการแข่งขันระหว่างแบรนด์ เพื่อทำให้สินค้าของตนเองกลายเป็นที่จดจำให้ได้มากที่สุด นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดอาชีพหน้าใหม่ อย่างนักขายออนไลน์ขึ้นมา เช่นเดียวกับเพจบ้านกูเอง ที่มี ‘นอท-สัณหณัฐ ทิราชีพ’ เด็กหนุ่ม วัย 22 นักศึกษาจบใหม่หมาดจากสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเจ้าของเพจ

ด้วยการขายอย่างครีเอทีฟ คาแรคเตอร์ชัดเจน เต็มไปด้วยวิธีสื่อสารที่โดดเด่น ทำให้ระยะเวลาไม่ถึงปี มียอดผู้กดติดตามเพจบ้านกูเอง มากถึง 3 แสนกว่าคน

และโพสต์ล่าสุดที่ดูแล้วทำให้รู้สึกว่า ‘เฮ้ย ขายงี้ก็ได้หลอออ!?’ คือโพสต์ขายไอศกรีมไข่เค็มยี่ห้อหนึ่ง

โดยภาพแรกไล่ไปจนภาพสุดท้ายในอัลบั้ม นอทเริ่มพาเราไปสนทนากับไข่เค็มในจานส้มตำก่อน จากนั้นพาไข่เค็ม 2 ซีกที่อยู่ในจานส้มตำนั้น ออกไปทำความรู้จักกับไอศกรีมแท่ง และพบว่าเมื่อไข่เค็มกับไอศกรีมแท่งผนึกรวมกำลังผ่านพลังของเครื่องปั่น แล้วไม่เวิร์ค ทั้งหน้าตาและรสชาติ กินแล้วพะอืดพะอม จนจะอ้วก เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรให้ไข่เค็มอยู่ถูกที่ถูกเวลา เพื่อจะได้มีคุณค่าและรสชาติที่ดีที่สุด เหมือนกับไข่เค็มที่อยู่ในเมนูออกใหม่ของไอศกรีมยี่ห้อนั้น

นอททำให้เราสนใจ ในฐานะนักเรียนศิลปะ เขามีวิธีคิด มีวิธีขายอย่างไร จนทำให้เพจบ้านกูเองเข้าไปจับใจชาวเน็ตได้ ซึ่งนอกจากเรียนรู้วิธีการสื่อสารแล้ว เขายังพาลงลึกไปถึงสิ่งที่ตัวเองสนใจผ่านงานศิลปะ ตัวตนในโลกโซเชียล และประเด็นเพศบนความเป็นมนุษย์อีกด้วย

จุดเริ่มต้นของเพจกูเอง เริ่มได้อย่างไร

ย้อนไปเมื่อเกือบๆ 1 ปี มันเริ่มจากที่ผมไปฝึกงาน ได้ไปเจอพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเขาเท่มาก ผมปลื้มเขามาก แต่ไม่ได้ชอบอยากเป็นแฟนนะ เรารู้สึกชอบเพราะเขาดูคูลๆ ดูทำงานเก่ง ไม่ค่อยพูด ค่อนข้างเงียบแต่พูดออกมาแล้วโคตรเท่เลย แถมแต่งตัวเก่งด้วย วันหนึ่งเรามีโอกาสได้ไปแฮงเอาท์กันในออฟฟิศ มีพี่ผู้ชายอีกคนเขาเผลอชมพี่ผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เราแอบปลื้ม ผมเลยรู้สึกว่า ‘เอาล่ะ กูมีคู่แข่งแล้ว!’ เลยตัดสินใจสร้างเพจบ้านกูเองในขณะที่นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน

บ้านกูเอง เริ่มต้นมาจากการล้อเลียน เพจบ้านข้างๆ ซึ่งเป็นเพจของพี่ชายที่ผมคิดว่าเขาเป็นคู่แข่ง (หัวเราะ) แรกๆ ที่ผมเปิดเพจ ผมตั้งใจล้อเลียนเขา เพจบ้านข้างๆ เขาจะเน้นการถ่ายรูปข้างบ้านสวยๆ เห็นท้องฟ้า แต่สิ่งที่ผมทำคือถ่ายบ้านตัวเองแบบเน่าๆ พร้อมใส่แคปชั่นตลกๆ ล้อเพจเขาไป

เพจนี้เริ่มจากความไม่ตั้งใจ แต่ตอนนี้บ้านกูเองกลายเป็นพื้นที่ปล่อยคอนเทนต์ที่มีคนตาม

มันก็เป็นแค่ด้านหนึ่งของผมนั่นแหละครับ การเริ่มต้นมันอาจจะตลกๆ หน่อย แต่พอทำไปทำมา ก็เริ่มจับทางได้มากขึ้น แต่จะให้บอกว่าเพจมีคาแรคเตอร์อย่างไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องแบบนี้มันอาจจะต้องให้คนอื่นมาบอก

แต่อาจเป็นเพราะการนำเสนอในแง่มุมใหม่ๆ ก็ได้ ที่นำพาให้มาถึงจุดนี้ ในวงการ creator การสื่อสารแบบการทำ photo album แบบที่ผมทำ เขาทำกันมาตั้งนานแล้ว แต่ผมแค่ใส่ไอเดียเรื่องโหวตลงไป หรือกล้าที่จะทำอะไรแปลกๆ บ้าๆ แบบที่คนอื่นอาจจะไม่กล้าทำ

ส่วนไอเดียเรื่องโหวตที่ทำให้ดังขึ้นมา มันเกิดจากที่ผมดูซีรีส์ใน Netflix เรื่อง Black Mirror: Bandersnatch ซึ่งในซีรีส์เปิดให้คนดูมีส่วนร่วมในการตัดสินว่าตัวละครจะเดินไปทางไหน ผมจึงเริ่มถ่ายรูปตัวเองผ่าน Story IG ส่วนตัว ซึ่งมันมีฟังก์ชั่นให้คนกดโหวต หลังจากนั้นค่อยเอารูปไปโพสต์ในเพจอีกที

ผมยกตัวอย่าง ตอนที่ผมเริ่มเอาไอเดียโหวตมาช่วย คือผมเป็นคนคิ้วกว้างมาก แต่ขนคิ้วบาง ผมอยากขนคิ้วดก เลยอยากลองโกนคิ้วดู เพราะเชื่อกันว่าถ้าโกนไปแล้วคิ้วใหม่ที่งอกมาจะดกขึ้น แต่ไหนๆ จะโกนคิ้วทั้งที ก็ขอสร้างคอนเทนต์หน่อย

ผมก็จัดการเริ่มวางแผน โดยถ่ายรูปหน้าตัวเองพร้อมตั้งคำถามว่า  ‘ผมจะโกนคิ้วดีไหม’ หลังจากนั้นก็ปล่อยเวลาให้คนโหวต และเราก็รอแคปเจอร์หน้าจอตอนผลโหวตเป็น 50:50 เพื่อเราจะได้ถ่ายรูปหน้าตัวเองที่โกนคิ้วไปข้างเดียว เพื่อเอารูปนั้นไปลงเพจต่อ ซึ่งโพสต์นั้นทำให้เพจดังตู้มขึ้นมาเลย คนก็พูดกันว่า ‘เออ ไอ้คนนี้มันโกนคิ้วข้างเดียวว่ะ’

แสดงว่าทุกคอนเทนต์ที่เราปล่อยออกไป ต้องคิดและวางแผนล่วงหน้าก่อน ไม่ได้ทำชั่ววูบ?

ใช่ครับ คิดก่อน แล้ววางแผน มีการวางสตอรี่ทุกขั้นตอน ตอนแรกๆ เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจเปิดเพจขึ้นมาเพื่อขายของ แต่พอมีคนจ้าง มีเงิน มีสปอนเซอร์  มีรายได้เข้ามาเกี่ยว ผมก็ต้องใส่ใจกับมันมากขึ้น และพยายามทำให้มันสนุกเท่าเดิมเหมือนที่เคยทำมา

ดังนั้นลูกค้ารายไหนที่พยายามจะขายของมากๆ ผมก็จะไม่รับ เพราะผมรู้ดีว่าคนติดตามที่ตัวเราไม่ใช่สินค้า ถ้าตัวเราทำให้มันสนุก สินค้ามันก็จะตามมาเอง ผมไม่อยากเสียความสนุกไป

อะไรที่ทำให้ตัดสินใจเรียนด้านศิลปะ

ตอนเด็กๆ ผมรู้ตัวเองว่าไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ชีวิตทำได้อยู่อย่างเดียวคือวาดรูป เรียนวิชาการคือแย่ รู้แค่อย่างเดียวคือเราวาดรูปได้และมีไอเดีย แต่ถ้าถามว่าชอบวาดรูปไหม ก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น ชอบตอนคนชมเรามากกว่า เราชอบความรู้สึกตอนเราถูกชม เพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้แหละ เป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ ถ้าไม่ทำอันนี้ ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ตอนมัธยมก็เลยตัดสินใจว่าจะเรียนวาดรูป ก็ไปติวตามปกติ

แต่ที่นั่งในคณะมัณฑนศิลป์ก็ไม่ได้เข้าง่ายๆ มันยากลำบากไหมช่วงเวลานั้น

ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันยากลำบากอะไรขนาดนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำได้

ไม่กลัวเฟลเลยเหรอ?

ไม่ได้คิดเลยครับ ผมเป็นคนที่สมองสร้างมาให้รับรู้หรือคิดได้ทีละอย่าง รองรับอะไรหลายเรื่องไม่ได้ ผมแค่คิดอยู่อย่างเดียว แล้วจะทำให้มันได้ ถ้ามันไม่ได้เราก็ค่อยไปคิดอย่างอื่นทีหลัง มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดี แต่ผมก็ดำเนินชีวิตแบบนี้มาตลอด

แล้วความฝันของนอทคืออะไร

ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้ อย่างเดียวที่อยากเป็นคือเป็นเจ้าของคอนโดหรือเจ้าของตลาด เพราะมันดูเหมือนได้อยู่เฉยๆ อยู่สบาย แม่บ้านก็จ้างเอา บัญชีก็จ้างทำ ความฝันผมคงได้ทำอาชีพที่อยู่เฉยๆ แล้วได้ตังค์ แต่ไม่อยากเอาสิ่งที่เราชอบมาทำเป็นอาชีพ เช่น การวาดรูป เพราะสักวันหนึ่งเมื่อเราเจอโจทย์ยากๆ ผมกลัวจะไม่อยากทำ ซึ่งผมอยากสนุกอยู่

เรียนศิลปะตลอด 4 ปี ที่เรียนเป็นอย่างไรบ้าง

มีแต่ความสนุก นิเทศศิลป์ที่ผมเรียน มันทำให้ผมได้ฝึกคิดและออกแบบอะไรบางอย่างเพื่อใครบางคน คิดให้ตอบโจทย์กับอะไรบางอย่างให้ได้

แล้วความรู้เหล่านั้นเอามาต่อยอดในเพจบ้านกูเองได้ไหม

ช่วยเยอะเลยครับ จริงๆ ไม่ใช่แค่ความรู้ในมหาวิทยาลัย แต่มันเป็นความรู้ตลอดชีวิตของเรา เหตุการณ์หลายๆ อย่าง หรือโอกาสบางโอกาสมันต่อยอดให้เราเติบโต ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เข้าเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ก็คงไม่ได้เข้าฝึกงานที่บริษัทนั้น ไม่ได้เจอพี่ผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้เปิดเพจ ไม่ลองทำอะไรใหม่ๆ

ในแง่การสื่อสารล่ะ?

บ้านกูเอง นี่บ้านกูเอง จะทำอะไรก็ได้ คือคำที่ผมเขียนไว้ในเพจ บ้านกูเองเปรียบเสมือนตัวผม เหมือนความคิดของผมที่อยากจะทำอะไรก็ได้ถ้ามันไม่ไปเดือดร้อนใคร ผมอยากทลายกรอบ มันไม่ใช่แค่ความตลก แต่หมายถึงทุกๆ อย่าง ซึ่งการทำเพจมันก็คือนิเทศศิลป์โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว มันได้จัดองค์ประกอบภาพ รีทัชภาพ ได้คิดคอนเทนต์เพื่อสื่อสาร ผมคิดว่าผมได้ทำงานตรงสายนะ

แสดงว่าเพจบ้านกูเอง ไม่ใช่พื้นที่ขายของ แต่นอทพยายามใส่ตัวตนของตัวเองลงไปใช่ไหม

ถามว่าพยายามไหม ผมไม่ได้พยายาม แค่เป็นในแบบที่เราเป็น เหมือนเราตื่นมากินข้าวอาบน้ำแปรงฟัน เราก็ไม่ได้พยายาม เพจก็เป็นแบบนั้น ผมปล่อยให้มันเป็นไป ไม่ได้กำหนดว่าเพจนี้จะเป็นเพจที่แสดงตัวตนและความคิดของเราหรือเพจที่เอาไว้ขายของ เป็นอะไรก็ได้ตามที่ผมอยากให้มันเป็น

ลูกเพจของบ้านกูเอง ชอบคอนเทนต์แบบไหน ขายโดยให้รู้ว่าขายเลยไหม

ก็มีหลายแบบนะ บางคนก็ชอบแบบขายโดยให้รู้ว่าขาย แต่คนทั่วไปก็ชอบให้ขายแบบเนียนๆ เพราะเขาจะได้ไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนขายสินค้าอยู่ ถึงแม้เราจะตลกมากๆ แต่ถ้าขายตรง อาจจะอึดอัด

คนที่บอกว่าขายแบบให้รู้ว่าขายไปเลยดีกว่า เป็นเพราะเขาอาจจะขายได้ไม่เนียน ไม่ทำให้คนเพลิดเพลินหรือเปล่า ถ้าเขาเลือกขายได้แบบเนียนๆ ผมว่าเขาน่าจะเลือกแบบนั้นมากกว่า ช่วงแรกๆ ที่เปิดเพจ ผมก็เป็นแบบนั้นนะ เพราะเชื่อว่าขายให้รู้ว่าขายไปเลยมันดี เพราะปัญหาคือเราไม่ได้ขายให้เนียนๆ ได้ทุกรอบ สมมุติเครื่องสำอางติดต่อมาหลายแบรนด์ เราไม่สามารถขายได้เหมือนกันทุกครั้ง แม้จะเป็นเครื่องสำอางเหมือนกัน

สรุปแล้วการขายแบบ บ้านกูเอง ต้องขายอย่างไร

ผมจะใช้วิธีเล่าผ่านตัวละครหนึ่ง นั่นก็คือผมเอง พยายามทำอะไรที่มันคาดไม่ถึง อาจจะเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นไปเลย เช่น เราขายเครื่องสำอาง แต่เราจะไม่พูดถึงเครื่องสำอาง เราจะสร้างโลกของโจรสลัดขึ้นมา แล้วก็ค่อยเอาเครื่องสำอางไปใส่ในโลกนั้นว่ามันจะเป็นอะไรได้บ้าง

ผมไม่รู้ว่าคนสมัยนี้เขาจะชอบคอนเทนต์แบบไหน แต่ส่วนตัวผมชอบอะไรที่ง่ายๆ รับรู้ง่ายๆ ย่อยมาให้แล้ว อ่านเข้าใจ ดูภาพปุ๊บสื่อสาร แพลตฟอร์มก็มีผล ผมไม่ใช่คนที่พูดเก่ง ไม่ได้พูดไหลลื่น หรือแสดงสีหน้าเก่ง ผมเลยไม่เหมาะกับการทำ YouTube ผมคิดว่าตัวเองเหมาะกับถ่ายภาพนิ่งๆ มากกว่า

เพราะโพสต์เก่งใช่ไหม

ไม่ๆๆ (หัวเราะ) เป็นเพราะภาพนิ่งมันวางแผนได้ง่ายกว่าทำคลิปและผมถนัดกว่าด้วย

เห็นได้จากทุกโพสต์จะมีมุก มีแก๊กตลกตลอด จริงๆ แล้ว เป็นคนตลกไหม

ผมไม่ได้เป็นคนตลกเลยนะ ถ้าคนทั่วไปที่รู้จักหรือคนที่ไม่ได้สนิทมาก เขาจะคิดว่าผมเป็นคนตลก

ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักคิดมากกว่า ผมจะคิดว่าทำอะไรแล้วมันจะตลก ทำแบบนี้ถึงจะโดน ทุกอย่างมันคิดมาแล้ว

สมมุติมีมุกที่คิดมาแล้วว่าตลกมาก แต่พอยิงไปแล้วแป้ก รู้สึกเฟลไหม

เฟลครับ แต่ก็ไม่บ่อย ตอนนี้เพจกำลังขาขึ้นมันก็ยังได้อยู่ แต่ผมจะเก็บเอามาคิดต่อว่า ผมต้องดูก่อนที่มันเฟลเป็นเพราะอะไร เกิดจากตัวเราห่วยเอง หรือเป็นเพราะคนอื่นบอก เราต้องมั่นใจในตัวเองทุกครั้งก่อนสื่อสารว่าสิ่งที่ทำอยู่มันดีหรือไม่ดี ถ้าเรารู้อยู่แล้วคอนเทนต์นี้มันไม่ตลกแล้วคนอื่นก็บอกไม่ตลก ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเรามั่นใจในสิ่งที่ทำ คิดว่ามันเจ๋ง ‘ก็ช่างมัน มึงต่างหากที่ไม่เข้าใจกู’ แต่ไม่ได้แปลว่าผมไม่แคร์ลูกเพจนะ แคร์มาก เพราะไม่มีเขาก็คงไม่ได้ทำเพจต่อ แค่เราต้องมีความมั่นใจในตัวเอง

ตั้งแต่ทำเพจมาอะไรคือเรื่องท้าทายที่สุด

ก็น่าจะเป็นการออกไปข้างนอก แล้วต้องทำให้คนแถวนั้นเขามาร่วมเล่นกับเราด้วย มีครั้งหนึ่งผมไปโปรโมทร้านเครื่องสำอาง ซึ่งผมเล่นมุกแต่งหน้าตัวเองมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่เคยให้คนอื่นแต่งให้ ผมเลยใช้วิธีให้คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น เลือกคาแรคเตอร์ให้แตกต่างกัน จากนั้นก็ให้เขาเลือกผลิตภัณฑ์ให้ผมใช้แต่งหน้าแทน

แสดงว่าเพจบ้านกูเองไม่ใช่เพจขายตามสั่ง เพราะผ่านการปรุงหลายๆ อย่างมาแล้ว

เยอะเลยครับ ก็แทบจะคิดใหม่ทั้งหมดเลย พอมันมีเรื่องการจ้างงานเข้ามา ลูกค้าเขาจะบอกแค่ว่าอยากขายอะไร ส่วนวิธีการที่เหลือผมต้องคิดเอง โดยโจทย์คือต้องสนุก หากิมมิค หาจุดร่วมระหว่างความต้องการของลูกค้า มีหลายครั้งที่แบรนด์ไม่ซื้อไอเดียของผม เพราะอยาก tie-in ขายสินค้าให้มากกว่านี้ แต่ผมก็ต้องไฟท์ว่าวิธีของผมเหมาะสมแล้ว ก็เข้าใจในมุมอยากขายของ แต่ก็ต้องมั่นหน้าในวิธีเรา ใช้เซนส์ของตัวเอง เพราะมันเป็นงานครีเอทีฟ ไม่มีถูกผิดอยู่แล้ว

เคยทำพลาดอะไรไหม

แน่นอนอยู่แล้ว นี่คือจุดบอดของการทำคอนเทนต์ตลก อย่างโพสต์เรื่องการถ่ายรูปในสถานีรถไฟฟ้าที่เราทำแล้วดูไม่เหมาะสม จนเริ่มมีกระแสดราม่าต่างๆ ที่ตักเตือนเข้ามา ทำให้ได้ทบทวนว่า ‘เออเราผิดจริง ยอมรับมัน และพัฒนาตัวเองให้เก่งมากขึ้น’

ซึ่งมันต่างจากตอนแรกที่ผมเริ่มทำทุกอย่างในบ้าน มันไม่มีปัญหาอะไรเลย มันไม่ไปเดือดร้อนใคร แต่เมื่อเราได้ออกไปข้างนอก เราก็ต้องเริ่มคิดให้รอบคอบมากขึ้น โพสต์นั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมผิด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ถูกต้อง จนคนมาบอก ผมเฟล แต่เราต้องยอมรับและขอโทษ และจะพัฒนาในครั้งต่อไปให้ดีขึ้น

เหมือนที่ผมบอกไปตั้งแต่แรก ถ้าเราเฟลจากคนอื่นคนนอกเราไม่ต้องสนใจ แต่ถ้าเราเฟลเพราะเราทำผิดเอง เราต้องเรียนรู้

คอนเทนต์ที่ดีคืออะไร ต้องได้ยอดไลค์เยอะๆ หรือเปล่า?

สำหรับผมคือการที่คนจะได้รับอะไรบางอย่างไปจากคอนเทนต์นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยชน์ ถ้าผมตั้งใจผลิตอะไรบางอย่างให้รู้สึกตลก แล้วคนเขาตลก นี่ก็คือคอนเทนต์ที่ดีแล้วสำหรับผม แต่จำนวนยอดไลค์เยอะก็มีส่วนนะ แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด ยอดไลค์ช่วยอธิบายว่าเรื่องนั้นมันเวิร์คในคนหมู่มาก แปลว่ามันมาถูกทางแล้วก้าวหนึ่ง

ถ้าวันหนึ่งเราโพสต์ขายของแล้วยอดไลค์น้อย จะรู้สึกอย่างไร

ก็เฟล แต่จะย้อนมาคำตอบเดิม ถ้าเรารู้ว่างานเราเจ๋ง เรามั่นใจ ก็โมเมไปเองได้ว่างานมันไม่แมส คนเลยไม่เข้าใจ แต่ถ้าเรารู้ตัวดีว่าเรายังไม่ดีพอ ก็ตามนั้น คนกดไลค์น้อยก็ตามนั้น

ทำไมเป็นคนมั่นใจจัง เคยมีใครบอกไหม

มีครับ คนบอกว่าผมไม่มั่นใจก็มี ผมคิดว่าเวลาผมอยู่กับใคร ผมไม่ได้เป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่ อยู่ที่ว่าผมอยู่กับใคร แล้วผมต้องการให้เขาเห็นผมในด้านไหนมากกว่า สมมุติอยู่กับเพื่อนกลุ่มเที่ยว ผมก็เฮฮา แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนกลุ่มที่คุยเรื่องสาระ ผมก็จะคุยเรื่องสาระกับเขา เพราะฉะนั้นคนที่จะบอกว่าผมเป็นอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นอย่างไร และผมอยากให้เขารู้ว่าผมเป็นอย่างไรมากกว่า

งานชิ้นนึง ใช้เวลาคิดนานไหม

ก็ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เดือนนี้ต่างจากเดือนแรกๆ ที่เปิดเพจมาก เพราะงานเข้ามาเยอะมากๆ เฉลี่ยประมาณ 30 ตัวต่อเดือน ผมเคยนั่งร้องไห้หน้าเซเว่น เพราะมันเครียด ชีวิตสบายอยู่ดีๆ เรียนกำลังจะจบ อยู่ๆ งานก็เข้ามาเยอะมาก ต้องคิดงานให้ออก ผมยังไม่เคยทำงานเลยด้วยซ้ำ ยังไม่รู้ว่าชีวิตวัยทำงานต้องทำไง ใบเสนอราคาคืออะไร มีศัพท์ในวงการคอนเทนต์มากมายที่ผมไม่รู้จัก มันเลยเครียด

เคยคิดภาพตัวเองทำงานแบบนี้ไหม

ไม่เลยครับ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเป็น creator หรือเป็น influencer ตอนเด็กๆ อย่างมากก็นึกออกแค่คนวาดการ์ตูน พอโตขึ้นมาก็อยากทำงานกราฟิก ไม่ได้คิดว่าจะมาทำแบบนี้เลย แรกๆ ตอนทำเพจแม่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่แม่ผมขี้บ่นอยู่แล้ว ซึ่งเขาชอบบ่น ‘มึงเอาเสื้อกูมาเล่นอีกแล้ว ทำบ้านเลอะอีกแล้ว’ แต่พอเขาเห็นว่าเรามีรายได้ มีคนรู้จักเรา ก็เลิกบ่น หันมาช่วยสนับสนุน

ยุคนี้เพจขายของมันมาไวไปไว กังวลไหม

ไม่เลยครับ ถ้าผมทำตอนนี้ให้มันดี ผมก็จะกอบโกยไปได้เยอะ (หัวเราะ) จริงๆ ครับ สมมุติวันหนึ่งเพจผมล่มขึ้นมา อย่างน้อยผมก็มีเงินไปทำอย่างอื่นต่อ เพจนี้ไม่ใช่ทั้งหมดของผม ผมก็มีหลายๆ อย่างที่อยากทำ

เช่น ทำงานศิลปะ เพราะผมมีเพจงานศิลปะเป็นของตัวเอง

เพจศิลปะเกี่ยวกับอะไร ทำอะไรในนั้นบ้าง

เพจชื่อ Tiracheep  ในเพจนี้ต่างจาก บ้านกูเอง มาก เป็นอีกตัวตนหนึ่ง เป็นเพจที่เราเอาไว้อยากพูดหลายๆ อย่างที่อยากพูด ทั้งเรื่องแง่มุม เรื่องการใช้ชีวิต ในนั้นมีโปรเจ็คท์เกี่ยวกับศิลปะที่ผมทำ เช่น งานธีสิสและโปรเจ็คท์หนังสือ หนังสือประกอบไปด้วยงานวาดของผมและคำตอบของบุคคลที่ผมสัมภาษณ์ตั้งแต่อายุ 0-93 ปี จำนวน 16 คน ด้วยคำถามเดียวกัน 3 ข้อ คือ วันที่มีความสุขที่สุด/วันที่เศร้าเสียใจที่สุด/คำว่าชีวิตแปลว่าอะไร ผมชอบโปรเจ็คท์นี้มาก เพราะมันทำให้เห็นความน่ารักในคำตอบของแต่ละคน แต่ละช่วงวัย เช่น ผมถามคนแก่ ชีวิตที่มีความสุขของเขาคืออะไร คำตอบคือแค่ไปเดินสวนลุมฯ ถามเด็ก 2 ขวบ เขาก็จะได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง ถามเด็กอายุ 0 ขวบ เขาก็ตอบแค่ ‘แอ๊ะ’ วันที่เศร้าก็แค่ ‘แอ๊ะ’ วันที่สุขก็แค่แอ๊ะ

ส่วนธีสิส ผมทำเรื่อง ‘เพศ ≠ สภาพ’ ที่พูดถึงการยัดเยียดบทบาทให้มนุษย์ต้องปฏิบัติตัวตามเพศที่สังคมกำหนดว่าควรจะเป็น งานนี้มันเหมือนเป็น DNA ของผมเลย เพราะเป็นสิ่งที่ผมคิด เป็นทัศนคติของผม

ดังนั้นผมไม่ต้องพยายามเอาตัวตนนี้มาใส่ในเพจบ้านกูเองเลย เพราะมันจะออกมาเอง ผ่านการแต่งตัว ผ่านการโพสท่าถ่ายรูป ที่ทุกคนตั้งคำถาม ว่าสรุปแล้วผมเป็นเพศอะไรกันแน่ ซึ่งมีคนถามเยอะมากๆ แต่ผมไม่ได้ซีเรียส ขนาดบุคคล 5 คนที่ผมยกขึ้นมาในงานธีสิส ยังไม่มีใครเข้าใจเลย ผมจึงไม่มีปัญหาถ้ามีคนมาตั้งคำถามกับผม

ในฐานะวัยรุ่นยุคที่ใช้โซเชียลเป็นเครื่องมือสื่อสารและทำงาน คิดว่าโลกออนไลน์ในสมัยนี้น่ากลัวไหม

ทุกอย่างในโลกมันเหมือนเหรียญสองด้าน เรากินกาแฟมากไปก็ไม่ดี แต่ไม่กินก็ไม่ได้เพราะข้อดีคือทำให้หายง่วง

โซเชียลก็เหมือนกัน ผมว่าถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็โอเค ถ้าเรามองคนนี้โชว์นมวับๆ แวมๆ ขายเสื้อผ้าว่า อี๋ มากไปป่าว ซึ่งมันอาจจะดูเกินไปสำหรับเรา แต่ยังมีกลุ่มคนที่เห็นดีเห็นงาม และมองว่าแบบนี้ทำได้ หรือแม้แต่ตัวคนขายเองที่คิดว่า ‘เอ้า ก็นี่พรสวรรค์กู กูเกิดมานมใหญ่ แล้วทำไมจะเอาสิ่งนี้มาเป็นความสามารถไม่ได้ ในเมื่อมึงยังคิดเลขเก่งกว่ากูเลย’ แบบนี้ผมว่าถ้ามันไม่ได้เดือดร้อนใครก็โอเค

ตัวตนจริงกับตัวตนในโลกไซเบอร์ ควรจะแยกจากกันไหม

ถ้าถามผม ผมแยกนะ เพราะผมไม่ได้มีตัวตนเดียว อย่างที่บอกในเพจบ้านกูเองเป็นแค่อีกมุมหนึ่งในชีวิต ผมไม่ได้พูดเรื่องการเมืองในเพจ แต่ผมอาจจะพูดเรื่องการเมืองในชีวิตจริง หรือแชร์เรื่องนี้ผ่านเพจศิลปะของผม หรือกดติดตามไอดอลญี่ปุ่นในเฟซบุ๊คส่วนตัว ผมว่าถ้าเราแยกตัวตนกันก็ดี ก็เหมือนเราอยู่กับแม่เราก็ทำตัวอีกอย่างหนึ่ง อยู่กับเพื่อนก็ทำตัวอีกอย่างหนึ่ง

แล้วแบบนี้จะไม่รู้สึกสูญเสียตัวตนเหรอ

ผมว่าไม่นะ ไม่รู้สิ เพราะชีวิตจริง คนเราไม่ได้มีแค่ตัวตนเดียวอยู่แล้ว เราจะเปลี่ยนไปตามวัย ตามเวลา สมมุติแต่ก่อนผมขี้หึงมาก ห้ามแฟนคุยกับผู้ชาย พอเวลาเปลี่ยน ผมจำเป็นต้องขี้หึงมากแบบเดิมไหม ก็ไม่ ในเมื่อผมรู้แล้วว่ามันไม่ดี

ทำไมดูเข้มแข็งจัง

ผมว่าคนในเน็ตสมัยนี้ก็ต้องการแค่เหตุผล ถ้าทุกคนรู้ตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร มันดีหรือไม่ดีก็ไม่มีปัญหา เราอาจจะรู้สึกแย่หรือรู้สึกไม่ดี แต่ถ้าเรารู้ตัว เราก็จะสามารถถกเถียงและแก้ไขได้ เหมือนที่ผมโดนคอมเมนต์รุนแรงตอนที่ทำผิดพลาด เราก็แค่อ่าน ซึมซับ รับสารนั้น แล้วก็คิดแก้ไข หาวิธีที่มันถูกต้อง

ในอนาคตวางแผนกับตัวเองไว้อย่างไร

ผมไม่คิดเลยครับ อย่างที่บอกว่าสมองถูกผลิตมาให้คิดแค่ในช่วงเวลานั้น คงทำอะไรที่ตัวเองสนุกมีความสุข มีโอกาสอะไรเข้ามา เราก็รับ ไม่ได้คิดว่าอายุ 30 ปี จะต้องมีนู่น มีนี่

ในเมื่อ ‘บ้านกูเอง’ เป็นเพจขายของ ถ้าให้ขายบ้านตัวเอง จะขายว่าอย่างไร

ก็… (ลากเสียง) ถ้าคิดเร็วๆ ผมจะเริ่มจากการหาข้อดี หาอะไรน่ารักๆ เกี่ยวกับบ้านหลังนี้ก่อน เช่น บ้านนี้ของผมอะนะ ตู้เย็นถึงมันจะดูเก่าไปหน่อย แต่ถ้าลองเปิดไปข้างในตู้ คุณจะเจอกับของกินที่สดใหม่และรสชาติอร่อย เพราะแม่ของผมชอบซื้อมาเติมเรื่อยๆ ถ้าคุณสนใจซื้อบ้านหลังนี้ไป คุณจะได้ของแถมเป็นของกินที่หลากหลายนี้ และคุณจะไม่เหงาแน่นอน เพราะจะแถมแม่ที่ขี้บ่นของผมไปด้วย! ประมาณนี้ครับ (หัวเราะ)

Author

รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา
รชนีกรถ่อมตัวว่ามีความอยากเพียงอย่างเดียว คืออยากเป็นนักสื่อสารที่ดี จึงเลือกเรียนวารสารศาสตร์ มาเริ่มงานที่กองบรรณาธิการ WAY ตั้งแต่เพิ่งจบใหม่หมาด - แบบยังไม่ทันรับปริญญา นอกจากทำงานหน้าจอและกดคีย์บอร์ด รชนีกรกล้าทำสิ่งที่ไม่มีใครในกองบรรณาธิการใคร่ทำนัก คือตัดเล็บแมว

Photographer

อนุชิต นิ่มตลุง
อาชีพเก่าคือคนขายโปสการ์ดภาพถ่ายขาวดำยุคฟิล์ม จับกล้องดิจิตอลรับเงินเดือนประจำครั้งแรกที่นิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว สารคดี มีความสามารถพิเศษสั่งตัวแบบได้ตั้งแต่พริตตี้ คนงานทุบหินแถวหิมาลัย ไล่ไปจนถึงงานที่ถูกใครต่อใครหยิบยืมไปใช้สอยบ่อยๆ อย่างภาพถ่ายนักวิชาการที่ไม่น่าจะถ่ายรูปขึ้น นอกจากทำงานให้ WAY อย่างยาวนาน ยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision อันลือลั่น