ปมของบาล

หลังจากที่ผมรู้ตัวว่า การเดินไปไหนมาไหนกับนานายโรส ชักไม่ดี เพราะถูกสงสัยว่าเป็นผัวแก ผมจึงต้องมองหาคนไร้บ้านคนอื่นๆที่จะเข้ากลุ่ม แล้วก็พบว่าคนที่ดูเป็นมิตรและแสดงท่าทีอยากคุยกับผมคือ บาล

ถ้าจะพูดอย่างไม่เกรงใจบาล ผมว่าคนทั่วไปคงมองบาลด้วยสายตาหวาดๆ เขาเป็นคนรูปร่างอ้วน ตัวเตี้ย ผิวคล้ำ หัวเถิก ฟันหลอ และมีลูกตาโปนออกมานิดๆ ใบหน้าที่มักมีหนวดเคราแข็งๆ แทงออกมาจากเหนือริมฝีปากและใต้คาง ทำให้ดูน่ากลัวหนักขึ้นไปอีก เนื้อตัวเขามักจะสกปรก เพราะหากินด้วยการเก็บของเก่าเป็นหลัก เวลาบาลเดิน จะเห็นได้ชัดว่า เขาเดินด้วยขากะเผลก อันเนื่องมาจากขาที่ผิดรูปอันเนื่องมาจากโปลิโอที่เป็นมาแต่กำเนิด

เช่นเดียวกับคนฟิลิปปินส์ทั่วไป บาลสนใจอยากคุยกับผม เมื่อรู้ว่าผมเป็นคนต่างประเทศ คำแรกที่บาลพูดถึงผมก็คือ คำว่า

“Foreigner”

บาลพูดคำนี้ บอกกลุ่มอาสาสมัครจากโบสถ์ที่มาแจกอาหารให้คนไร้บ้านที่สวนสาธารณะว่า ผมที่กำลังนั่งทำเนียนปะปนอยู่กับคนไร้บ้านรอรับแจกข้าวนั้นไม่ใช่คนฟิลิปปินส์ ผมไม่รู้ว่าบาลรู้มาจากใครว่าผมเป็นคนต่างแดน เพราะผมไม่เคยคุยกับเขามาก่อน แค่เคยเห็นเขาเข้าคิวรับแจกอาหารที่หน้าวัดซิกข์เท่านั้น

คำของบาล ทำให้ทีมแจกอาหารหันมาสนใจที่ผม บราเธอร์ผู้นำทีมซักไซ้ผมด้วยภาษาอังกฤษว่า ทำไมผมจึงมาอยู่ที่นี่ เกิดปัญหาอะไรขึ้นกับผม เช่นว่า ถูกขโมยกระเป๋าสตางค์หรือ หรือว่าทำพาสปอร์ตหาย เขาอาจจะช่วยได้ ผมตอบไปว่า ผมเป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาชีวิตคนไร้บ้าน แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยให้น้ำหนักกับคำพูดผม กลับคิดว่าผมสื่อสารไม่รู้เรื่อง

อันที่จริงผมไม่ค่อยชอบถูกชี้ว่า เป็นคนต่างด้าวท้าวต่างแดน มันทำให้ผมกลายเป็นจุดเด่นและไม่เข้าพวกกับคนอื่น ผมจึงบอกบาลว่า ผมเป็นนักศึกษามาคลุกคลีเพื่อศึกษาชีวิตคนไร้บ้าน และขอบาลว่าอย่าบอกใครโดยไม่จำเป็นว่าผมเป็นคนต่างประเทศ และก็อย่าพูดภาษาอังกฤษกับผมต่อหน้าคนมากๆ เพราะถ้าเขาพูดภาษาอังกฤษกับผม คนอื่นจะรู้ทันทีว่า ผมเป็นคนต่างประเทศ แล้วก็ถามบาลว่า คนอื่นจะคิดยังไงกับผม

“คิดว่า นายมีเงินเยอะ” บาลตอบในทันที

โดยทั่วไปคนฟิลิปปินส์จะมองคนต่างประเทศว่าเป็นคนรวย ถึงมีปัญญาบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาประเทศเขาได้ ผมอธิบายให้บาลฟังต่อไปว่า ผมจะกลายเป็นเป้าหมายของคนที่อยากขโมยของในกระเป๋า ทั้งที่ในกระเป๋าผมไม่มีของมีค่าอะไร มีแต่สมุดโน้ต

หลังจากเข้าใจแล้ว หากไม่จำเป็นบาลจะไม่พูดภาษาอังกฤษกับผม แถมยังช่วยผมพัฒนาภาษาตากาล็อกอีกด้วย กระทั่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับผม นอนหน้าตึกแถวเดียวกันอยู่นานหลายเดือน เขายอมให้ผมเดินเก็บของเก่าไปกับเขา แม้ในตอนแรกเขายังอายๆ อยู่บ้างที่จะให้ผมเห็นเขาตอนเปิดถังขยะรื้อหาขวดพลาสติก แต่พอผมบอกว่า ผมก็จะทำอย่างเดียวกัน เขาจึงยอม

บาลพาผมไปบ้านที่อยู่ในเมืองมะนิลานี่เอง ทั้งๆ ที่มันทำให้เขาต้องกระดาก เมื่อหลานๆ แบมือขอเงินอาที่นานๆ กลับมาเยี่ยมหลานสักครั้ง แต่เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบว่า ไม่มี รวมถึงพาผมไปบ้านพี่สาวที่จังหวัดบูลากัน (Bulacan) เพื่อให้ผมได้ถามไถ่ว่า คนสลัมที่ถูกรื้อย้ายไปอยู่ที่รองรับที่ต่างจังหวัด เขาอยู่กันอย่างไร มีใครต้องกลับมาเป็นคนไร้บ้านหรือไม่

“เมื่อเช้านี้ ฉันไม่เห็นนายไปฟีดดิ้งโปรแกรม (feeding program) ที่ซางตาครูส”

บาลเอ่ยถามผม ในตอนสายที่ผมกับเขากำลังคัดแยกของเก่าที่เก็บมา ผมตอบเขาไปว่า ผมรู้สึกว่ากำลังถูกมองหน้าหาเรื่องโดยชายที่ดูท่าทางไม่เป็นมิตรคนหนึ่ง เลยเลี่ยงไม่ไปที่นั่น บาลบอก ดีแล้ว ที่รู้จักเลี่ยงปัญหาวิวาท เหมือนเขาเช่นกันที่ไม่อยู่บ้าน เพราะมีโจทย์อยู่แถวบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านเขาอยู่ในเมืองมะนิลานี่เอง

บาลเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ เขาเคยขับไตรซิเคิล (รถมอเตอร์ไซค์ที่มีพ่วงข้าง) อยู่แถวบ้าน โดยปกติ เมื่อคนขับพาผู้โดยสารมาส่งที่ท่าก็ต้องจอดรอคิว เหมือนกับคิวรถมอเตอร์ไซค์บ้านเรา แต่เกิดมีคนขับคนหนึ่งขับรถมาส่งผู้โดยสารแถวหน้าวิน แล้วก็ถือโอกาสรับคนโดยสารไปเลยไม่ต่อคิว ซึ่งเป็นจังหวะถึงคิวของบาลพอดี บาลโมโหก็เลยตีเขาด้วยเหล็กแป๊ป เป็นผลให้เขาถูกคนที่วินรวมกันจับตัว แต่มากกว่านั้น คนที่บาลทะเลาะด้วยนั้น เป็นตำรวจบ้าน (คล้ายกับอาสาสมัครป้องกันภัยพลเรือน – อป.พร. ของบ้านเรา) เขาและพวกจึงพากันรุมสกรัมบาล ก่อนจะส่งตำรวจ

บาลถูกส่งเข้าเรือนจำอยู่เจ็ดเดือนระหว่างไต่สวนคดี แต่ท้ายที่สุด ศาลตัดสินว่า ไม่มีความผิด เหตุเพราะคู่กรณีไม่มาเบิกความให้การในศาล

“เพราะเขาไม่อยากเอาเรื่องนายเหรอ?” ผมถามแบบพาซื่อ

“ไม่ใช่อย่างนั้น เขาไม่เอาความ เพราะเขาอยากเอาตาย” บาลบอก

หลังจากบาลออกจากเรือนจำ กลับมาขับรถไตรซิเคิลได้สองวัน ก็พบคู่กรณี และการล้างแค้นก็เกิดขึ้นทันที บาลถูกแทงด้วยมีดเฉาะน้ำแข็งเป็นแผลยาว เขาเล่าพลางเปิดเสื้อโชว์รอยเย็บ 12 เข็ม ที่พุงให้ดู (มีดเฉาะน้ำแข็งเป็นอาวุธฉกาจในหมู่นักเลง เพราะขนาดเล็กพกง่าย แต่ใช้แทงได้แผลลึกถึงตาย) โชคดีที่บาลยังไม่ถึงฆาต เพราะมีคนช่วยกันห้ามคู่กรณี และพาเขาส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้น คู่กรณียอมจ่ายเงินค่าทำขวัญแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี แม้เรื่องจะผ่านไปแล้ว แต่บาลก็ไม่อยากอยู่แถวบ้าน เพราะไม่รู้ว่าจะเจอคู่กรณีและเกิดเขม่นกันอีกเมือไหร่ นี่คือปมแรกของบาล

หลังๆ ผมสนิทกับบาลมากขึ้น บาลไม่ปกปิดว่า เขาใช้ยาเสพติด ที่เรียกว่า ชาบู (shabu) ประเภทเดียวกับยาบ้าบ้านเรา จึงเป็นเหตุให้ชีวิตเขายุ่งเหยิงมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ บาลเป็นน้องคนเล็กในบรรดาพี่น้องห้าคนที่พ่อแยกทางกับแม่ ตั้งแต่เขายังไม่เกิด แถมยังติดเชื้อโปลิโอ ทำให้ขาพิการผิดรูป แม้ไม่ชัด แต่ก็มากพอที่จะให้ใครบางคนเรียกเขาว่า ปิลัย (pilay) คำสแลงสำหรับเรียกคนพิการ

ถึงบาลจะเสพยาและเที่ยวโสเภณีเป็นครั้งคราว แต่เขาก็ไม่เคยทำไม่ดีกับใคร ที่สำคัญเวลาไปกินอาหารตามโครงการแจกอาหารของโบสถ์ที่มีสอนไบเบิล บาลก็ตั้งใจเรียน แถมยังตอบคำถามเกี่ยวกับไบเบิลได้อย่างฉะฉาน

วันหนึ่ง บาลออกไปแชร์ความรู้สึกเชิงสารภาพว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยทำบาป ทั้งใช้ยาเสพติด ก่อปัญหาวุ่นวายให้ครอบครัว ทำให้แม้จะทำงานมีเงินแต่ก็ไม่เคยเหลือเก็บ ครั้นมาเรียนไบเบิล ทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะเดินตามทางของพระเจ้า เขาหวังว่าชีวิตเขาจะดีขึ้นสักวันหนึ่ง

ผมฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งกับความตั้งใจดีของบาล แต่หลังจากนั้น ชีวิตของบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แม้เขาจะขยันหาเงิน ทั้งจากการเก็บของเก่า รับจ้างล้างจาน หรือช่วยคนยกของตามสถานีขนส่ง แต่ก็ยังเหมือนเดิมคือ ถ้าหาได้มากก็ใช้มากเช่นกัน ไม่ว่าจะใช้ยา หรือเที่ยวโสเภณี

ผมพยายามจูงใจบาล ให้หันมาเก็บเงินด้วยการขายบุหรี่ เพราะเห็นคนไร้บ้านที่ขายบุหรี่ สามารถมีเงินเก็บเป็นพันเปโซได้ บาลบอกผมว่า เขารู้ดีว่า เขาเป็นคนไม่มีวินัยเรื่องเก็บเงิน ถ้าเขาขายบุหรี่ เขาก็หมุนเงินไม่เป็น เขาจะขายไปใช้ไป จนบุหรี่หมด ทุนก็หมดไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น งานเก็บของเก่าหรือรับจ้างที่ไม่ต้องใช้ทุน จึงเหมาะสมกับเขาแล้ว

ผมนึกหาวิธีโน้มน้าวบาลใหม่ บอกให้เขาหาผู้หญิงเป็นแฟนสักคน จะได้มีแรงจูงใจเก็บเงิน ไม่ใช่หาเงินได้ก็ไปเที่ยวผู้หญิง

คำตอบของบาลจึงทำให้ผมรู้ถึงปมของเขาอีกอย่าง

“บุน เรารู้ตัวว่าเรามันรูปร่างหน้าตายังไง บางคนยังเรียกเราว่า ไอ้คนพิการ แล้วจะหาผู้หญิงที่ไหนมาชอบฉันเล่า”

ป.ล. ตอนผมกลับไปเยี่ยมเพื่อนคนไร้บ้านเมื่อเดือนเมษายน ปี 2559 ผมเจอบาลอยู่กินกับผู้หญิงคนหนึ่ง รับขจ้างขายน้ำกับลูกชิ้นทอด ได้ค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์แบ่งกับเจ้าของรถเข็น แม้จะยังนอนอยู่ที่สวน แต่เขาก็ดูดีขึ้นตามอัตภาพ

บุญเลิศ วิเศษปรีชา

บุญเลิศ วิเศษปรีชา เป็นนักมนุษยวิทยาเจ้าของวิทยานิพนธ์ดีเด่น จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดพรมแดน: โลกของคนไร้บ้าน กรุงเทพฯ - โตเกียว - มะนิลา คือสนามศึกษาที่ บุญเลิศ พาตัวเองเข้าไปเป็นโฮมเลส กินแบบโฮมเลส นอนแบบโฮมเลส และคิดอ่านแบบโฮมเลส นอกจากเรื่องเล่าและสีสันที่เก็บมาจากการศึกษาภาคสนาม คอลัมน์ ‘สายสตรีท: เรื่องเล่าข้างถนนจากมะนิลา' ใน waymagazine.org คือความพยายามและทะเยอทะยานส่วนบุคคลของบุญเลิศ วิเศษปรีชา ที่จะเลือนและหลอมพรมแดนระหว่าง ‘งานวิชาการ’ กับ ‘วรรณกรรม’ เข้าไว้ด้วยกัน

บุญเลิศ วิเศษปรีชาปมของบาล

Related Posts

ห่อเปี๊ยะจากถุงขยะของนกนก

หากห้องครัวคือหัวใจของบ้าน ถังขยะก็น่าจะเป็น 'หัวใจ' ของบ้านของคนไร้บ้าน เจโสนมีรายได้จากการขายห่อเปี๊ยะรีไซเคิล หรือห่อเปี๊ยะที่มาจากถุงขยะร้านเบเกอรีที่ทิ้งเจ้าขนมนี่ เพราะหมดอายุแล้ว บุญเลิศ วิเศษปรีชา คุ้ยลึกเข้าไปในหัวใจของบ้าน เจโสนมาอยู่บ้านหลังนี้ที่ริมถนนมะนิลาได้อย่างไร จากหัวใจของบ้านสู่หัวใจของคนในนั้น

เอ็นริเล่ เบื้องหลังฮีโร่

เอ็นริเล่ แตกต่างจากคนไร้บ้านคนอื่นในกรุงมะนิลา พ่อแม่และเขาต่างเรียนจบปริญญาตรีตามมาตรฐานชนชั้นกลาง เขาเกือบได้เป็นวิศวกรเดินเรือ แต่จุดพลิกผันในชีวิตจับเขาโยนลงเรือมาเป็นแรงงานราคาถูกทำหน้าที่ขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือ และความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในครอบครัวของเขา คือความไว้วางใจขาดสะบั้นในครอบครัว ทำให้เขาเลือกที่จะพาตัวเองออกมายังข้างถนนกรุงมะนิลา

ไปเฟียสตากับโจอี้

‘เฟียสตา’ (fiesta) คืองานคืนถิ่นประจำปีของคนฟิลิปปินส์ที่สำคัญพอๆ กับวันคริสต์มาส ‘คนไร้บ้าน’ หลายคนจดจำวันเฟียสตาของท้องถิ่นตัวเองได้แม่นยำ โจอี้-เป็นคนไร้บ้านที่ดีกว่าอีกหลายคน อย่างน้อยเขายังมีบ้านของพี่สาวให้กลับไปหา