ไปเฟียสตากับโจอี้

 

“ถ้าญาติฉันถาม อย่าบอกนะว่าฉันนอนข้างถนน ให้บอกแค่ว่าฉันมาเที่ยวที่ลูเนต้าแล้วเจอนายเท่านั้นแหละ ที่เหลือฉันพูดเอง”

โจอี้ซักซ้อมกับผม ขณะที่เรากำลังรอรถไปบ้าน ‘พี่สาว’ ของเขาในคืนที่มีงานเฟียสตา (fiesta)

‘เฟียสตา’ คืองานฉลองนักบุญประจำหมู่บ้าน ตามขนบของคริสเตียนคาทอลิคที่สังคมฟิลิปปินส์รับมาจากสเปน งานฉลองของโบสถ์แต่ละแห่งไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับนักบุญประจำหมู่บ้านนั้นๆ แต่ไม่ว่าหมู่บ้านไหน เฟียสตาถือเป็นงานสำคัญของท้องถิ่น คนในหมู่บ้านที่ไปทำงานต่างถิ่นมักจะกลับมาบ้านในวันเฟียสตา ถือเป็นงานคืนถิ่นประจำปีที่มีความสำคัญพอๆ กับวันคริสต์มาส

คนไร้บ้าน หลายคนจดจำวันเฟียสตาของท้องถิ่นตัวเองได้แม่นยำ รวมถึงโจอี้ที่จำได้ว่า เฟียสตาของบ้านเขาที่นาโวตัส คือวันศุกร์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน แต่คงมีอีกหลายคนเช่นกันที่แม้จะจดจำได้ แต่กลับบ้านไม่ได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

มองในแง่นี้ โจอี้ เป็นคนไร้บ้านที่ดีกว่าอีกหลายคน อย่างน้อยเขายังมีบ้านของพี่สาวให้กลับไปหา

 

โจอี้เป็นคนไร้บ้าน ประเภทไปๆ มาๆ คือ ไม่ได้อยู่บนท้องถนนนานหลายปีติดต่อกัน แค่อยู่เป็นพักๆ พอถึงหน้างานก็ไปทำงาน พอตกงานก็มาเป็นคนไร้บ้าน ก่อนหน้านี้โจอี้เคยอาศัยอยู่กับพี่สาวและหากินด้วยการถีบสามล้อรับจ้าง พอบ้านพี่สาวถูกไฟไหม้ แม้จะซ่อมแซมแล้ว แต่ก็ไม่กว้างขวางเหมือนเก่า เขาจึงออกจากบ้านมาหางาน แต่เพราะเรียนน้อย จึงได้แค่งานในนาเกลือที่ทำได้เฉพาะหน้าร้อน พอหมดนาเกลือก็มาเป็นคนไร้บ้าน รอหน้าร้อนค่อยกลับไปทำงาน

ส่วนบ้านเดิมนั้น โจอี้บอกว่า เขามาจากมินดาเนา ภูมิภาคทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ที่มีปัญหาแบ่งแยกดินแดน ลักษณะเดียวกับสามจังหวัดภาคใต้ของไทย

“แถวนั้นอยู่ไม่ได้เลย วันๆ มีแต่ระเบิด มีพวกแบ่งแยกดินแดน เลยต้องย้ายเข้ามามะนิลา” โจอี้เล่าพลางทำท่ายิงปืนให้ผมดู พร้อมทำหน้าเหยเกว่า บ้านเดิมของเขานั้นน่ากลัวมาก

ผมฟังแล้วก็คิดว่า นี่คงเป็นประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ ที่คนอพยพเข้ามาเมืองใหญ่ไม่ใช่เพราะปัญหายากจน แต่เป็นเรื่องภัยขบวนการแบ่งแยกดินแดน แล้วสุดท้ายมาลงเอยด้วยการเป็นคนไร้บ้าน

คืนนั้น ผมกับโจอี้ออกจากลูเนต้าตั้งแต่ทุ่มกว่าๆ แต่กว่าจะไปถึงนาโวตัสเมืองรอบนอกในเขตเมโทรมะนิลาก็ร่วมสี่ทุ่ม เพราะตอนต่อรถที่จะไปนาโวตัส ต้องรอรถอยู่นาน รถที่มาแต่ละคันต่างแน่นขนัดจนต้องโหนท้ายรถเหมือนโหนรถสองแถวตามต่างจังหวัด สุดท้ายเราสองคนเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องกระโดดเกาะรถสองแถวกระเตงไปจนถึงนาโวตัส

พอลงจากรถปุ๊บ เดินไปไม่ไกลผมก็ได้กลิ่นอายของงานเฟียสตา เพราะมีราวธงที่ทำจากกระดาษรูปสามเหลี่ยมสีแวววาว ผูกเชือกขึงคร่อมแนวถนนไปตลอดสาย จากนั้นเราเดินแยกจากถนนใหญ่ ลัดเลาะเข้าซอย คราวนี้เราเจอเวทีที่มีประกวดร้องเพลง มีเด็กเล็กและวัยรุ่นอออยู่หน้าเวทีกันแน่นขนัด ชวนให้นึกถึงงานวัดบ้านเรา ถัดไปก็เห็นฝูงกองเชียร์เต็มฟุตบาธสองข้างทาง กำลังเชียร์วัยรุ่นที่ลงแข่งบาสเกตบอลอย่างเอาจริงเอาจังโดยใช้ท้องถนนเป็นสนามประชันฝีมือ

โจอี้บอกผมว่า ขบวนแห่รูปปั้นนักบุญจากโบสถ์ไปรอบหมู่บ้าน ซึ่งเป็นช่วงพิธีการที่ผู้คนในหมู่บ้านออกมาร่วมเดินแห่นั้นเสร็จไปตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว กลางคืนจึงเหลือแค่งานสนุกสนานกับสังสรรค์

 

จากซอยใหญ่ ผมกับโจอี้เดินเข้าซอยเล็กๆ เพียงก้าวเท้าเข้าไปเราก็รู้แล้วว่า เรากำลังเข้าสู่ย่านชุมชนแออัด ทางเดินแคบสักเมตรเดียว แม้จะเทด้วยพื้นปูน แต่ก็มีน้ำขังเป็นแอ่งอยู่เป็นระยะๆ แถมยังมีข้าวของวางอยู่ข้างทางระเกะระกะ เราเดินก้มหน้าไม่สบตาใคร เพราะย่ำค่ำแล้ว คนเมากับการหาเรื่องคนแปลกหน้าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจำต้องเลี่ยง

เดินไปอีกสองซอยก็ถึงบ้านของพี่สาวโจอี้ เมื่อผลักประตูเข้าไปในบ้าน ก็เจอกับหลานสาววัยยี่สิบปลายๆ กับลูกน้อยของเธอ วูบความคิดแรกของผมก็คือ ที่บ้านคนจนหลังนี้ไม่มีกลิ่นอายของเฟียสตาเลย ต่างกับที่ผมคิดไว้ เหมือนที่เคยไปเฟียสตาที่บ้านเพื่อนซึ่งเป็นเอ็นจีโอหรืออาจารย์ที่มีอาหารเต็มโต๊ะไว้รอญาติพี่น้องแขกเหรื่อ

หลังจากโจอี้แนะนำหลานเขาว่าผมเป็นใคร เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลานผู้นี้ก็ถามโจอี้ทันทีว่า “คนข้างบ้านเขาบอกว่า เขาเห็นน้าเดินถือถุงปุ๋ยเก็บของเก่า อยู่แถวปาซาย (Pasay) น้าอยู่แถวนั้นรึเปล่า” ปาซายนั้นเป็นเมืองติดกับมะนิลา เดินถึงลูเนต้าได้ น้ำเสียงของเธอแสดงความเป็นห่วงมากกว่าเย้ยหยัน

“บ้าแล้ว ใช่เราที่ไหน เราอยู่ปาซาย แต่ทำงานเป็นภารโรงและพักที่โรงเรียน ไม่ได้เก็บของเก่า” โจอี้ปฏิเสธหน้าตาย ยังไงการเป็นภารโรงก็ยังดีกว่าเป็นคนไร้บ้านเก็บของเก่าหลายเท่านัก

เรานั่งคุยกันสักพัก พี่สาวของโจอี้ก็กลับมาจากไปถามไถ่ที่ท่าเรือว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่ที่ผัวของเธอไม่กลับมาบ้านในวันเฟียสตา และก็ได้รับคำตอบว่า เรือประมงที่ผัวเธอออกไปทำงานนั้นยังไม่เข้าฝั่ง จากนั้นก็ออกตัวว่าที่บ้านนั้นคับแคบ ไม่ค่อยสะดวกเท่าไรนัก

เธอเล่าว่า เมื่อก่อนบ้านกว้างกว่านี้ แต่หลังจากถูกไฟไหม้ไปสองหน เธอไม่มีเงินซ่อมบ้านอีกแล้ว และหากซ่อมอีกก็ไม่รู้ว่าจะถูกไฟไหม้อีกเมื่อไหร่ สภาพที่ผมเห็นคือ มันเป็นบ้านแบบบ้านในสลัม คือมีห้องหลักอยู่ห้องเดียวที่ใช้งานทุกอย่าง คือ เป็นห้องนั่งเล่นและที่กินข้าวในตอนนี้ และอีกไม่กี่ชั่วโมงมันจะถูกแปลงเป็นห้องนอน ถัดไปเป็นครัว มองเห็นเตาถ่านวางอยู่ อีกด้านมีประตูแง้มอยู่ นั่นคือห้องน้ำ ตรงมุมห้องด้านหนึ่งมีบันไดไม้แบบบันไดของช่างก่อสร้างพาดขึ้นไปที่ชั้นสองซึ่งเป็นห้องนอนของหลานสาวกับลูกอีกคนของเธอ ส่วนผัวของเธอนั้นแยกทางกันไปแล้ว

หลังจากนั่งคุยกันสักพัก พี่ชายอีกคนหนึ่งก็โผล่หน้ามาด้วยเหตุผลเดียวกับโจอี้ นั่นคือเพราะคืนนั้น เป็นคืนวันเฟียสตา พี่ชายคนนี้ทำงานก่อสร้างอยู่ในมะนิลา การมาถึงของเขาช่วยให้คืนนั้นสมเป็นเฟียสตาขึ้นมาหน่อย ด้วยการควักเงินให้โจอี้ออกไปซื้อ ‘เรดฮอร์ส’ เบียร์รสชาติดีราคาถูกมาดื่มฉลอง

ผมนั้นเกรงใจพี่ชายคนนี้อยู่ไม่น้อย แต่โจอี้บอกไม่ต้องห่วง พวกเขาโตมาด้วยกันที่เซบู เมืองใหญ่อันดับสองรองจากเมโทรมะนิลา อยู่ทางตอนกลางของฟิลิปปินส์

ผมฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆ จึงถามกลับไปว่า “อ้าว พี่เคยบอกว่า บ้านเดิมพี่อยู่มินดาเนาไม่ใช่เหรอ” โจอี้ยิ้มเก้อๆ

หลังจากเรดฮอร์สขวดใหญ่ขวดที่สองหมดไป เบียร์ก็ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ นั่นคือ ทลายเกราะกำบังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อฉาบตัวตนของตัวเองให้ดูดีออกไป

พี่สาวของโจอี้ที่เริ่มกรึ่ม เล่าถึงโจอี้ให้ผมฟังว่า เธอเห็นโจอี้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน พ่อแม่ของโจอี้แยกทางตั้งแต่โจอี้ยังไม่เกิด แม่ของโจอี้ขายปลาอยู่ที่ตลาด แต่เมาเหล้าหนักมาก ขายปลาเสร็จก็กินเหล้าที่ตลาดจนไม่ได้กลับบ้าน ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่สนใจโจอี้ จึงต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ประถมสาม แม่ของเธอที่ขายของอยู่ด้วยกัน จึงกลายเป็นคนดูแลโจอี้ที่ขยันช่วยขายของตั้งแต่เด็ก ทำให้พวกเธอโตมาด้วยกันเหมือนกับเป็นพี่น้องแท้ๆ

ถึงตอนนี้ โจอี้ขยายความเพิ่มสีสันอย่างไม่ปิดบังว่า แม่เขาเมาปั่นรถสามล้อถีบกลับบ้านไม่ไหว เคยพาเขาตกข้างทางมาแล้ว พร้อมทำท่าหกคะเมนให้ดู เขาเลยมาอยู่กับครอบครัวของพี่สาวแทน จะเรียกว่าเป็นลูกบุญธรรมของบ้านพี่สาวเลยก็ได้ ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ ก็แยกย้ายไปคนละทิศคนละทาง เมื่อพี่สาวอพยพเข้ามาทำงานที่มะนิลา โจอี้ก็ย้ายตามมาด้วย

โจอี้มีพี่น้องแท้ๆ ห้าคน ส่วนใหญ่ไม่เคยเจอกันเลย มีแค่คนเดียวที่เขาเคยเจอ คือคนที่ย้ายไปอยู่ที่มินดาเนาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว อันที่จริง โจอี้เคยไปที่มินดาเนาแค่ครั้งเดียว เพราะได้ยินว่าพี่ชายเขามีร้านค้าขายของและมีฐานะอยู่ที่นั่น แต่ไปแล้วเขาไม่ถูกใจ เพราะรู้ตัวว่าตัวเองความรู้น้อยเกินกว่าที่จะช่วยงานดูแลร้านขายของ จึงกลับมามะนิลา แล้วเอามาเรื่องที่มินดาเนามาแต่งเติมบอกผมว่า เขามาจากมินดาเนา เพราะไม่อยากเล่าเรื่องครอบครัวแตกแยกที่เซบู

จะว่าไปแล้ว แม้โจอี้จะมีปูมหลังดีกว่าคนอื่นหลายคน คือ ไม่เคยติดคุก หรือใช้ยา แต่เขาเกิดในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง เรียนหนังสือน้อย ทำให้เขามีต้นทุนชีวิตที่ต่ำกว่าคนอื่นๆ อีกมาก มีแค่พี่สาวที่ไม่ใช่พี่แท้ๆ ที่พอพึ่งพาได้ แต่เธอเองก็มีฐานะยากจน ทำงานรับจ้างแยกปลาที่แพปลา แค่พอเลี้ยงตัวเองได้

ในครอบครัวจนๆ เช่นนี้ เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นในชีวิต เช่นบ้านไฟไหม้ ทำให้ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะประคับประคองชีวิตให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ประกอบกับหลานสาวของเขาก็โตขึ้นจนมีลูกแล้ว จำเป็นต้องมีห้องหับของตัวเอง ในสถานการณ์เช่นนี้ หากจะมีใครสักคนที่ต้องออกจากบ้าน ก็คงต้องเป็นชายโสดอย่างโจอี้ เขาหางานประเภทกินอยู่กับนายจ้าง ต้องทำงานหนักแลกกับค่าจ้างถูกๆ

ด้วยเหตุนี้ โจอี้จึงไม่ค่อยอนาทรร้อนใจกับชีวิตยามตกงานเป็นคนไร้บ้าน ที่เขาเรียกว่า “เป็นช่วงพักผ่อน” รอฤดูที่จะกลับไปทำงานให้นายจ้างขูดรีดแรงงานเวียนมาถึง

ค่ำคืนนั้นผมจึงได้รู้จักโจอี้ลึกซึ้งขึ้น ผมไม่ติดใจแม้แต่นิดว่า เรื่องราวที่เขาเคยบอกผมก่อนหน้านี้นั้นเป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งแต้มขึ้น ไม่เสียดายแม้แต่น้อยว่า ประเด็นทางวิชาการที่ว่าคนอพยพเข้าเมืองเพราะหนีภัยขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะกลายเป็นแค่จินตนาการ

ผมดีใจที่เขาพาผมมารู้จักพี่สาวที่เขานับถือ มารู้จักเฟียสตาง่ายๆ ในครอบครัวคนจน

บุญเลิศ วิเศษปรีชา

บุญเลิศ วิเศษปรีชา เป็นนักมนุษยวิทยาเจ้าของวิทยานิพนธ์ดีเด่น จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดพรมแดน: โลกของคนไร้บ้าน กรุงเทพฯ - โตเกียว - มะนิลา คือสนามศึกษาที่ บุญเลิศ พาตัวเองเข้าไปเป็นโฮมเลส กินแบบโฮมเลส นอนแบบโฮมเลส และคิดอ่านแบบโฮมเลส นอกจากเรื่องเล่าและสีสันที่เก็บมาจากการศึกษาภาคสนาม คอลัมน์ ‘สายสตรีท: เรื่องเล่าข้างถนนจากมะนิลา' ใน waymagazine.org คือความพยายามและทะเยอทะยานส่วนบุคคลของบุญเลิศ วิเศษปรีชา ที่จะเลือนและหลอมพรมแดนระหว่าง ‘งานวิชาการ’ กับ ‘วรรณกรรม’ เข้าไว้ด้วยกัน

บุญเลิศ วิเศษปรีชาไปเฟียสตากับโจอี้

Related Posts

ตาตายโฮเซ่ คนที่ร้อย

ตาตายโฮเซ่ หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ของ บุญเลิศ วิเศษปรีชา เป็นชายเก็บของเก่าที่มีเรื่องราวชีวิตแปลกกว่าคนอื่นๆ นอกจากคำบอกเล่าที่ว่า เขามีบ้าน มีครอบครัวฐานะดี แต่ชีวิตที่ไร้แก่นสารนำพาเขาไปพบกับคำสอนของพระเจ้า และคำสอนของพระเจ้านี่เองที่เบิกทางชีวิตใหม่ให้กับเขา

บ้านข้างถนนของครอบครัวคาเรล

คาเรล เป็นเสมือนผู้จัดการและผู้ดูแล ‘โอติสคอนโดมีนุม’ ที่อยู่ของบรรดาคนไร้บ้าน นิยามของ 'คนไร้บ้าน' นี้ควรเป็น 'housless' มากกว่า 'homeless' หรือเปล่า ยังไม่มีข้อสรุป แต่สำหรับคาเรล เธอไม่สงสัยคำวิชาการ เพราะคำว่า“feel at home” ก็สามารถอธิบายทั้งหมดได้แล้ว

ห่อเปี๊ยะจากถุงขยะของนกนก

หากห้องครัวคือหัวใจของบ้าน ถังขยะก็น่าจะเป็น 'หัวใจ' ของบ้านของคนไร้บ้าน เจโสนมีรายได้จากการขายห่อเปี๊ยะรีไซเคิล หรือห่อเปี๊ยะที่มาจากถุงขยะร้านเบเกอรีที่ทิ้งเจ้าขนมนี่ เพราะหมดอายุแล้ว บุญเลิศ วิเศษปรีชา คุ้ยลึกเข้าไปในหัวใจของบ้าน เจโสนมาอยู่บ้านหลังนี้ที่ริมถนนมะนิลาได้อย่างไร จากหัวใจของบ้านสู่หัวใจของคนในนั้น