สีของความรัก

ไม่มีที่มาที่ไป แต่เราได้จดหมายลูกโซ่ไซเบอร์ที่จั่วหัวว่า ขอให้แชร์มุมมองความรักด้วยคำถามสั้นๆ “เคยคิดไหมว่าความรักของคุณเปรียบได้กับสีอะไร?”

แหม ให้พูดเรื่องความรักในพื้นที่สาธารณะนี่…ไม่เห็นจะเท่เอาซะเลย #โด่ว

อาจเพราะไม่มีอะไรทำ และลมหนาวบางเบาในวันหยุดก่อนวันแห่งความรัก (และใกล้วันหวยออก) จะมาถึง เป็นเหตุให้จดหมายลูกโซ่ถูกเขียนและส่งออกไปให้ถูกอ่านอย่างต้องมีคนแอบอมยิ้ม

เขียนแล้วก็อย่าให้เสียหลาย รวมเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ไว้ว่า ครั้งหนึ่ง มุมความรักของคนคนหนึ่งเคยถูกเปรียบเป็นสีนั้นสีนี้

ความรักของ f

ไม่เคยคิด เพราะรู้ว่าแม้กระทั่งสีที่ชอบ ก็เปลี่ยนตั้งแต่จำความได้จนถึงทุกวันนี้

ตอนแรกชอบสีชมพู (ทุกเฉดโทน) โตมาหน่อยพบว่าชมพูไม่เท่ากับความเท่ จึงลองหาสีในกล่องรหัสของโปรแกรมทำไดอารีออนไลน์ และพบว่ามีอีกมากในกล่องสีโปรแกรมโฟโตช็อป

เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนพบว่าชอบสีเข้มๆ ตุ่นๆ เช่น เขียวซีวูด แดงเบอร์รี หรือโทนมะฮอกกานี แต่รู้ว่าเลือดเราคือชมพูพิงค์ และบางครั้งเป็นชมพูเย็นๆ แบบซีดจาง

ความรักของนี่* จึงเปลี่ยนไปแล้วแต่ตอนนั้นสมาทานใครอยู่ แต่ตอนนี้ยังยืนยันว่าชอบทุกความสัมพันธ์ กับเพื่อน กับพี่ที่ทำงาน กับน้อง กับแม่ กับยาย กับพี่สาว กับหมา กับโต๊ะที่ทำงาน กับแก้วกาแฟ

แต่ที่หลงใหลที่สุด คือกิจวัตรประจำวันของตัวเอง ตื่นมาแล้วอยู่ที่ไหน ทำและจะทำอะไร ใส่ชุดสีอะไร จะแต่งหน้าไหม จะเดินไปไหนบ้าง จะวางแผนให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่อะไร

และจะรู้สึกตื่นเต้นถ้าได้เปลี่ยนชีวิตตัวเองจากการเปลี่ยนหอ เปลี่ยนงาน เปลี่ยนบ้าน เพราะรู้ว่าทุกๆ สิ่งแวดล้อมที่เดินผ่านจะไม่มีอะไรเหมือนเดิม ชีวิตได้เปลี่ยนอีกแล้ว

ความรักและสีของนี่ จึงน่าจะขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับใคร และมันไม่ใช่แค่ความรักแบบหนุ่มสาว (เพราะคงใจร้ายและแห้งมาก)

* ‘นี่’ เป็นศัพท์สแลงวัยรุ่น ใช้เรียกแทนตัวเอง เช่น นี่ว่านะ นี่ไปกินอันนี้มา นี่โดนด่าอีกแล้ว ส่วนใหญ่มักถูกใช้ในการเขียนเล่าเรื่องบนสเตตัสเฟซบุ๊ค หรือทุกช่องทางการสื่อสารในโลกออนไลน์

 

ความรักของนก

เป็นภารกิจที่ได้รับจากน้อง f ซึ่งต้องทำให้ลุล่วงใช่มะ 555

ด้ายยยย…

โจทย์คือ color of love ความรักของคุณเปรียบได้กับสีอะไร

ไม่เคยคิดเปรียบเทียบสีกับความรักเลย จนต้องมานั่งคิดนี่ล่ะ ฮึ่ม! 555 ถ้าให้คิดเร็วๆ ตอนนี้ก็ขอเปรียบความรักเป็นสีคาราเมลละกันนะ (มันมีมะสีนี้)

ความรักสำหรับเรามันคือความหอมหวานและสนุก อันนี้คือความรักเพียงด้านเดียวนะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อแรกเริ่มรักนั้นมันก็ทำให้อะไรๆ รอบข้างดูหอมหวานมันไปซะหมด

แม้เมื่อเวลาผ่านไปความรักจืดจางเบาบางลง แต่เมื่อนึกถึงวันแรกเริ่ม มันก็คงทำให้เรายิ้มได้อยู่นะ

อันที่จริง ช่วงเวลาที่ผ่านมาเราผ่านความเจ็บปวดมาไม่น้อย จนถึงวันนี้บางครั้งเรารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองโดนฉีดยาชาอยู่ พอคิดมาถึงตรงนี้ก็เลยคิดถึงสีฟ้าที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์ขึ้นมา ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

วันก่อน เราได้เจอเด็กชาย (ที่วันนี้เป็นหนุ่มน้อยแล้ว) โดยบังเอิญ เขาเป็นลูกชายของรุ่นพี่นักเขียน ที่ครั้งหนึ่งในวัยวิ่งเล่นซนของเขาเราเคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวด้วยกัน เล่นเกม ดูการ์ตูนด้วยกัน จนวันที่เขาเติบโตเราก็เริ่มห่างหายกันไป (แต่ก็ยังได้เจอกันบ้างตามงานหนังสือ)

วันที่ได้เจอเขาในคืนนั้น เขามากับเพื่อนๆ ก่อนกลับ เขาเดินมาสะกิดที่ไหล่ เราหันไปมองและโบกมือบ๊ายบายและส่งยิ้มให้แก่กัน

ในวันที่หัวใจของฉันเหมือนถูกฉีดยาชา หนุ่มน้อยคนนั้นช่วยให้หัวใจของฉันกลับมาสูบฉีดมีเลือดเนื้ออีกครั้ง

เราอาจห่างหายกันไป เขาเองก็เติบโตไปตามแบบของเขา แต่เมื่อมาเจอกัน ฉันก็รู้ว่าสายตาที่ฉันเคยมองเขา เด็กตัวน้อยในวันนั้น จนวันนี้ฉันได้เห็นเขาอีกครั้ง ความรู้สึกกับเด็กน้อยคนนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ความรักสำหรับฉันในวันนี้จึงคือ การที่อาจหายไปจากชีวิตของกันและกันบ้าง แต่เมื่อเรามาพบกันอีกครั้ง ความยินดีเมื่อเห็นเขามีความสุข ความเต็มตื้นทั้งหมดทั้งมวลมันหวนกลับคืนมาเหมือนไม่เคยหายไปไหนเลย

แม้ไม่ใช่รักในแบบหนุ่มสาว ฉันก็ยังมองว่ามันเป็นสีคาราเมลนะ

ได้เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเติบโต และหัวใจเราก็ยินดีปรีดามากมายที่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสของเขา

หอมหวานมัน คาราเมลชัดๆ 5555

ส่วนรูปนี้ก็คือ เราเพิ่งตื่นจากนอนกลางวันและคิดว่าต้องส่งการบ้านแล้วนี่หว่า ^^

 

ความรักของ B

เลย 24 ชั่วโมงมานิดๆ ไม่เป็นไรเนอะ ขอเลือก ‘สีเทา’ สีที่ชอบที่สุดตอนนี้ก็แล้วกันนะ

จริงอยู่ มันอาจจะดูมืดๆ หม่นๆ ไม่ได้รู้สึกถึงความสดชื่น ซาบซ่าน หวานชื่นใจ อย่างช็อคกิ้งพิงค์ หรือเขียวมินต์ แต่สีไม่ขาวไม่ดำอย่างนี้มันก็คือความรักนะ ที่ไม่สามารถเอาหลักการหรือความดีชั่วมาตัดสินถูกผิดได้เลย

ไม่ว่าจะความรักของพ่อแม่ ลูก คู่รัก สามีภรรยา เพื่อน พี่น้อง หลายความสัมพันธ์นับผ่านสายเลือด ก่อให้เกิดความรักความผูกพันโดยอัตโนมัติ ชั่วๆ ดีๆ อย่างไร งี่เง่ากับเราแค่ไหน ตัดเท่าไหร่ก็ไม่ขาด อย่างมากก็เว้นวรรคสักพัก

กับบางความสัมพันธ์เราสร้างมันขึ้นมาเองระหว่างทาง ตัดขาดบ้าง ไม่ขาดบ้าง แต่ถึงที่สุดแล้วจะไปต่อหรือตัดสินใจหยุด มันไม่ได้ขึ้นกับเราฝ่ายเดียว เราอยากหยุดแต่เขากลับกระชับเชือกรองเท้าพร้อมวิ่งต่อ มันก็ไม่ได้ หรือบางทีเขากลับออกนอกเส้นทางไปวิ่งกับคนอื่นแทน แล้วเราจะทำอะไรได้

ความรักรูปแบบต่างๆ น้ำหนักแตกต่างกันตามวัย ใกล้หลักสี่แบบนี้ ความรักสีเทาของเรา เข้าที่เข้าทางมากขึ้น เปล่า ไม่ได้เชี่ยวชาญว่าจะ handle มันยังไงหรอกนะ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมามันช่วยเราจัดวาง เรียงลำดับความสำคัญว่าเราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล (ถึงแม้แต่ก่อนจะคิดแบบนี้ก็เถอะ) ความรักของเราหมุนตามคนใกล้ตัวมากขึ้น เขาสุขเราก็แฮปปี้ เขาเศร้าเราก็กอด เขาโกรธเราก็ไม่ราดน้ำมันเพิ่ม

ส่วนความรักตัวเอง แม้จะกินพื้นที่แคบลง แต่มันก็ชัดเจนขึ้นว่าเรามีความสุขกับอะไร

สีเทามั้ย? ก็เทานะ เทาแบบที่เราพอใจและอยู่กับมันได้อย่างแข็งแรงและยิ้มได้

อย่างน้อยก็ในวันนี้ ครบรอบแต่งงาน 12 ปีพอดี 🙂

ป.ล. ไม่มีรูป โปรดใช้จินตนาการค่ะ

 

ความรักของ K

ได้จดหมายเปิดผนึกจากพี่ B แชร์มุมมองเรื่องความรักว่ามันเป็นสีอะไร

-many shades of grey-

ชอบคำตอบ B มากๆ ที่ว่าความรักมันเป็นสีเทา เพราะตามทฤษฎีแล้ว เทาไม่ใช่สีแต่คือค่าความสว่าง และในความสลัวของมันก็มืดสว่างได้หลายระดับ (น่าจะมากกว่า 50 shades นะ :P)

ถ้าเราเอาสีเทาไปวางข้างๆ สีแดง เทานั้นก็จะดูเทาเย็นๆ

ถ้าเราเอาเทาเดิมไปวางข้างๆ สีฟ้าสดใส เทานั้นก็เหมือนว่าจะอุ่นขึ้น

แล้วทุกเทาที่เรามองเผินๆ ว่ามันก็คือเทา ก็มีความต่างในรายละเอียด ในแต่ละนัยน์ตา ในแต่ละความนัย

-violet & purple-

ถ้าคุณเคยถ่ายภาพดอกไม้ สีหนึ่งที่มีปัญหาในการรับรู้เสมอมา คือสีม่วง เพราะ violet (ม่วงน้ำเงิน) เป็นสีที่อยู่ในช่วงคลื่นที่ตามนุษย์ไม่อาจมองเห็น เฉดใกล้เคียงสุดที่เราเห็นได้ก็ยังไม่ใช่ม่วงจริงๆ แต่คือน้ำเงินอมม่วง

ส่วน purple (ม่วงแดง) นั้นยิ่งเจ๋งขึ้นไปอีก กล่าวคือมันเป็นสีที่ไม่มีอยู่จริง คือไม่มีที่อยู่ในสเปกตรัมของแสง แต่ที่เราเห็น คือการแปรผลจากสมอง สรุปคือมันเป็นสีที่เรามโนขึ้นมา

ม่วงที่ไม่อาจมองเห็นทั้งที่มี และม่วงที่ไม่มีแต่เรามองเห็น

-taste of color-

ผมไม่มีสีที่ชอบเป็นพิเศษ แต่เรามีความคุ้นชินในการเลือกบางสีมาใช้งาน

บางสีเราอาจอยากป้ายให้เปรอะไปทั้งโลก ทุกพื้นผิว ยกเว้นสิ่งเดียวคือเราไม่อยากให้สีนั้นอยู่บนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวเอง

บางสีเรารู้สึกว่ามันเหมาะที่จะห่อหุ้มตัวเรา ทั้งที่เราไม่ได้รู้สึกพิเศษใดๆ ยามมองเห็น — พอดีไม่ค่อยได้ส่องกระจก

ผมชอบความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเนื้อแดงๆ เริ่มมีสีออกเขียว หรือขนมปังขาวๆ มีลายพร้อยสีม่วง ก็คงไม่สะดวกใจจะชิม ธรรมชาติฝังโปรแกรมเรามาอย่างนี้

ดื่มเถิดชาวไทย ย้อมใจแล้วไปเลือกตั้ง 03.07.2011

ภาพนี้ถ่ายไว้เล่นๆ ก่อนวันเลือกตั้ง 3 กรกฎา 2011 (นานจัง)
วันนั้นเราไปงานเปิดตัวการแสดงภาพของศิลปินสุดเท่ที่หอศิลป์แล้วได้น้ำอัญชัญกับพันช์มาดื่ม เลือกสีจาก swatch ที่มีจำกัดก็เหมือนเลือกตั้ง คงไม่มีสีที่เรารักที่สุด แต่ก็มีสีที่เราโอเคที่สุด…

 

ความรักของหญิงอ้วน

ยากมากกกกกก ยากกว่าเขียนคอลัมน์ส่งให้ทันเวลาซะอีก

พรีทีน โตมาพร้อมกับความโด่งดังของ พี่ปุ๊ อัญชลี เรียนโรงเรียนหญิงล้วน ตอนนั้นคิดว่าน่าจะเอาดีทางทอมบอยแน่นอน สีเข้ม สีขรึม กาแฟขม ถมกันเข้าไป สุดท้ายก็ไม่ใช่ ดอกไม้ที่ให้สาวๆ ไปด้วยท่าทีเท่ๆ ยังเสียดาย 555

สาวขึ้นมาอีกหน่อย มองความรักและชีวิตเหมือนสีม่วงน้ำเงิน แบบอาร์ตไดฯ WAY บอกนั่นแหละ ตาเปล่ามองไม่ได้เดาะ จะแยกเฉด งงๆ ตกลงมรึงจะเอาไรกันแน่ กรูเองยังไม่รู้เลย

ปูนนี้แล้ว อีก 2-3 ไฟแดงก็ห้าแยกปากเกร็ด สีการ์ตูนนี่แหละใช่สุด ไม่หวานแหววอย่างสีพาสเทล แต่น่ารักสดใสอยู่ใกล้แล้วยิ้มได้ ไม่ต้องผูกติดกันตลอดเวลา แต่ที่ซึ่งเป็น ‘ที่ของเรา’ ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่ต้องกลัวใครมาแทน

แถมเพลง What Can I Do โดย The Corrs

 

ความรักของลุง

แท็กกันมาหลายคน เราจะตอบล่ะนะ

เราคงไม่มีอำนาจมากพอจะให้สีกับความรักได้ ถ้าให้ใกล้เคียง เราขอมองว่าความรักเป็นเหมือนม่านควันที่ทำให้เรามองสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากความจริงเสมอๆ

เอาตรงๆ ตอนนี้เราไม่คิดว่าความรักมีจริงด้วยซ้ำ ความรักคือการครอบครอง คือการเสียสละ คือการทุ่มเท คือการแลกเปลี่ยน คือหลายสิ่งหลายอย่าง ความรักจึงเป็นเหมือนรูโบ๋ที่เอาอะไรมาปิดก็ได้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้โลกสวยดูงามงดแต่รกตา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเอาไปใช้อะไรก็เรื่องของเขา

ทีแรกก็เลยไม่รู้จะเขียนยังไง

ความรักคือ ‘nothing’

ตอบอย่างเถรตรง เราเชื่อว่าลึกๆ แล้วมนุษย์เห็นแก่ตัวพอที่จะรักได้เพียงตัวเอง มนุษย์รักคนอื่นเพราะแคร์ความรู้สึกของตัวเอง เราแสดงความรักเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกชั่วร้าย ความรักจึงเป็นเกราะป้องกันตนเองจากความรู้สึกผิด เป็น super ego ที่ป้องกันไม่ให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดถูกนำมาใช้งานบ่อยๆ

เมื่อมีความรักก็ต้องมีความหวัง ความรักกับความหวังมักถูกวางไว้ในฐานะเครื่องเยียวยา ความหวังควรถูกทิ้งให้ตายอยู่ก้นหีบของแพนโดราจริงๆ – คุณลองคิดดูสิ hope ไปอยู่ร่วมกับสิ่งชั่วร้ายในกล่องแพนโดราได้ยังไงถ้าไม่มีสถานะใกล้เคียง ความรักก็เช่นกัน ความรักที่ถูกสถาปนาให้มีตัวตนนั้น evil แค่ไหน หลายคนคงเข้าใจ

สรุป ในเมื่อเราคิดว่ามันเหมือนควัน ก็คงไม่มองมันให้แสบตานะ

นั่งเอาหลังพิงกันนิ่งๆ …ดีกว่าเยอะ

ใครท้าให้เขียน เขียนได้แค่นี้ ขออภัยครับ

 

ความรักของ P

ถูกอาร์ตไดฯขาโหดมัดมือชก จนต้องเล่นใช่ไหมเนี่ย

เท่าที่พยายามจะไปลอกคนอื่น เค้าดูมีประสบการณ์ มีปัญญา คมคาย และลุ่มลึก แต่เราไม่!

ความรักสำหรับเราคงเป็นสีเอิร์ธโทน ออกแนวดินๆ น้ำตาลๆ หน่อย ประมาณนอนกลางดินกินกลางทราย กัดก้อนเกลือกิน เริ่มไม่ใช่ละ

ในหัวจะนึกถึงพื้นดินในสวนสาธารณะยามบ่ายที่ไหนสักที่ ที่ไม่ใช่เมืองไทย คือร่มเงาได้ และแสงสวย กำลังงาม

มันน่าจะเรียบง่าย สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะถ้าใช้หัวคิดมากไป มันมักจะไม่ใช่รัก รักในความคิดเราก็แค่ อยู่กันเงียบๆ อยู่ข้างๆ กันได้ แม้จะไม่ต้องพูดอะไรกันเลยเป็นชั่วโมงๆ

รักมันคือความรู้สึก เปี่ยมไปด้วยอารมณ์เกือบจะล้วนๆ จนบางครั้งเราก็ต้องดึงสติตัวเองเอาไว้ด้วยเหตุผลหรือความรับผิดชอบบ้าง

ขึ้นชื่อว่ารัก ยังไงก็ไม่เที่ยงอยู่แล้ว ดินยามบ่ายของเราจึงเข้าแก๊ป (แห่งความแถ) ได้พอดิบพอดี

เกรงใจ ไม่กล้าแท็กใคร ขอเล่าเรื่องภาพประกอบนิดนึงละกัน

นี่คือมื้อสุดท้ายที่เวนิส แต่เป็นมื้อแรกที่กินแกล้มไวน์ แล้วพบว่ามันรื่นรมย์มากๆ (มาพบความจริงเอาวันกลับนี่ละ) และนี่แค่จานแรก ยังมีตามมาอีกจานหนึ่งขนาดพอๆ กัน ตบด้วยสลัดคนละจาน สนนราคาอยู่ที่ครึ่งเดียวของมื้อแรกในยุโรป เป็นที่ที่ประทับใจมาก อิ่มมาก และเหลือมากด้วยเช่นกัน

 

ความรักของ V

ในสีมีข้อความสื่อสารร่วมระดับหนึ่ง เพศ เช่น สีชมพูเป็นภาพเสนอความเป็นผู้หญิง สีม่วงคือความหลากหลายทางเพศ ในสีมีอารมณ์ เช่น แดงแอมฮอต เขียวสบายตารีแล็กซ์ ในสีมีความดีเลวบริสุทธิ์และความทมิฬหินชาติและสีกลมๆ เช่น ขาว ดำ เทา

สีของชุดนักโทษก็น่าสนใจ เช่น บทความของสำนักข่าวประชาไท

สีน้ำตาลลูกวัวคือสีของชุดที่เราเห็นเจนตาหลัง รปห. 2557

“กรณีผู้ต้องขังที่ต้องเดินทางออกนอกเรือนจำ เพื่อไปยังศาล ผู้ต้องขังทุกคนจะต้องใส่ชุดสีน้ำตาล (หรือที่เรียกกันว่าสีลูกวัว) ซึ่งผู้ต้องขัง ที่คดียังไม่ถึงที่สุด ก็จะใส่ชุดสีนี้อยู่แล้วในวันธรรมดา ชุดสีน้ำตาลนี้ จะเรียกกันง่ายๆ ว่า ‘ชุดออกศาล’ ชุดออกศาลนี้ ทางเรือนจำจะมีไว้ให้บริการ แต่จะไม่สะอาด เพราะจะซักทีเดียวในวันหยุด เสื้อจะเป็นลักษณะเสื้อคอกลม ไม่มีกระเป๋าเสื้อ ส่วนกางเกง จะเป็นสีน้ำตาลเข้มกว่าสีเสื้อ ลักษณะคล้ายกางเกงเล แต่ขาสั้นกว่า คือมีกระเป๋าข้างแนบน่อง แล้วมีสายผ้า 2 เส้น สำหรับอ้อมมาผูกทางด้านหน้า” จากบทความดังกล่าว

ถ้าเราลองใช้สีแทนค่าในกรณีไผ่และผู้ประสบชะตากรรมคล้ายคลึงไผ่ เราจะพบว่า ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด หลักการดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ที่ให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญานั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

หลักการดังกล่าวยืนยันว่า จำเลยทุกคนยังคงเป็นสีขาว แม้สีขาวนั้นจะถูกผ้าสีน้ำตาลลูกวัวห่ออยู่ สีขาวรอกระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ สีขาวจึงเป็นสีขาว แต่ข้อเท็จจริงวันนี้สังคมส่วนใหญ่กำลังทำตัวเป็นจิตรกรสาดระบายสีไปยังสีขาวหลายผืนด้วยฝีมือที่ไร้รสนิยมทางศิลปะ

คนที่พร้อมจะมีความรักจริงๆ ต้องใจกว้าง รักความเป็นธรรม และมีรสนิยม

ป.ล. ความรักทุกประเภทเกิดจากสารตั้งต้นชนิดเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะรักแบบไหน ชาย-หญิง / ชาย-ชาย / หญิง-หญิง / หรือ ชาย-หญิง-หญิง / หรือรักหมารักแมว รักประเทศ รักอะไรก็ว่าไปเถิด แต่รักก็คือรัก มีความหมายเดียว และเป็นสิ่งสถิตเสถียร

 

Editorial Staffสีของความรัก

Related Posts

WAY to READ: เงาของคุณ เงาของเมฆ

‘นิยายและบทกวี’ คือนิยามและสิ่งที่เป็นใน 'เงาของเมฆ' วรรณกรรมเล่มหลังสุดที่ผ่านตา นิธิ นิธิวีรกุล ในวันที่อากาศอบอ้าวอวลด้วยไอฝน ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายพัดพานิธิวูบไหวไปจากจุดที่เขายืนอยู่อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง

WAY to READ: ติดอยู่ระหว่างการเดินทาง

"สภาวะติดจ้อง ติดขัดอยู่ในสถานการณ์ และความรู้สึกบางอย่างเหมือนๆ กัน" คือประโยคที่ นิธิ นิธิวีรกุล นิยามถึงความรู้สึกที่ถ่ายทอดจากตัวหนังสือ 'ติดอยู่ระหว่างการเดินทาง' โดย อุทิศ เหมะมูล

เพราะรัก…ต้องตบ

รูปแบบของความรัก 'เพราะรัก ต้องตบ' เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องมีความรุนแรง ความรักแบบนี้มีฉากแฮปปี้เอนดิ้งกุมมือสวีทวีดวิ้วเหมือนละครว่าไว้เช่นนั้นหรือ เราจะอยู่กับ 'นักตบ' ได้อย่างไร และเราจะทนอยู่กับ 'นักตบ' ไปทำไม